Christian Siam

 

 

 

 

Christian Siam - เว็บสำหรับคนอยากรู้จักพระเจ้า

 
 :: สำหรับผู้สนใจพระเจ้า ::
Christian Siam คำถาม - คำตอบ
Christian Siam พระเยซูคือใคร
Christian Siam พระเยซูเกิดจริงหรือ?
Christian Siam เราเกิดมาทำไม
Christian Siam เราตายแล้วไปไหน
Christian Siam ทฤษฎีวิวัฒนาการ...จริง?
Christian Siam เป็นคริสเตียนได้อย่างไร
Christian Siam คำพยานชีวิต

Christian Siam
H O M E
:: สำหรับคริสเตียนใหม่ ::
:: สื่อคริสเตียนออนไลน์ ::
Christian Siam ทีวีคริสเตียน - CGNTV
Christian Siam มานาประจำวัน
Christian Siam วิทยุคริสเตียน
Christian Siam เพลงนมัสการพร้อมคอร์ด
Christian Siam เพลงจาก Youtube
 

                   CHRISTIAN
                   CHRISTIAN
                   CHRISTIAN

         CHRISTIAN SIAM.COM
         CHRISTIAN SIAM.COM
         CHRISTIAN SIAM.COM

                   CHRISTIAN
                   CHRISTIAN
                   CHRISTIAN
                   CHRISTIAN
                   CHRISTIAN
                   CHRISTIAN
                   CHRISTIAN
                   CHRISTIAN




web counter code

As of 8 Aug 08

5. บทวิเคราะห์คำอ้างของพระเยซู

คำอ้างที่ยิ่งใหญ่เกินลักษณะธรรมดาของมนุษย์  เป็นคำท้าทายสำคัญที่เราทุกคนควรสนใจเป็นพิเศษ  เพราะมันเกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตของเรา ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  เมื่อวิเคราะห์คำอ้างของพระเยซูคริสต์แล้ว  เราสามารถสรุปแนวทางที่เป็นไปได้ของคำอ้างนี้อย่างน้อย 3 ประการ คือ

5.1 คำอ้่างเป็นความเท็จ

ผู้ที่มีความเห็นว่า สิ่งที่พระเยซูสอน หรือตรัสนั้น เป็นความเท็จ  เขาย่อมจะต้องพยายามหาเหตุผล หรือหลักฐานมายืนยันคำกล่าวของเขา  แต่ผู้เขียนคิดว่าเขาคงต้องพบปัญหาหนัก  เพราะยากที่ใครจะหาเหตุผลทำนองนั้นมาสนับสนุนคำกล่าวหาของเขาได้

อย่างไรก็ตาม  ขอให้เรามาพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นนี้กันโดยละเอียด
สมมติว่า สิ่งที่พระเยซูคริสต์ตรัสมาทั้งหมดนั้นเป็นความเท็จจริง ๆ  ก็ยังมีโอกาสเป็นไปได้อีก 2 ทาง  คือ
  พระองค์รู้ว่าพระองค์กล่าวเท็จ หรือ พระองค์ไม่รู้ว่าพระองค์กล่าวเท็จ

คริสเตียนสยาม - เว็บสำหรับคนอยากรู้จักพระเจ้า  พระเยซู  อยากเป็นคริสเตียนหรืออยากไปโบสถ์
ก. พระองค์รู้ว่าพระองค์กล่าวเท็จ
หากพระองค์กล่าวเท็จทั้งที่รู้  ก็แสดงว่าพระองค์ตั้งใจโกหก และเป็นนักโกหกระดับโลก  หรือเราอาจประณามพระองค์ เป็นปิศาจจอมกะล่อนก็ไม่ผิด  เพราะพระองค์หลอกลวงคนทั้งโลก

หรือเราอาจสรุปว่าพระองค์เป็นคนโง่อย่างยิ่ง  เพราะผลสุดท้าย ผู้นำสมัยนั้นได้ประหารชีวิตของพระองค์เสีย  ซึ่งเท่ากับว่าพระองค์ยอมตายเพื่อคำโกหกที่ตนเองปั้นแต่งขึ้น  ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง  ใคร ๆ ก็รู้ว่าเป็นการกระทำที่โง่สิ้นดี


แต่คงมีน้อยคนนักที่เห็นด้วยว่าพระเยซูคริสต์เป็นคนโง่  เพราะโดยทั่วไปแล้ว  แม้คนที่ไม่เชื่อว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า  ก็ยังยอมรับ และยกย่องว่าพระองค์เป็นบรมครู และเป็นนักสอนศีลธรรมชั้นเยี่ยม  แม้คุณเองก็อาจจะยอมรับพระองค์ในลักษณะเดียวกัน

แต่น้อยคนจะตระหนักว่า การยอมรับพระองค์เป็นบรมครูโดยที่ไม่ยอมรับความเป็นพระเจ้าของพระองค์นั้น เป็นการขัดแย้งกันเอง  เพราะพระเยซูคริสต์จะเป็นบรมครูได้อย่างไรกัน หากพระองค์จงใจโกหกในส่วนสำคัญที่สุดของคำสอนของพระองค์  นั่นก็คือ  การประกาศว่าตนเองเป็นพระเจ้า ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็น

ซี เอส ลิววิส  นักวรรณกรรมผู้ยิ่งใหญ่ และอดีตศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ  ให้ทรรศนะที่น่าฟังในเรื่องนี้ว่า  เขาพยายามห้ามไม่ให้ใครพูดถึงเรื่องของพระเยซูอย่างเหลวไหล  เช่น  พูดว่า "ข้าพเจ้ายอมรับว่าพระเยซูเป็นอาจารย์สอนศีลธรรมที่สำคัญคนหนึ่ง  แต่ข้าพเจ้าไม่ยอมรับคำอ้างที่ว่าท่านเป็นพระเจ้า"  ข้อนี้อย่าพูดดีกว่า  เพราะถ้ามนุษย์ธรรมดาคนใดพูดอย่างที่พระเยซูพูดนั้น เขาก็ไม่ใช่อาจารย์ หรือนักสอนศีลธรรมสำคัญอะไรเลย 

คุณต้องเลือกเอาข้างหนึ่ง  คุณเชื่อว่าพระองค์เป็นบุตรของพระเจ้า หรือเป็นคนวิกลจริต 


ถ้าคุณเชื่ออย่างแรก  คุณก็จะต้องกราบลงแทบพระบาทของพระองค์  และยอมรับว่าพระองค์เป็นพระเจ้า 

แต่ถ้าคุณเชื่ออย่างหลัง  คุณก็จะกล่าวหาพระองค์ว่าเป็นคนอย่างไรก็ได้  แต่ขออย่าได้พูดว่าพระองค์เป็นเพียงนักสอนศาสนาที่สำคัญเท่านั้น  เพราะพระองค์ไม่ได้มีพระประสงค์เพียงเท่านั้นเลย

ข. พระองค์ไม่รู้ว่าพระองค์กล่าวเท็จ

นั่นเท่ากับว่า พระเยซูคริสต์เข้าใจตนเองผิดถนัด  สำคัญตนว่าเป็นพระเจ้าทั้งที่ไม่ได้เป็น  พระองค์ก็เข้าข่ายคนเสียสติ หรือวิกลจริต  คล้ายกับคนไข้โรคจิตในโรงพยาบาลประสาท  ซึ่งหลายคนในนั้นชอบอ้างว่าตนเป็นผู้ยิ่งใหญ่ หรือผู้มีชื่อเสียงคนโน้น คนนี้

แต่ถ้าเราพิจารณาจากชีวิตที่บริสุทธิ์ของพระองค์ และคำสอนอมตะที่เปี่ยมด้วยคุณธรรม  อีกทั้งผลงาน ตลอดจนคุณงามความดีที่ประจักษ์แก่ชาวโลกทุกยุคทุกสมัยแล้ว  ย่อมเป็นหลักฐานยืนยันได้ว่า พระองค์ไม่ได้เป็นคนเสียสติแต่อย่างใด

ยิ่งถ้าได้ศึกษาชีวิตของสาวกที่ใกล้ชิดพระองค์ด้วยแล้ว  ก็ยิ่งทำให้เรามั่นใจในข้อนี้มากขึ้น  เพราะคนที่ติดตามคนบ้า จะเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากบ้าเหมือนกัน  แต่ชีวิตของสาวกพระเยซูคริสต์ส่อถึงความเป็นผู้มีคุณธรรมสูง  ซื่อสัตย์  เสียสละ  มีอุดมการณ์ที่แน่ชัด  ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อความจริงที่ตนยึดถือ  เราทราบข้อเท็จจริงเหล่านี้ได้จากประวัติศาสตร์สากล และจากประวัติศาสตร์คริสตจักรด้วย

โดยเหตุผลดังกล่าว  เราจึงไม่อาจกล่าวว่าพระเยซูคริสต์เป็นคนวิกลจริต  แต่ในทางตรงกันข้าม  พระองค์เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์  และรู้ว่าพระองค์มาในโลกนี้ด้วยวัตถุประสงค์ใด

5.2 คำอ้างเป็นตำนานที่เชื่อไม่ได้

มีบางท่านให้ข้อคิดว่า  คำบันทึกเกี่ยวกับคำอ้างของพระเยซูคริสต์เป็นตำนาน  ในลักษณะนิยายที่เชื่อถือไม่ได้  โดยให้เหตุผลว่า แท้จริงแล้วพระเยซูคริสต์ไม่เคยอ้างเลยว่าพระองค์คือพระเจ้า  แต่สาวกที่สัตย์ซื่อของพระองค์ในศตวรรษที่ 3 และ 4 อยากให้เรื่องราวของพระเยซูคริสต์น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น  จึงได้พยายามแต่งเรื่องเพิ่มเติมให้ดูสมจริงสมจัง  เพื่อว่าเมื่อคนอ่านแล้วจะได้มีความเลื่อมใสศรัทธาในตัวพระองค์มากขึ้น  เมื่อเป็นเช่นนี้  ย่อมหมายความว่า  คริสตศาสนาตั้งอยู่บนรากฐานของการโกหกพกลม

ในปัญหานี้  ผู้เขียนขออ้างถึงศาสตราจารย์ พอล ลิตเติ้ล  ซึ่งเขียนไว้อย่างน่าสนใจในหนังสือ Know Why You Believe หน้า 18 ว่า

"ไม่มีเหตุผลใดให้เชื่อว่าเอกสารดังกล่าวฉบับใดถูกเขียนขึ้นหลัง ค.ศ. 70  และเป็นเรื่องเหลือเชื่อว่าตำนานของพระเยซูในลักษณะเอกสารดังกล่าวจะเผยแพร่ออกไป และมีแรงประทับใจถึงเยงนั้นได้ โดยไม่มีความจริงเป็นพื้นฐาน  เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้พอ ๆ กับที่จะไม่มีใครในสมัยนี้เขียนชีวประวัติอดีตประธานาธิบดี แฟรงคลิน ดี รูสเวลต์ ว่าท่านได้ประกาศตนเป็นพระเจ้า  ยกความผิดของมวลมนุษย์ และได้ฟื้นขึ้นจากความตาย  เรื่องเช่นนั้นจะไปไม่ได้สักกี่น้ำ  เพราะคนจำนวนมากที่รู้จักรูสเวลต์ก็ยังอยู่"


ดังนั้น  ทฤษฎีที่ว่า เรื่องของพระเยซูคริสต์ในเอกสารดังกล่าวเป็นเพียงตำนาน จึงใช้ไม่ได้  เนื่องจากเหตุผลตามที่กล่าวมาแล้ว ว่าต้นฉบับของเอกสารดังกล่าวเขียนขึ้นในเวลาที่ใกล้เคียงกับเหตุการณ์

เราอาจจะยกตัวอย่างในประเทศไทย เพื่อให้เข้าใจดียิ่งขึ้น

สมมติว่า มีผู้เลื่อมใสศรัทธาในตัวอดีตนายกรัฐมนตรี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จำนวนหนึ่ง  มาประกาศต่อหน้าสาธารณชนว่า  ท่านจอมพบสฤตดิ์ ขณะมีชีวิตอยู่ได้อ้างว่าตนคือพระเจ้า  เป็นผู้สามารถยกโทษความผิดบาปของมนุษย์  ทำการอัศจรรย์นานัปการ และในที่สุดได้เป็นขึ้นจากความตาย ฯลฯ

คุณคิดว่าถ้าสิ่งที่กล่าวมาไม่ได้เกิขึ้นจริง  คำเล่าลือนี้จะกระจายไปได้ไกลสักแค่ไหน  ตอบง่าย ๆ คือไปไม่ได้ไกลแน่ ๆ  เพราะคนที่รู้จักจอมพลสฤษดิ์ในปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่  ย่อมต้องมีผู้ไม่เห็นด้วยลุกขึ้นประกาศคัดค้านว่า  สิ่งที่ผู้เลื่อมใสจอมพลสฤษดิ์กล่าวมานั้น ไม่มีมูลความจริง  เพราะเรารู้จักท่านจอมพลผู้นี้ขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่

เช่นเดียวกัน  การที่นักโบราณคดีในยุคปัจจุบันยืนยันว่าเอกสารบันทึกชีวประวัติของพระเยซูคริสต์ทั้งสี่เล่มนี้ ล้วนเขียนขึ้นภายใน ค.ศ. 70 นั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก  เพราะเมื่อเอกสารที่ว่านี้แพร่กระจายออกไป  ประกอบกับเรื่องของพระเยซูคริสต์ที่สาวกประกาศไปทั่วทุกหนทุกแห่งในช่วงเวลานั้น  พวกที่ต่อต้านกลุ่มชาวคริสต์ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งพวกยิว และพวกโรมันในสมัยนั้น  ย่อมจะไม่ปิดปากเงียบโดยไม่พูดอะไรเลย  สามัญสำนึกบอกเราว่า พวกเขาต้องลุกขึ้นตอบโต้ยืนยันข้อเท็จจริงเพื่อหักล้างคำประกาศของเหล่าสาวกอย่างแน่นอน  ฉะนั้น ความเงียบของพวกเขาจึงแสดงให้เห็นถึงการยอมรับ และยอมจำนนต่อความจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ผู้เขียนขออ้างบันทึกของนักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของโลกผู้หนึ่ง  คือ  Flavius Josephus (เกิด ค.ศ. 37)  ท่านไม่ใช่คริสเตียน  แต่ได้บันทึกไว้ในเอกสารเชิงประวัติศาสตร์ ชื่อ Antiquities XVIII 33 เกี่ยวกับเรื่องของพระเยซูคริสต์  ความว่า

"ในครั้งนั้น ... มีเยซูผู้ปราดเปรื่อง (ซึ่งที่จริงแล้วเราเรียกท่านว่าเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง)  ท่านเป็นผู้ทำการมหัศจรรย์  เป็นครูของเหล่าคนที่รับความจริงด้วยความชื่นชม  ท่านได้ชักนำคนจำนวนมาก  รวมทั้งพวกยิว และผู้ที่ไม่ได้เป็นยิว ให้เชื่อว่าท่านเป็นพระคริสต์  และเมื่อปีลาตได้ตัดสินให้ท่านถูกตรึงบนกางเขน ตามคำยุยงส่งเสริมของคนสำคัญในหมู่พวกเรา (ชาวยิว)  เหล่าคนที่รักท่านมาแต่ต้นก็ไม่ได้ละทิ้งท่าน  เพราะในวันที่สาม ท่านได้ฟื้นขึ้น และแสดงให้พวกเขาเห็นว่าท่านมีชีวิตอยู่  ดังที่พวกผู้พยากรณ์ได้ทำนายล่วงหน้า ถึงเรื่องเหล่านี้  และถึงการมหัศจรรย์นานัปการเกี่ยวกับท่าน  และคริสตชนซึ่งได้รับเชื่อตามท่าน ก็ยังคงสืบสายอยู่จนทุกวันนี้"


เหตุผลอีกประการหนึ่งที่เราไม่อาจเชื่อได้ว่า เรื่องราวของพระเยซูคริสต์เป็นตำนานที่พวกสาวกแต่งขึ้น  เพราะเราไม่เห็นว่ามีแรงจูงใจอะไรทำให้พวกเขาต้องทำเช่นนั้น

ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ทั่วไป จะพบว่า การมาเป็นคริสเตียนในระยะต้น ๆ ศตวรรษนั้น หมายถึงอันตรายต่อชีวิต  หลายท่านคงจะเคยอ่าน หรือเคยชมภาพยนตร์เกี่ยวกับเรื่องราวในสมัยนั้นที่ชาวคริสต์ต้องถูกทรมานอย่างเหี้ยมโหดทารุณ  โดยจักรพรรดิของโรมันหลายองค์ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเชื่อถือ

หรือหากจะถามว่า "เป็นไปได้ไหม ที่พวกสาวกของพระเยซูคริสต์แต่งเรื่องของพระเยซูคริสต์ ท้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าเป็นเรื่องโกหก  แต่กลับยอมตายเพื่อเรื่องโกหกของตนเอง"  คนย่อมตอบได้ว่าไม่มีเหตุผล และไม่มีแรงจูงใจเพียงพอ

ในทางตรงกันข้าม  การที่สาวกจำนวนมากยอมตายเพื่อพระนามของพระเยซูคริสต์  ก็เพราะพวกเขามั่นใจอย่างไม่มีข้อสงสัย ว่าพระเยซูคริสต์ คือองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ ที่ตัวเขารู้จักดี

ท่านอัครทูตยอห์น  ได้เขียนไว้ในจดหมายฝากของท่าน เมื่อประมาณปลายศตวรรษที่หนึ่ง  ซึ่งได้ยืนยันถึงข้อเท็จจริงนี้ว่า
"1 ซึ่งมีตั้งแต่ปฐมกาล ซึ่งเราได้ยิน ซึ่งเราได้เห็นกับตา ซึ่งเราได้พินิจดู และจับต้องด้วยมือของเรานั้นเกี่ยวกับพระวาทะแห่งชีวิต
2 (และชีวิตนั้นได้ปรากฏ และเราได้เห็น และเป็นพยาน และประกาศชีวิตนิรันดร์นั้นแก่ท่านทั้งหลาย ชีวิตนั้นได้ดำรงอยู่กับพระบิดาและได้ปรากฏแก่เราทั้งหลาย)
3 ซึ่งเราได้เห็นและได้ยินนั้น เราก็ได้ประกาศให้ท่านทั้งหลายรู้ด้วย เพื่อท่านทั้งหลายจะได้ร่วมสามัคคีธรรมกับเรา เราทั้งหลายก็ร่วมสามัคคีกับพระบิดา และกับพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์" (1ยอห์น 1:1-3)


ยิ่งกว่านั้น ถ้าเราคำนึงถึงมาตรฐานทางศีลธรรม กับคุณธรรมของสาวกด้วยแล้ว  ก็ยิ่งทำให้เรามั่นใจได้ว่า ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับตัวสาวกนั้น เป็นไปไม่ได้

5.3 คำอ้างเป็นความจริง

หากไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะยอมรับความเป็นไปได้ในข้อ 1 และ 2 (คำอ้างเป็นความเท็จ กับคำอ้างเป็นตำนานที่เชื่อไม่ได้)  เราก็มีทางเลือกอีกทางหนึ่ง  คือ  คำตรัสของพระองค์เป็นความจริง  และเป็นความจริงอันสำคัญที่ทำให้เราต้องตัดสินใจบางสิ่งบางอย่างให้กับชีวิตของเรา  นั่นคือ  เราจะยอมรับ หรือปฏิเสธว่า พระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า  และจะยอมรับ หรือปฏิเสธคำสอนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ ทั้งในปัจจุบัน และอนาคต  ระหว่างพระองค์กับเรา  ซึ่งหมายความว่า เราต้องรับผิดชอบต่อผลการตัดสินใจของเราด้วย  ไม่ว่าผลนั้นจะเป็นอย่างไร 

แต่อย่างน้อยที่สุดเวลานี้  คุณต้องตัดสินใจในทางใดทางหนึ่ง เกี่ยวกับความเป็นพระเจ้าของพระองค์

สมาคมนักศึกษาคริสเตียนไทย (นคท.)
จากหนังสือ เรื่อง เยซูคือใคร

Back 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 Next

 © Copyright 2009. Christian Siam.com