Christian Siam

 

 

 

 

Christian Siam - เว็บสำหรับคนอยากรู้จักพระเจ้า

 
 :: สำหรับผู้สนใจพระเจ้า ::
Christian Siam คำถาม - คำตอบ
Christian Siam พระเยซูคือใคร
Christian Siam พระเยซูเกิดจริงหรือ?
Christian Siam เราเกิดมาทำไม
Christian Siam เราตายแล้วไปไหน
Christian Siam ทฤษฎีวิวัฒนาการ...จริง?
Christian Siam เป็นคริสเตียนได้อย่างไร
Christian Siam คำพยานชีวิต

Christian Siam
H O M E
:: สำหรับคริสเตียนใหม่ ::
:: สื่อคริสเตียนออนไลน์ ::
Christian Siam ทีวีคริสเตียน - CGNTV
Christian Siam มานาประจำวัน
Christian Siam วิทยุคริสเตียน
Christian Siam เพลงนมัสการพร้อมคอร์ด
Christian Siam เพลงจาก Youtube
 

                   CHRISTIAN
                   CHRISTIAN
                   CHRISTIAN

         CHRISTIAN SIAM.COM
         CHRISTIAN SIAM.COM
         CHRISTIAN SIAM.COM

                   CHRISTIAN
                   CHRISTIAN
                   CHRISTIAN
                   CHRISTIAN
                   CHRISTIAN
                   CHRISTIAN
                   CHRISTIAN
                   CHRISTIAN




web counter code

As of 8 Aug 08

โยชูวา

1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |

16 | 17 |
18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24

โยชูวา 1
1 อยู่มาเมื่อโมเสสผู้รับใช้ของพระเจ้าสิ้นชีวิตแล้ว พระเจ้าตรัสกับโยชูวาบุตรนูนรองโมเสสว่า
2 "โมเสสผู้รับใช้ของเรา สิ้นชีวิตแล้ว ฉะนั้นบัดนี้จงลุกขึ้นยกข้ามแม่น้ำจอร์แดนนี้ ทั้งเจ้าและชนชาตินี้ทั้งหมดไปยังแผ่นดิน ซึ่งเรายกให้แก่เขาทั้งหลาย คือแก่คนอิสราเอล
3 ทุกๆตำบลถิ่นที่ฝ่าเท้าของเจ้าทั้งหลายจะเหยียบลง เราได้ยกให้แก่เจ้าทั้งหลายดังที่เราได้สัญญาไว้กับโมเสส
4 ตั้งแต่ถิ่นทุรกันดารและภูเขาเลบานอนนี้ไกล ไปจนถึงแม่น้ำใหญ่ คือแม่น้ำยูเฟรติส แผ่นดินทั้งหมดของคนฮิตไทต์ ถึงทะเลใหญ่ทางทิศตะวันตก จะเป็นอาณาเขตของเจ้า
5 ไม่มีผู้ใดจะยืนหยัดต่อสู้เจ้าได้ตลอดชีวิตของ เจ้า เราอยู่กับโมเสสมาแล้วฉันใด เราจะอยู่กับเจ้าฉันนั้น เราจะไม่ละเลยหรือละทิ้งเจ้าเสีย
6 จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด เพราะเจ้าจะกระทำให้ชนชาตินี้รับแผ่นดินนั้นเป็นมรดก ซึ่งเราปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของเขาทั้งหลายว่าจะยก ให้เขา
7 เพียงแต่จงเข้มแข็งและกล้าหาญยิ่งเถิด ระวังที่จะกระทำตามธรรมบัญญัติทั้งหมด ซึ่งโมเสสผู้รับใช้ของเราได้บัญชาเจ้าไว้นั้น อย่าหลีกเลี่ยงจากธรรมบัญญัตินั้นไปทางขวามือหรือทางซ้าย เพื่อว่าเจ้าจะไปในถิ่นฐานใดเจ้าจะได้รับความสำเร็จ อย่างดี
8 อย่าให้หนังสือธรรมบัญญัตินี้ห่างเหินไปจากปากของเจ้า แต่เจ้าจงตรึกตรองตามนั้นทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อเจ้าจะได้ระวังที่จะกระทำตามข้อความที่เขียนไว้นั้น ทุกประการ แล้วเจ้าจะมีความจำเริญ และเจ้าจะสำเร็จผลเป็นอย่างดี
9 เราสั่งเจ้าไว้แล้วมิใช่หรือว่าจงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่าตกใจหรือคร้ามกลัวเลย เพราะว่าเจ้าไปในถิ่นฐานใด พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าทรงสถิตกับเจ้า"
10 แล้วโยชูวาบัญชาเจ้าหน้าที่ทั้งปวงของประชาชนว่า
11 "จงไปในค่ายสั่งประชาชนว่า 'จงเตรียมเสบียงอาหารไว้ เพราะว่าภายในสามวันท่านทั้งหลายจะต้องยกข้ามแม่น้ำ จอร์แดนนี้ เพื่อเข้าไปยึดครองแผ่นดิน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่านให้ ยึดครอง'"
12 แล้วโยชูวาพูดกับคนรูเบน คนกาด และคนเผ่ามนัสเสห์กึ่งหนึ่งว่า
13 "จงจำคำที่โมเสสผู้รับใช้ของพระเจ้าบัญชาท่าน ทั้งหลายไว้ว่า 'พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายจัดที่พักให้ท่าน และจะประทานแผ่นดินนี้แก่ท่าน'
14 จงให้ภรรยาของท่านทั้งหลาย ลูกเล็กของท่าน และฝูงสัตว์ของท่านอยู่ในแผ่นดินซึ่งโมเสสยกให้ที่ฟาก ตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน แต่ผู้ชายที่ชำนาญศึกทั้งหลายในพวกท่านต้องถืออาวุธ ข้ามไปเป็นทัพหน้าเพื่อช่วยพี่น้องของตน
15 จนกว่าพระเจ้าจะประทานที่พักให้แก่พี่น้องของท่านดังที่ ประทานแก่ท่าน ทั้งให้เขาได้ยึดครองแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของ ท่านประทานแก่เขา แล้วท่านจึงจะกลับไปยังแผ่นดินที่ท่านยึดครองและถือไว้ เป็นกรรมสิทธิ์ คือแผ่นดินซึ่งโมเสสผู้รับใช้ของพระเจ้าได้ให้แก่พวก ท่านฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้นทางทิศ ตะวันออก"
16 เขาทั้งหลายจึงตอบโยชูวาว่า "สิ่งสารพัดซึ่งท่านบัญชาแก่พวกเรา เราจะกระทำตาม ท่านจะให้พวกเราไปในที่ใดๆ เราจะไป
17 เราเชื่อฟังโมเสสในเรื่องทั้งปวงอย่างไร เราจะเชื่อฟังท่านอย่างนั้น ขอเพียงว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงสถิตกับท่าน ดังที่พระองค์ได้สถิตกับโมเสสก็แล้วกัน
18 ผู้ใดที่ขัดขืนคำบัญชาของท่าน และไม่เชื่อฟังถ้อยคำของท่านไม่ว่าท่านจะบัญชาเขาอย่างไร ผู้นั้นจะต้องถึงตาย ขอเพียงให้เข้มแข็งและกล้าหาญเถิด"

โยชูวา 2

1 ต่อมาโยชูวาบุตรนูนได้ใช้ชายสองคนจากเมืองชิทธีม เป็นการลับให้ไปสอดแนม กล่าวว่า "จงไปตรวจดูแผ่นดินนั้น และเมืองเยรีโคด้วย" คนทั้งสองก็ไป เข้าไปในเรือนของหญิงโสเภณีคนหนึ่งชื่อ ราหับ และพักอยู่ที่นั่น
2 มีคนทูลกษัตริย์เมืองเยรีโคว่า "ดูเถิด มีชายอิสราเอลบางคนเข้ามาคืนนี้ เพื่อจะสอดแนมดูแผ่นดิน"
3 ฝ่ายกษัตริย์เมืองเยรีโคจึงใช้คนไปสั่งราหับว่า "จงส่งคนเหล่านั้นซึ่งมาหาเจ้าในบ้านของเจ้า ออกมาให้เรา เพราะเขามาเพื่อจะสอดแนมดูทั่วแผ่นดินของเรา"
4 แต่หญิงนั้นได้ซ่อนชายทั้งสองเสียแล้วจึงกล่าวว่า "มีผู้ชายมาหาข้าพเจ้าจริง แต่เขามาจากไหนข้าพเจ้าไม่ทราบ
5 เมื่อจะปิดประตูเมืองในเวลาพลบค่ำ คนเหล่านั้นก็ออกไปแล้ว เขาไปทางไหนข้าพเจ้าไม่ทราบ จงรีบตามเขาไปเถิด คงทันเขา"
6 แต่หญิงนั้นได้พาคนทั้งสองขึ้นบนหลังคา แล้วซ่อนตัวเขาไว้ใต้ต้นป่านซึ่งวางลำดับ ตากไว้ที่ดาดฟ้าบนหลังคานั้น
7 เขาทั้งหลายก็ไล่ตามคนทั้งสองไปทางแม่น้ำจอร์แดนจนถึงท่าข้าม พอคนที่ไล่ตามนั้นออกไปแล้วเขาก็ปิดประตูเมือง
8 เมื่อชายทั้งสองคนยังไม่นอนหญิงนั้นก็ขึ้นไปหา เขาบนหลังคา
9 กล่าวแก่ชายนั้นว่า "ดิฉันทราบแล้วว่า พระเจ้าประทานแผ่นดินนี้แก่พวกท่าน ความคร้ามกลัวต่อท่านได้ตกอยู่บนเราทั้งหลาย และบรรดาชาวแผ่นดินก็ครั่นคร้ามต่อท่าน
10 เพราะเราทั้งหลาย ได้ยินเรื่องที่พระเจ้าทรงกระทำให้ทะเล แดงแห้งไปต่อหน้าท่าน เมื่อท่านออกจากอียิปต์ และเรื่องการที่ท่านได้กระทำแก่กษัตริย์ ทั้งสองของคนอาโมไรต์ ซึ่งอยู่ฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน คือกษัตริย์สิโหนและโอก ผู้ซึ่งท่านทั้งหลายได้ทำลายเสียสิ้น
11 เพราะเรื่องท่านนี้แหละ พอเราได้ยินข่าวนี้ เราก็กลัวลานทีเดียว ไม่มีความกล้าหาญเหลืออยู่ในสักคนหนึ่งเลย เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านเป็น พระเจ้าของสวรรค์เบื้องบนและโลกเบื้องล่าง
12 บัดนี้ขอท่านสาบานให้ดิฉันในพระนามพระเจ้าว่า เมื่อดิฉันได้สำแดงความเมตตาต่อท่านแล้ว ท่านจะแสดงความเมตตาต่อครอบครัวของดิฉัน และให้มีหมายสำคัญอันแน่นอนต่อกัน
13 และขอไว้ชีวิตบิดามารดา พี่น้องชายหญิง และทุกคนที่เป็นของวงศ์ญาตินี้"
14 ชายนั้นจึงตอบนางว่า "ชีวิตของเราเพื่อชีวิตของเจ้าน่ะหรือ ถ้าพวกเจ้าไม่แพร่งพรายธุรกิจนี้แก่ผู้ใด เราจะมีความเมตตาและซื่อสัตย์ต่อเจ้า เมื่อพระเจ้าประทานแผ่นดินนี้แก่เรา"
15 แล้วนางจึงเอาเชือกหย่อนเขาทั้งสองลงทางหน้าต่าง เพราะบ้านของนางตั้งอยู่ที่กำแพงเมือง นางอาศัยอยู่ในกำแพง
16 นางจึงบอกเขาว่า "จงขึ้นไปบนภูเขา ด้วยเกรงว่าผู้ที่ไล่ตามจะพบเข้า จงซ่อนตัวอยู่สามวันจนกว่าผู้ที่ไล่ตามจะกลับ แล้วจึงค่อยออกเดินต่อไป"
17 ชายนั้นจึงพูดกับนางว่า "ฝ่ายเราจะไม่ให้ผิดคำสาบานซึ่งเจ้าได้ให้เราสาบานนั้น
18 ดูเถิด เมื่อเรายกเข้ามาในแผ่นดินนี้ เจ้าจงเอาด้ายแดงนี้ผูกไว้ที่หน้าต่าง ซึ่งเจ้าหย่อนเราลงไปนั้น และเจ้าจงรวบรวมบิดามารดา พี่น้อง และครัวเรือนของบิดาทั้งสิ้นเข้ามาไว้ในบ้าน
19 ถ้ามีผู้ใดออกไปที่ถนนนอกประตูบ้าน ที่เขาต้องตายนั้น เขาเองก็รับผิดชอบ ฝ่ายเราไม่มีความผิด แต่ถ้ามีคนหนึ่งคนใดยกมือขึ้นทำร้ายผู้ใด ที่อยู่กับเจ้าในเรือนที่เขาตายนั้นเราจะรับผิด
20 แต่ถ้าเจ้าแพร่งพรายธุรกิจของเราแก่ผู้ใด เราก็พ้นจากคำซึ่งเจ้าให้เราสาบานไว้นั้น"
21 นางจึงกล่าวว่า "ให้เป็นไปตามคำของท่านเถิด" แล้วนางก็ส่งคนทั้งสองนั้นไป เขาก็ไป นางจึงเอาด้ายแดงผูกไว้ที่หน้าต่าง
22 คนทั้งสองออกไปแล้วปีนขึ้นไปบนภูเขา พักอยู่ที่นั่นสามวัน จนผู้ที่ไล่ตามกลับ เพราะได้ค้นหาอยู่ตลอดทางก็ไม่พบ
23 ชายทั้งสองก็ลงจากภูเขาอีก และข้ามไปหาโยชูวาบุตรนูน แล้วเล่าเหตุการณ์ซึ่งเกิดแก่ตนให้ฟัง
24 และเขากล่าวแก่โยชูวาว่า "พระเจ้าทรงมอบแผ่นดินนั้นทั้งหมดไว้ในมือเราแน่นอนแล้ว และยิ่งกว่านั้นอีกชาวบ้านชาวเมืองในแผ่นดินนี้ ก็มีใจครั่นคร้ามไป เพราะเราเป็นเหตุ"

โยชูวา 3
1 ฝ่ายโยชูวาก็ตื่นแต่เช้า เขาทั้งหลายยกออกจากชิทธีมมาถึงแม่น้ำจอร์แดน ทั้งตัวท่านและคนอิสราเอลทั้งหมด เขาพักอยู่ที่นั่นก่อนจะข้ามไป
2 ครั้นล่วงมาได้สามวัน พวกเจ้าหน้าที่ก็ไปทั่วค่าย
3 แล้วบัญชาประชาชนว่า "เมื่อท่านเห็นหีบพันธสัญญาแห่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน และเห็นคนเลวีซึ่งเป็นปุโรหิตหามไป ก็ให้ยกออกจากที่ของท่านตามหีบนั้นไป
4 ทิ้งระยะของท่านไว้ให้ห่างจากหีบประมาณสองพันศอก อย่าเข้าไปใกล้หีบนั้น เพื่อท่านทั้งหลายจะได้รู้จักทางที่จะไป เพราะท่านยังไม่เคยมาทางนี้ก่อน"
5 ฝ่ายโยชูวาจึงกล่าวแก่ประชาชนว่า "จงชำระตัวให้บริสุทธิ์เถิด เพราะว่าพรุ่งนี้พระเจ้าจะ ทรงกระทำการอัศจรรย์ท่ามกลางท่าน"
6 โยชูวาสั่งพวกปุโรหิตว่า "จงยกหีบพันธสัญญาข้ามไปข้างหน้าประชาชนทั้งปวง" เขาก็ยกหีบพันธสัญญาเดินไปข้างหน้าประชาชน
7 พระเจ้าตรัสกับโยชูวาว่า "วันนี้เราจะเริ่มยกย่องเจ้าให้เป็นใหญ่ ในสายตาของบรรดาอิสราเอล เพื่อเขาจะทราบว่า เราอยู่กับโมเสสมาแล้วอย่างไร เราจะอยู่กับเจ้าอย่างนั้น
8 และเจ้าจงสั่งปุโรหิตผู้หามหีบพันธสัญญาว่า 'เมื่อท่านทั้งหลายมาริมแม่น้ำจอร์แดน จงหยุดยืนอยู่ในแม่น้ำจอร์แดน'"
9 และโยชูวากล่าวแก่คนอิสราเอลว่า "จงมาที่นี่เถิด และฟังพระดำรัสของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน"
10 และโยชูวากล่าวว่า "โดยเหตุนี้ท่านทั้งหลายจะได้ทราบว่า พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ได้ประทับอยู่ท่ามกลางท่านทั้งหลาย และว่าพระองค์จะทรงขับไล่คนคานาอัน คนฮิตไทต์ คนฮีไวต์ คนเปริสซี คนเกอร์กาชี คนอาโมไรต์ และคนเยบุสให้พ้นหน้าท่านทั้งหลายอย่างแน่นอน
11 ดูเถิด หีบพันธสัญญาของพระเป็นเจ้าแห่งสากลพิภพ จะข้ามไปข้างหน้าท่าน ลงไปในแม่น้ำจอร์แดน
12 เหตุฉะนั้นจงเลือกคนสิบสองคนออกจากเผ่าอิสราเอล เผ่าละคน
13 และเมื่อฝ่าเท้าของปุโรหิต ผู้หามหีบแห่งพระเจ้า พระเป็นเจ้าปิ่นสากลพิภพ จะลงไปยืนอยู่ในแม่น้ำจอร์แดน น้ำในจอร์แดนจะคั่ง คือน้ำที่ไหลมาจากข้างบน น้ำนั้นจะหยุดเป็นกองเดียว"
14 ดังนั้นเมื่อประชาชนยกจากเต็นท์ของเขาทั้งหลาย เพื่อจะข้ามแม่น้ำจอร์แดนพร้อมกับปุโรหิตหามหีบ พันธสัญญาไปข้างหน้าประชาชน
15 เมื่อคนหามหีบมาถึงจอร์แดนและเท้าของปุโรหิต ผู้หามหีบก้าวลงแม่น้ำแล้ว (จอร์แดนขึ้นท่วมฝั่งตลอดฤดูเกี่ยวข้าวเสมอ)
16 น้ำที่ไหลมาจากข้างบนก็หยุด และนูนขึ้นเป็นกองไกลออกไปที่เมืองอาดัม ซึ่งเป็นเมืองอยู่ข้างๆ เมืองศาเรธานและน้ำที่ไหลลงสู่ทะเลอาราบาห์ คือทะเลเค็มนั้นก็ขาดกันสิ้น แล้วประชาชนก็ข้ามไปที่ฝั่งตรงข้ามเมืองเยรีโค
17 และปุโรหิตผู้หามหีบพันธสัญญาของพระเจ้า ยืนมั่นอยู่บนดินแดนแห้งกลางแม่น้ำจอร์แดน คนอิสราเอลทั้งหมดก็เดินข้ามไปบนดินแห้ง จนประชาชาติข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปหมด

โยชูวา 4
1 เมื่อประชาชาตินั้นได้ข้ามแม่น้ำจอร์แดนเสร็จหมดแล้ว พระเจ้าตรัสสั่งโยชูวาว่า
2 "จงเลือกคนสิบสองคนจากประชาชนเผ่าละคน
3 และบัญชาเขาว่า 'จงไปเอาศิลาสิบสองก้อนจากที่นี่ที่กลางแม่น้ำจอร์แดน ตรงที่ซึ่งเท้าของปุโรหิตยืนมั่นอยู่นั้น ขนมาวางไว้ในที่ซึ่งท่านทั้งหลายจะนอนในคืนวันนี้'"
4 แล้วโยชูวาก็เลือกคนสิบสองคน ซึ่งท่านจัดตั้งจากประชาชนอิสราเอลเผ่าละคน
5 โยชูวาจึงสั่งเขาว่า "จงผ่านไปข้างหน้าหีบของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของ ท่านลงไปกลางแม่น้ำจอร์แดน แล้วแบกศิลามาคนละก้อนตามจำนวนเผ่าคนอิสราเอล
6 เพื่อว่าสิ่งนี้จะเป็นหมายสำคัญในหมู่พวกท่านทั้งหลาย ในเมื่อลูกหลานของท่านจะถามในเวลาต่อไปว่า 'ศิลาเหล่านี้มีความหมายอะไร'
7 แล้วท่านจงตอบว่า "น้ำที่จอร์แดนขาดจากกันต่อหน้าหีบพันธสัญญาแห่งพระเจ้า เมื่อหีบนั้นข้ามจอร์แดน น้ำก็ขาดจากกัน ศิลาเหล่านี้จะเป็นอนุสรณ์เป็นนิตย์แก่ประชาชนอิสราเอล"
8 คนอิสราเอลเหล่านั้นก็กระทำตามที่โยชูวาบัญชา และขนหินสิบสองก้อนมาจากกลางจอร์แดน ตามจำนวนเผ่าคนอิสราเอล ดังที่พระเจ้าตรัสสั่งโยชูวา และเขาก็แบกมายังที่ซึ่งเขาพักอยู่ วางไว้ที่นั่น
9 และโยชูวาได้ตั้งศิลาสิบสองก้อนไว้กลางแม่น้ำจอร์แดน ตรงที่ที่เท้าของปุโรหิตผู้หามหีบพันธสัญญายืนอยู่ และศิลาเหล่านั้นก็ยังอยู่จนทุกวันนี้
10 เพราะว่าปุโรหิตผู้หามหีบนั้นได้ยืนอยู่ที่กลางจอร์แดน กว่าสิ่งสารพัดจะสำเร็จตามซึ่งพระเจ้าบัญชาโยชูวา ให้บอกประชาชน ตามซึ่งโมเสสได้บัญชาไว้กับโยชูวาทุกประการ แล้วประชาชนก็รีบข้ามไป
11 เมื่อประชาชนข้ามไปหมดแล้ว หีบแห่งพระเจ้าและปุโรหิตก็ข้ามไปต่อหน้าประชาชน
12 คนเผ่ารูเบน คนเผ่ากาด และคนมนัสเสห์กึ่งเผ่าถืออาวุธนำหน้าคนอิสราเอลข้ามไป ตามที่โมเสสได้สั่งเขาไว้
13 มีคนถืออาวุธไว้พร้อมที่จะเข้าสงครามประมาณสี่หมื่นคน ได้ข้ามไปต่อพระพักตร์พระเจ้าเพื่อทำศึกไปถึงที่ราบเขต เมืองเยรีโค
14 ในวันนั้นพระเจ้าทรงยกย่อง โยชูวาต่อหน้าคนอิสราเอลทั้งปวง เขาทั้งหลายก็ยำเกรงท่าน ดังที่เขาเคยยำเกรงโมเสสตลอดชีวิตของท่าน
15 พระเจ้าตรัสกับโยชูวาว่า
16 "จงบัญชาปุโรหิตผู้หามหีบพระโอวาทให้ขึ้นมาจากจอร์แดน"
17 โยชูวาจึงบัญชาแก่ปุโรหิตว่า "จงขึ้นมาจากจอร์แดนเถิด"
18 เมื่อปุโรหิตผู้หามหีบพันธสัญญาแห่งพระเจ้า ขึ้นมาจากกลางจอร์แดน เมื่อฝ่าเท้าของปุโรหิตยกขึ้นเหยียบแผ่นดินแห้ง น้ำในจอร์แดนก็กลับมายังที่เก่าไหลท่วมฝั่งอย่างเดิม
19 ประชาชนได้ขึ้นจากจอร์แดนในวันที่สิบเดือนที่หนึ่ง ไปตั้งค่ายอยู่ที่กิลกาลริมเขตเมืองเยรีโคข้างทิศตะวันออก
20 และศิลาสิบสองก้อนซึ่งเขานำออกมาจากจอร์แดนนั้น โยชูวาก็ได้ตั้งไว้ที่กิลกาล
21 ท่านจึงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า "เวลาภายหน้าเมื่อลูกหลานจะถามบิดาของเขาว่า 'ศิลาเหล่านี้มีความหมายอะไร'
22 แล้วท่านจงตอบแก่ลูกหลานให้ทราบว่า 'อิสราเอลได้ข้ามจอร์แดนบนดินแห้ง'
23 เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายกระทำ ให้แม่น้ำจอร์แดนแห้งไปเพื่อท่าน จนท่านข้ามไปได้หมด ดังที่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านกระทำแก่ทะเลแดง ทรงกระทำให้แห้งเพื่อเราทั้งหลาย จนเราข้ามไปหมด
24 เพื่อชนชาติทั้งหลายทั่วพิภพจะได้ทราบว่า พระหัตถ์พระเจ้านั้นทรงฤทธิ์ เพื่อท่านทั้งหลายจะยำเกรง พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านเป็นนิตย์

โยชูวา 5

1 เมื่อกษัตริย์ของคนอาโมไรต์ซึ่งอยู่ฟากจอร์แดนข้างตะวันตก และบรรดากษัตริย์ของคนคานาอันซึ่งอยู่ใกล้ทะเล ได้ยินว่าพระเจ้าทรงบันดาลให้น้ำในจอร์แดน แห้งไปเพื่อคนอิสราเอล ให้เขาข้ามฟากไปได้หมดแล้ว จิตใจของเขาก็กลัวไม่มีกำลังใจ ในตัวอีกต่อไป เหตุเพราะคนอิสราเอล
2 คราวนั้น พระเจ้าตรัสกับโยชูวาว่า "จงทำมีดด้วยหินคมและให้คน อิสราเอลเข้าสุหนัตเป็นครั้งที่สอง"
3 โยชูวาจึงทำมีดหินและให้คนอิสราเอลเข้าสุหนัต ที่ กิเบอัธหะอาราโลท
4 นี่แหละเป็นเหตุซึ่งโยชูวาให้เขาเข้าสุหนัต ในบรรดาประชาชนผู้ออกมาจากอียิปต์ พวกผู้ชายคือทหารทั้งหมดสิ้นชีวิตเสีย ตามทางในถิ่นทุรกันดารหลังจากที่ออกจากอียิปต์
5 แม้ว่าประชาชนผู้ออกมาเหล่านั้นได้เข้าสุหนัตหมดทุกคนแล้ว แต่ประชาชนที่เกิดมาใหม่ตามทางที่ในถิ่นทุรกันดาร หลังจากที่ออกมาจากอียิปต์นั้นยังไม่ได้เข้าสุหนัต
6 เพราะว่าคนอิสราเอลเดินทางสี่สิบปีอยู่ ในถิ่นทุรกันดารจนประชาชาติทั้งสิ้น คือทหารที่ออกมาจากอียิปต์สิ้นชีวิตเสียหมด เพราะเขามิได้เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงปฏิญาณกับเขาว่า พระองค์จะไม่ทรงยอมให้เขาเห็นแผ่นดิน ซึ่งพระเจ้าได้ปฏิญาณแก่บรรพบุรุษว่าจะประทานแก่เรา ทั้งหลาย เป็นแผ่นดินที่มีน้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์
7 แต่บุตรของเขาซึ่งพระองค์ทรงให้แทนเขานั้น โยชูวาก็ได้ให้เข้าสุหนัตเพราะว่าเขายังไม่เข้าสุหนัต เพราะว่าเขาไม่เคยได้รับเมื่อมาตามทาง
8 เมื่อได้ให้ประชาชาติเข้าสุหนัตเสร็จหมดแล้ว เขาก็พักอยู่ในค่ายจนกว่าจะหายเป็นปกติ
9 พระเจ้าตรัสกับโยชูวาว่า "วันนี้เราได้กลิ้ง ความอดสูเพราะอียิปต์ไปให้พ้นเจ้าแล้ว" จึงเรียกชื่อตำบลนั้นว่ากิลกาล จนทุกวันนี้
10 ฝ่ายคนอิสราเอลได้ตั้งค่ายที่กิลกาล เขาถือเทศกาลปัสกาใน วันที่สิบสี่เวลาเย็นณที่ราบเมืองเยรีโค
11 วันรุ่งขึ้นหลังวันเทศกาลปัสกา วันนั้นเองเขาก็รับประทานผลอันเกิดจากแผ่นดิน คือขนมไร้เชื้อและข้าวคั่ว
12 ตั้งแต่วันรุ่งขึ้นมานา ก็ขาดไป คือ เมื่อเขาได้รับประทานผลจากแผ่นดินคนอิสราเอล ไม่มีมานาอีกเลย ในปีนั้นเขารับประทานผลจากแผ่นดินคานาอัน
13 เมื่อโยชูวาอยู่ข้างเมืองเยรีโคท่านก็เงยหน้าขึ้นมองดู เห็นชายคนหนึ่งชักดาบออกมาถือยืนอยู่ตรงหน้าท่าน โยชูวาเข้าไปหาชายนั้น กล่าวแก่เขาว่า "ท่านอยู่ฝ่ายเราหรืออยู่ฝ่ายศัตรู"
14 ผู้นั้นจึงตอบว่า "มิใช่ ที่เรามานี้ก็มาเป็นจอมพลโยธาของพระเจ้า" ฝ่ายโยชูวาก็กราบลงถึงดินนมัสการแล้วถามว่า "เจ้านายของข้าพเจ้าท่านจะให้ผู้รับใช้ของท่านกระทำอะไร"
15 และจอมพลโยธาของพระเจ้าจึงสั่งโยชูวาว่า "จงถอดรองเท้าออกจากเท้าของเจ้าเสีย เพราะว่าที่ซึ่งเจ้ายืนอยู่นี้เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์" โยชูวาก็กระทำตาม

โยชูวา 6
1 เพราะเหตุคนอิสราเอลเมืองเยรีโคต้อง ถูกปิดไว้ไม่มีคนเข้าออกได้เลย
2 พระเจ้าตรัสกับโยชูวาว่า "ดูแน่ะเราได้มอบเมืองเยรีโคไว้ในมือเจ้าแล้ว ทั้งกษัตริย์และทแกล้วทหาร
3 เจ้าทั้งหลายจงเดินขบวนรอบเมือง คือให้บรรดาทหารไปรอบเมืองครั้งหนึ่ง เจ้าจงทำเช่นนี้หกวัน
4 ให้ปุโรหิตเจ็ดคนถือเขาแกะเจ็ดคันนำหน้าหีบ และในวันที่เจ็ดนั้นเจ้าทั้งหลายจงเดินรอบเมืองเจ็ดครั้ง ให้ปุโรหิตเป่าเขาแกะไปด้วย
5 และเมื่อเขาเป่าเขาแกะเป็นเสียงยาว พอเจ้าได้ยินเสียงเขาแกะนั้น ก็ให้ประชาชนทั้งปวงโห่ร้องขึ้นด้วยเสียงอันดัง กำแพงเมืองนั้นก็จะพังลงราบ และประชาชนจะขึ้นไป ทุกคนต่างตรงไปข้างหน้าตน"
6 ฝ่ายโยชูวาบุตรนูนจึงเรียกปุโรหิตมาสั่งว่า "จงยกหีบพันธสัญญาขึ้นหามไป ให้ปุโรหิตเจ็ดคนถือแตรเขาแกะเจ็ดคันเดิน นำหน้าหีบแห่งพระเจ้า"
7 และท่านสั่งประชาชนว่า "จงออกเดินรอบเมืองนั้น ให้ทหารถืออาวุธเดินข้างหน้าหีบแห่งพระเจ้า"
8 เมื่อโยชูวาบัญชาแก่ประชาชนแล้ว ปุโรหิตเจ็ดคนที่ถือเขาแกะเจ็ดคันต่อ พระพักตร์พระเจ้าก็เดินข้างหน้าเป่าเขาแกะไป และมีหีบพันธสัญญาแห่งพระเจ้าตามเขามา
9 และทหารถืออาวุธเดินอยู่หน้าปุโรหิตผู้เป่าเขาแกะ และกองระวังหลังก็เดินตามหีบฝ่ายเขาแกะนั้นก็เป่า อยู่เรื่อยไป
10 แต่โยชูวาบัญชาประชาชนว่า "ท่านอย่าโห่ร้อง อย่าให้ใครได้ยินเสียงของท่าน อย่าให้ถ้อยคำหลุดออกจากปากของท่านทั้งหลายเลย จนกว่าจะถึงวันที่ข้าพเจ้าบอกให้ท่านโห่ร้อง ท่านจึงโห่ร้องกัน"
11 ท่านได้กระทำให้หีบแห่งพระเจ้าเวียนรอบเมืองดังนี้แหละ คือเวียนรอบหนึ่งเที่ยวเขาก็กลับเข้าค่าย นอนค้างคืนอยู่ในค่ายนั้น
12 โยชูวาตื่นขึ้นแต่เช้าและปุโรหิตก็ยกหีบแห่งพระเจ้าขึ้นหาม
13 และปุโรหิตเจ็ดคนถือเขาแกะเจ็ดคันเดิน หน้าหีบแห่งพระเจ้าเป่าเขาแกะเรื่อยไป และทหารถืออาวุธก็เดินอยู่ข้างหน้าเขา และกองระวังหลังก็เดินอยู่ข้างหลังหีบแห่งพระเจ้า ฝ่ายเขาแกะก็เป่าเรื่อยไป
14 และในวันที่สองเขาก็ เดินรอบเมืองนั้นครั้งหนึ่งแล้วกลับเข้าค่ายอีก เขาทำเช่นนี้อยู่หกวัน
15 ในวันที่เจ็ด เขาลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ เดินกระบวนรอบเมืองอย่างเคยเจ็ดครั้ง เฉพาะวันเดียวนั้นเขาได้เดินกระบวนรอบเมืองเจ็ดครั้ง
16 ในครั้งที่เจ็ด เมื่อปุโรหิตเป่าเขาแกะ โยชูวาบอกแก่ประชาชนว่า "จงโห่ร้องขึ้นเถิด เพราะพระเจ้าทรงมอบเมืองให้แก่ท่านแล้ว
17 เมืองนั้นและสารพัดในเมืองนั้นเป็นของที่ต้อง ทำลายถวายแด่พระเจ้า เว้นแต่ราหับหญิงโสเภณีกับคนทั้งหลายที่อยู่ใน เรือนของนางจะรอดชีวิต เพราะว่านางได้ซ่อนผู้สื่อสารที่พวกเราใช้ไป
18 แต่ส่วนท่านทั้งหลายจงห่างไกลจากของ ที่ต้องทำลายถวายนั้น เกรงว่าเมื่อท่านทั้งหลายได้ถวายสิ่งเหล่านั้นแล้ว ท่านจะเก็บสิ่งที่ถวายแล้วนั้นไว้บ้าง ก็จะทำให้ค่ายของคนอิสราเอลเป็นสิ่งที่ต้องทำลาย และนำความทุกข์ลำบากมาสู่
19 แต่บรรดาเงินและทอง และเครื่องใช้ที่ทำด้วยทองสัมฤทธิ์ และเหล็กเป็นของถวายแด่พระเจ้า ให้นำเข้าไปไว้ในคลังของพระเจ้า"
20 เหตุฉะนั้นประชาชนก็โห่ร้อง และแตรก็เป่า พอประชาชนได้ยินเสียงเขาแกะ เขาก็โห่ร้องดัง และกำแพงก็พังลงราบ ประชาชนจึงขึ้นไปในเมือง ทุกคนต่างตรงไปข้างหน้าตนและเข้ายึดเมืองนั้น
21 แล้วเขาก็ทำลายสารพัดที่อยู่ในเมืองนั้นเสียสิ้นด้วยคมดาบ ทั้งชายและหญิง หนุ่มและแก่ทั้งวัว แกะและลา
22 โยชูวาจึงสั่งชายสองคนผู้ที่ไปสอดแนมแผ่นดินนั้นว่า "จงเข้าไปในเรือนของหญิงโสเภณี และนำหญิงนั้นกับสารพัดซึ่งหญิงนั้นมีอยู่ออกมาดังที่ท่าน ได้ปฏิญาณแก่นางไว้"
23 ดังนั้นชายหนุ่มที่เป็นผู้สอดแนมก็เข้าไปนำราหับออกมา กับบิดามารดาและพี่น้องผู้ชายและสารพัดซึ่งเป็นของนาง และเขานำญาติพี่น้องทั้งหมดของนางออกมาให้ไปพักอยู่ นอกค่ายของอิสราเอล
24 ส่วนเมืองนั้นเขาก็จุดไฟเผาเสียทั้งสารพัดที่อยู่ในเมืองนั้น นอกจากเงินและทอง และเครื่องใช้ที่ทำด้วยทองสัมฤทธิ์และด้วยเหล็กนั้น เขานำมาไว้ในคลังในพระนิเวศของพระเจ้า
25 ส่วนราหับหญิงโสเภณี และครอบครัวบิดาของนาง และสารพัดที่เป็นของนาง โยชูวาได้ไว้ชีวิต และนางก็อาศัยอยู่ใน อิสราเอลจนทุกวันนี้ เพราะว่านางซ่อนผู้สื่อสาร ซึ่งโยชูวาส่งไปสอดแนมเมืองเยรีโค
26 ในคราวนั้นโยชูวาให้คนทั้งหลายสาบานว่า ผู้ใดที่ลุกขึ้นสร้างเมืองนี้ใหม่คือเมืองเยรีโค ก็ให้ผู้นั้นได้รับคำสาปแช่งเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ผู้ใดวางรากลงก็ให้ผู้นั้นเสียบุตรหัวปี ผู้ใดตั้งประตูเมืองขึ้นก็ให้เสียบุตรสุดท้อง
27 ดังนั้นแหละพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับโยชูวา และชื่อเสียงของท่านเลื่องลือไปตลอดแผ่นดิน

โยชูวา 7
1 แต่คนอิสราเอลได้ละเมิดในเรื่องของต้องถวายนั้น เพราะอาคานบุตรคารมี ผู้เป็นบุตรศับดี ผู้เป็นบุตรเศ-ราห์ เผ่ายูดาห์ ได้นำของถวายบางส่วนไปเป็นของตน และพระพิโรธของพระเจ้าก็พลุ่งขึ้นต่อคนอิสราเอล
2 ฝ่ายโยชูวาให้คนออกจากเยรีโคไปยังเมืองอัย ซึ่งอยู่ใกล้เบธาเวนข้างทิศตะวันออกของเมืองเบธเอล บอกเขาว่า "จงขึ้นไปและสอดแนมดูเมืองนั้น" คนเหล่านั้นก็ขึ้นไปและสอดแนมดูที่เมืองอัย
3 และเขากลับมารายงานแก่โยชูวาว่า "ไม่ต้องให้ประชาชนทั้งหมดขึ้นไป ให้สักสองสามพันคนขึ้นไปตีเมืองอัยก็พอ ไม่ต้องให้ประชาชนทั้งหมดปีนป่ายไปที่นั่นเลย เพราะเขามีคนน้อย"
4 เพราะฉะนั้นจึงมีประชาชนขึ้นไปที่นั่นเพียงสามพันคน แต่ต้องแตกหนีจากชาวเมืองอัย
5 ฝ่ายชาวเมืองอัยก็ฆ่าฟันคนเหล่านั้นตาย ประมาณสามสิบหกคน โดยขับไล่คนเหล่านั้นจากประตูเมืองไปยัง เชบาริมฟันเขาตามทางลง และจิตใจของประชาชนก็แหลกเหลวไปอย่างน้ำ
6 ฝ่ายโยชูวาก็ฉีกเสื้อผ้าของตนซบหน้าลงถึงดิน หน้าหีบแห่งพระเจ้าจนถึงเวลาเย็น ทั้งท่านกับพวกผู้ใหญ่ของคนอิสราเอล ต่างก็เอาผงคลีดินใส่ศีรษะของตน
7 โยชูวากราบทูลว่า "ข้าแต่พระเยโฮวาห์เจ้า เป็นไฉนพระองค์จึงทรงนำชนชาตินี้ข้ามแม่น้ำจอร์แดนมา เพื่อจะมอบเราทั้งหลายไว้ในมือของคนอาโมไรต์ให้ ทำลายเสีย พวกข้าพระองค์มีความเสียดายที่ไม่พอใจอยู่เพียงฟาก ตะวันออกของจอร์แดน
8 ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์จะทูลประการใดได้เล่า เมื่ออิสราเอลหันหลังหนีศัตรูเสียแล้ว
9 เพราะว่าคนคานาอันกับบรรดาชาวเมืองคงจะได้ยิน แล้วคงจะยกมาตั้งล้อมพวกข้าพระองค์ และตัดชื่อของบรรดาข้าพระองค์เสียจากโลก และพระองค์จะทรงกระทำประการใด เพื่อพระนามอันยิ่งใหญ่ของพระองค์"
10 ฝ่ายพระเจ้าตรัสกับโยชูวาว่า "จงลุกขึ้นเถิด ไฉนเจ้าจึงซบหน้าลงดังนี้เล่า
11 คนอิสราเอลได้กระทำบาป เขาได้ละเมิดพันธสัญญาซึ่งเราได้บัญชาเขาไว้ เขาได้ยักยอกของที่ต้องถวาย เขาได้ขโมยและปิดบัง และได้เอาของรวมไว้กับข้าวของของตน
12 เพราะฉะนั้นคนอิสราเอลจึงยืนหยัดต่อสู้ศัตรูของตนไม่ได้ ได้หันหลังหนีศัตรู เพราะเขากลายเป็นสิ่งที่ต้องถูกทำลาย เราจะไม่อยู่กับเจ้าทั้งหลายอีกต่อไป เว้นแต่เจ้าจะทำลายสิ่งของที่ต้อง ถวายเหล่านั้นเสียจากท่ามกลางพวกเจ้า
13 จงลุกขึ้นชำระประชาชนให้บริสุทธิ์และกล่าวว่า 'จงชำระตัวเสีย เพื่อวันพรุ่งนี้ เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของคนอิสราเอลกล่าวเช่นนี้ว่า "โอ อิสราเอลเอ๋ย มีสิ่งของที่ต้องถวายอยู่ในหมู่พวกเจ้า เจ้าจะยืนหยัดต่อสู้ศัตรูของเจ้าไม่ได้ จนกว่าเจ้าจะนำสิ่งของที่ต้องถวายนั้น ออกเสียจากหมู่พวกเจ้า"
14 พอรุ่งเช้าเจ้าทั้งหลายจงเข้ามาทีละเผ่า เผ่าใดที่พระเจ้าทรงเลือกจับไว้ก็ต้องเข้ามาทีละตระกูล ตระกูลใดที่พระเจ้าทรงเลือกจับไว้ก็ให้เข้ามาทีละ ครอบครัว ครอบครัวใดที่พระเจ้าทรงเลือกจับไว้ก็ให้เข้ามาทีละคน
15 ผู้ใดถูกจับว่ามีของต้องถวาย ก็ต้องถูกเผาเสียด้วยไฟ ทั้งตัวเขาและสารพัดที่เป็นของเขา เพราะเขาได้ละเมิดพันธสัญญาของพระเจ้า และเพราะเขาได้กระทำสิ่งที่น่าอายในอิสราเอล'"
16 โยชูวาจึงลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ และนำคนอิสราเอลเข้ามาทีละเผ่า และพระเจ้าทรงเลือกเผ่ายูดาห์
17 จึงนำตระกูลในเผ่ายูดาห์เข้ามา และตระกูลเศ-ราห์ถูกทรงเลือก แล้วจึงนำตระกูลเศ-ราห์มาทีละคนและศับดีถูกทรงเลือก
18 และนำครอบครัวของท่านเข้ามาทีละคน และคนที่ถูกทรงเลือกคืออาคานบุตรคารมี ผู้เป็นบุตรศับดีผู้เป็นบุตรเศ-ราห์ เผ่ายูดาห์
19 ฝ่ายโยชูวาจึงกล่าวแก่อาคานว่า "ลูกเอ๋ย จงถวายพระสิริแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอล และถวายสรรเสริญแด่พระองค์ จงบอกข้ามาว่าเจ้าได้กระทำอะไรไป อย่าปิดบังไว้ จากข้าเลย"
20 และอาคานตอบโยชูวาว่า "เป็นความจริงแล้วที่ข้าพเจ้าได้กระทำบาปต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอล ข้าพเจ้าได้กระทำดังนี้
21 ในหมู่ของที่ริบมา ข้าพเจ้าได้เห็นเสื้อคลุมงามตัวหนึ่ง ของเมืองบาบิโลนกับเงินสองร้อยเชเขล และทองคำแท่งหนึ่งหนักห้าสิบเชเขล ข้าพเจ้าก็โลภอยากได้ของเหล่านั้น ข้าพเจ้าจึงเอามา ดูเถิด ของเหล่านั้นซ่อนอยู่ใต้ดินในเต็นท์ของข้าพเจ้า เงินนั้นอยู่ข้างล่าง"
22 ฝ่ายโยชูวาก็ให้ผู้สื่อสารออกไปและเขาทั้งหลายก็ วิ่งไปที่เต็นท์ ดูเถิด ของนั้นฝังอยู่ภายในเต็นท์ของเขา มีเงินอยู่ข้างล่าง
23 เขาก็เอาออกมาจากเต็นท์นำไปให้โยชูวาและ คนอิสราเอลทั้งปวง แล้วเขาก็วางของเหล่านั้นลงต่อพระพักตร์พระเจ้า
24 และโยชูวากับบรรดาคนอิสราเอลจึงพาอาคานบุตรเศ-ราห์ พร้อมกับเงิน เสื้อคลุมตัวนั้น และทองแท่งนั้น ทั้งบุตรชายหญิงของเขา ทั้งวัว ลา แพะ แกะ และเต็นท์ของเขาทุกสิ่งที่เขามีอยู่ และนำคนกับของทั้งหมดขึ้นไปยังหุบเขาอาโคร์
25 และโยชูวากล่าวว่า "ทำไมเจ้าจึงนำความยากร้ายมาให้เรา พระเจ้าทรงนำความยากร้ายมาถึงเจ้าในวันนี้" และบรรดาคนอิสราเอลก็เอาหินขว้างเขาให้ตาย เผาเขาทั้งหลายด้วยไฟ และขว้างเขาด้วยก้อนหิน
26 แล้วเอาหินถมกองทับเขาไว้เป็นกองใหญ่ยังอยู่จนทุกวันนี้ และพระเจ้าก็ทรงหันกลับจากพระพิโรธอันแรงกล้าของพระองค์ เพราะฉะนั้นจนถึงทุกวันนี้ เขายังเรียกที่นั้นว่าหุบเขาอาโคร์

โยชูวา 8
1 พระเจ้าตรัสกับโยชูวาว่า "อย่ากลัวหรือขยาดเลย จงนำทหารทั้งหมดไปกับเจ้า ลุกขึ้นไปยังเมืองอัยเถิด ดูแน่ะ เราได้มอบกษัตริย์เมืองอัยไว้ในมือเจ้าแล้ว พร้อมทั้งประชาชนของเขา เมืองของเขาและแผ่นดินของเขาด้วย
2 เจ้าจงกระทำแก่เมืองอัย และกษัตริย์ของเมืองนั้นเช่น เดียวกับที่เจ้ากระทำกับเมืองเยรีโค และกษัตริย์ของเมืองนั้น แต่ข้าวของและสัตว์ที่ริบมานั้นตกเป็นของเจ้าได้ จงตั้งซุ่มไว้ที่ข้างหลังเมือง"
3 โยชูวาจึงลุกขึ้นพร้อมกับทหารไปยังเมืองอัย และโยชูวาได้คัดทแกล้วทหารสามหมื่นคนให้ ยกไปในเวลากลางคืน
4 และท่านบัญชาเขาว่า "ดูเถิด ท่านจงซุ่มอยู่ข้างหลังเมือง อย่าให้ห่างไกลจากเมืองนัก และให้เตรียมตัวไว้พร้อมทุกคน
5 ส่วนตัวเราและประชาชนทั้งหมดที่อยู่กับ เราจะเข้าไปถึงตัวเมือง และเมื่อเขาออกมาต่อสู้เราอย่างคราวก่อน เราก็จะถอยหนีจากเขา
6 เขาจะตามเราออก มาจนเราจะได้ลวงเขาให้ออกมาห่างจากตัวเมือง เพราะเขาจะพูดว่า 'เขาทั้งหลายกำลังหนีจากเราอย่างคราวก่อน' ฉะนี้เราจะหนีเขาเรื่อยมา
7 แล้วท่านทั้งหลายจงลุกจากที่ซุ่มซ่อนเข้ายึดเมืองนั้นไว้ เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงมอบเมือง นั้นไว้ในมือท่านแล้ว
8 และเมื่อท่านทั้งหลายเข้ายึดเมืองได้แล้ว ท่านจงจุดไฟเผาเมืองเสีย จงกระทำตามที่พระเจ้าตรัสสั่ง ดูแน่ะข้าพเจ้าได้บัญชาท่านไว้แล้ว"
9 แล้วโยชูวาก็ให้เขาไป เขาก็ออกไปยังที่ซุ่มอยู่ระหว่างเบธเอลกับ เมืองอัยทางทิศตะวันตกของเมืองอัย แต่คืนวันนั้นโยชูวานอนค้างอยู่กับประชาชน
10 โยชูวาตื่นขึ้นแต่เช้าตรู่ก็ออกตรวจพล แล้วขึ้นไปพร้อมกับพวกผู้ใหญ่ของอิสราเอล นำหน้าพลไปเมืองอัย
11 ทหารที่อยู่กับท่านทุกคนก็ขึ้นไปแล้วรุกใกล้ตัวเมืองเข้าไป และตั้งค่ายอยู่ด้านเหนือของเมืองอัย มีห้วยคั่นระหว่างเขากับเมืองอัย
12 และท่านจัดคนประมาณห้าพันคน ให้เขาแอบซุ่มอยู่ระหว่างเมือง เบธเอลกับเมืองอัยทางทิศตะวันตกของตัวเมือง
13 ดังนั้นเขาทั้งหลายก็วางกำลังรบให้ กองหลวงอยู่ด้านเหนือของเมือง และกองระวังหลังอยู่ด้านตะวันตกของเมือง ในคืนวันนั้นโยชูวานอนอยู่ในหุบเขา
14 เมื่อกษัตริย์เมืองอัยเห็นดังนั้น ชาวเมืองก็ลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ออกไป สู้รบกับอิสราเอลณที่ปะทะกันหน้าอาราบาห์ ทั้งท่านและประชาชนทั้งหมดของท่าน แต่ท่านไม่ทราบว่ามีกองซุ่มคอยอยู่ต่อสู้ท่านข้างหลังเมือง
15 โยชูวาจึงแสร้งทำเป็นแพ้ฝีมือของเขา แล้วหนีตรงไปยังทางถิ่นทุรกันดาร
16 คนในเมืองทั้งหมดก็ถูกเรียกให้ตามออกไป เมื่อเขาไล่ตามโยชูวาไปนั้นเขา ก็ออกห่างจากเมืองไปทุกที
17 ไม่มีชายสักคนหนึ่งที่เหลืออยู่ในเมืองอัยหรือเมืองเบธเอล ที่มิได้ออกไปไล่ตามอิสราเอล เขาปล่อยให้เมืองเปิดอยู่ไล่ตามอิสราเอลไป
18 แล้วพระเจ้าตรัสสั่งโยชูวาว่า "จงยื่นหอกซึ่งอยู่ในมือของเจ้าออกตรงไปยังเมืองอัย เพราะเราจะมอบเมืองนั้นไว้ในมือของเจ้า" แล้วโยชูวาก็ยื่นหอกซึ่งอยู่ในมือออกไปยังเมืองนั้น
19 ทหารที่ซุ่มอยู่ก็ลุกออกจากที่ซ่อนอย่างรวดเร็ว พอโยชูวายื่นมือของท่านออก ทหารก็วิ่งตรงเข้าไปในเมืองและยึดเมืองไว้ แล้วเขาก็รีบจุดไฟเผาเมือง
20 เมื่อชาวเมืองอัยเหลียวหลังมาดู ดูเถิด ควันไฟที่ไหม้เมืองพลุ่งขึ้นไปยังท้องฟ้า เขาก็หมดกำลังที่จะหนีไปทางนี้หรือทางนั้น เพราะว่าประชาชนที่หนีไปทางถิ่นทุรกันดาร หันกลับมาต่อสู้กับผู้ที่ไล่ตาม
21 และเมื่อโยชูวากับบรรดา อิสราเอลเห็นว่ากองซุ่มยึดเมืองได้แล้ว และควันไฟที่ไหม้เมืองพลุ่งขึ้น เขาก็หันกลับมาโจมตีชาวเมืองอัย
22 คนอื่นๆก็ออกมาจากเมืองสู้รบกับเขา กระทำให้เขาอยู่ระหว่างกลางอิสราเอล ผู้อยู่ข้างนี้บ้างข้างโน้นบ้าง และคนอิสราเอลก็โจมตี เขาจนไม่มีสักคนหนึ่งรอดชีวิตหรือหนีไปได้
23 แต่กษัตริย์เมืองอัยยังเป็นอยู่ ได้ถูกจับและคุมตัวมาหาโยชูวา
24 เมื่ออิสราเอลไล่ฆ่าฟันชาวเมืองอัยในทุ่งใน ถิ่นทุรกันดารที่เขาไล่ตามไปนั้น และคนเหล่านั้นล้มตายหมดด้วยดาบจนคนสุดท้าย บรรดาคนอิสราเอลก็กลับเข้าเมืองอัย โจมตีคนในเมืองด้วยคมดาบ
25 คนที่ล้มตายทั้งหมด วันนั้นทั้งชายและหญิงจำนวนหมื่นสองพันคน คือชาวเมืองอัยทั้งหมด
26 เพราะโยชูวามิได้หดมือที่ถือหอกยื่นอยู่นั้น จนกว่าจะได้ผลาญชาวเมืองอัยพินาศสิ้น
27 แต่คนอิสราเอลได้ริบ เอาฝูงสัตว์และข้าวของของเมืองนั้นเป็นของตน ตามพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งทรงบัญชาไว้กับโยชูวา
28 ดังนี้แหละโยชูวาจึงเผาเมืองอัยเสีย กระทำให้เป็นกองเมืองร้างอยู่เป็นนิตย์จนถึงทุกวันนี้
29 และท่านแขวนกษัตริย์เมืองอัยไว้ที่ต้นไม้จนถึงเวลาเย็น เมื่อดวงอาทิตย์ตกโยชูวาจึงบัญชาและเขาก็ปลด ศพลงจากต้นไม้ นำไปทิ้งไว้ที่ทางเข้าประตูเมือง แล้วเอาหินถมทับไว้เป็นกองใหญ่ซึ่งยังอยู่จนทุกวันนี้
30 แล้วโยชูวาได้สร้างแท่นบูชาในภูเขาเอบาลถวายแด่ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอล
31 ดังที่โมเสสผู้รับใช้ของพระเจ้าบัญชาประชาชนอิสราเอล ตามที่จารึกไว้ในหนังสือธรรมบัญญัติของโมเสสว่า "แท่นบูชาทำด้วยหินมิได้ตกแต่ง ซึ่งไม่มีผู้ใดใช้เครื่องมือเหล็กถูกต้องเลย" แล้วเขาก็ถวายเครื่องเผาบูชาแด่พระเจ้าบนแท่นนั้น และถวายศานติบูชา
32 ณที่นั้นท่านเขียนธรรมบัญญัติของโมเสสบนหิน ต่อหน้าประชาชนอิสราเอล ซึ่งเป็นสิ่งที่โมเสสได้เขียนไว้
33 คนอิสราเอลทั้งหมด ทั้งคนต่างด้าวและคนที่เกิดในอิสราเอล พร้อมทั้งผู้ใหญ่ เจ้าหน้าที่และผู้พิพากษายืนอยู่ ทั้งสองข้างของหีบต่อหน้าคนเลวี ที่เป็นปุโรหิตผู้ที่หามหีบพันธสัญญาของพระเจ้า ครึ่งหนึ่งยืนอยู่ข้างหน้าภูเขาเกริซิม อีกครึ่งหนึ่งข้างหน้าภูเขาเอบาล ดังที่โมเสสผู้รับใช้ของพระเจ้า ได้บัญชาไว้ในครั้งแรกให้เขา ทั้งหลายอวยพรแก่คนอิสราเอล
34 ภายหลังท่านจึงอ่านถ้อยคำในธรรมบัญญัติเป็นคำ อวยพรและคำแช่งสาป ตามที่มีจารึกไว้ในหนังสือธรรมบัญญัติทุกประการ
35 ไม่มีคำซึ่งโมเสสได้บัญชาไว้สักคำเดียวที่โยชูวา มิได้อ่านต่อหน้าประชุมชนอิสราเอล ผู้หญิงกับเด็กๆ และคนต่างด้าวอยู่ในหมู่พวกเขา

โยชูวา 9

1 เมื่อกษัตริย์ที่อยู่ฟากตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน คือที่อยู่ในแดนเทือกเขาและในที่เนินเชเฟลาห์ และตามฝั่งทะเลใหญ่จนถึงภูเขาเลบานอนเป็นคนฮิตไทต์ คนอาโมไรต์ คนคานาอัน คนเปริสซี คนฮีไวต์ และคนเยบุสได้ยินข่าวนี้
2 จึงพร้อมใจร่วมกำลังกันจะต่อสู้โยชูวาและอิสราเอล
3 แต่เมื่อชาวกิเบโอนได้ยินข่าวการซึ่งโยชูวากระทำแก่ เมืองเยรีโคและเมืองอัย
4 ฝ่ายเขาจึงทำอย่างฉลาด ทำเป็นทูต เอากระสอบขาดๆบรรทุกบนลาของเขา กับถุงหนังที่เก่าขาดและปะไว้บรรจุเหล้าองุ่น
5 สวมรองเท้าเก่าและปะไว้ และสวมเสื้อผ้าเก่า ส่วนเสบียงอาหารก็แห้งมีราขึ้น
6 เขาเดินทางมาหาโยชูวาที่ค่ายณเมืองกิลกาล กล่าวแก่ท่านและคนอิสราเอลว่า "พวกข้าพเจ้ามาจากประเทศที่ห่างไกล ขอทำพันธสัญญากับพวกข้าพเจ้าเถิด"
7 แต่คนอิสราเอลกล่าวแก่คนฮีไวต์เหล่านั้นว่า "ชะรอยเจ้าอาศัยอยู่ในหมู่พวกเรา เราจะทำพันธสัญญากับเจ้าได้ อย่างไร"
8 เขากล่าวแก่โยชูวาว่า "ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นผู้รับใช้ของท่าน" และโยชูวากล่าวแก่เขาว่า "พวกเจ้าเป็นใครกันและมาจากที่ไหน"
9 เขาตอบท่านว่า "เนื่องด้วยพระนามอุโฆษแห่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ผู้รับใช้ของท่านมาจากประเทศที่ไกลมาก เราได้ทราบถึงกิตติศัพท์ของพระองค์และถึง บรรดาพระราชกิจที่พระองค์ทรงกระทำในอียิปต์
10 และได้ทราบถึงบรรดาสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำต่อกษัตริย์คน อาโมไรต์ทั้งสองพระองค์ผู้อยู่ทางฟากตะวันออกของ แม่น้ำจอร์แดน คือสิโหนกษัตริย์เมืองเฮชโบน และโอกกษัตริย์เมืองบาชานผู้อยู่ที่อัชทาโรท
11 เหตุฉะนี้ พวกผู้ใหญ่ และชาวเมืองทั้งหลายของเมืองข้าพเจ้า ได้กล่าวแก่พวกข้าพเจ้าว่า 'จงเอาเสบียงสำหรับเดินทางไปหาพวกเขาเรียนเขาว่า "พวกข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นผู้รับใช้ของท่านขอทำพันธสัญญากับ พวกข้าพเจ้าเถิด'"
12 ขนมปังของพวกข้าพเจ้านี้ในวันที่ข้าพเจ้าออกมาหาท่าน ข้าพเจ้าเอาออกจากบ้านเมื่อยังร้อนๆ อยู่เพื่อใช้เป็นอาหารรับประทานตามทาง แต่บัดนี้ ดูเถิด แห้งและราขึ้นแล้ว
13 ถุงนี้เมื่อข้าพเจ้าเติมเหล้าองุ่นก็ยังใหม่อยู่ แต่ดูเถิด มันขาดออก เสื้อผ้าและรองเท้าของข้าพเจ้าก็เก่า เพราะหนทางไกลมาก"
14 ฝ่ายคนเหล่านั้นก็รับเสบียงของเขาบ้าง แต่หาได้ทูลขอการแนะนำจากพระเจ้าไม่
15 และโยชูวาก็กระทำสัญญาศานติภาพกับเขา และทำพันธสัญญากับเขาให้ไว้ชีวิตพวกเขา และบรรดาประมุขของชุมนุมชนก็สาบานต่อเขา
16 เมื่อได้กระทำพันธสัญญากับเขาล่วงมาได้สามวัน ก็ได้ยินว่าพวกเหล่านั้นเป็นชาวเมืองอยู่ในหมู่พวกตน
17 และคนอิสราเอลก็ออกเดินไปถึงเมืองของเขาในวันที่สาม เมืองของเขานั้นคือเมืองกิเบโอน เคฟีราห์ เบเอโรท และคีริยาทเยอาริม
18 แต่คนอิสราเอลไม่ได้ฆ่าเขา เพราะว่าบรรดาประมุขของชุมนุมชน ได้ปฏิญาณต่อเขาในพระนามพระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลแล้ว ชุมนุมชนก็บ่นต่อว่าพวกประมุข
19 แต่บรรดาประมุขได้กล่าวแก่ชุมนุมชนทั้งปวงว่า "เราได้ปฏิญาณต่อเขาในพระนามพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของอิสราเอล เหตุฉะนี้เราจะแตะต้องเขาไม่ได้
20 เราต้องกระทำแก่เขาอย่างนั้นโดยให้เขามีชีวิตอยู่ได้ เกรงว่าพระพิโรธจะตกลงเหนือเรา ตามคำสาบานซึ่งเราได้ปฏิญาณแก่เขานั้น"
21 และประมุขก็กล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า "ให้เขามีชีวิตอยู่เถิด" เพราะฉะนั้นเขาจึงเป็นคนตัดฟืนและเป็นคนตักน้ำให้ชุมนุมชน ดังที่ประมุขได้บอกเขาไว้แล้ว
22 โยชูวาจึงเรียกคนเหล่านั้นมาและท่านกล่าวแก่เขาว่า "เหตุไฉนเจ้าทั้งหลายจึงหลอกลวงเราโดยกล่าวว่า 'ข้าพเจ้าทั้งหลาย อยู่ห่างไกลจากท่านมาก' ในเมื่อเจ้าทั้งหลายอยู่ท่ามกลางเรา
23 เจ้าทั้งหลายต้องรับคำสาปแช่งและพวกเจ้าจะไม่ขาด ที่ต้องเป็นทาสอยู่บ้าง เป็นคนตัดฟืนและเป็นคนตักน้ำสำหรับพระนิเวศของ พระเจ้าของเรา"
24 เขาทั้งหลายตอบโยชูวาว่า "เพราะเขาได้บอกผู้รับใช้ของท่านอย่างแน่นอนว่า พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านได้บัญชาโมเสสผู้ รับใช้ของพระองค์ให้มอบแผ่นดินนี้ทั้งหมดแก่ท่าน และให้ทำลายชาวแผ่นดินให้พ้นหน้าท่าน เหตุฉะนั้นข้าพเจ้าทั้งหลายก็ วิตกกลัวท่านทั้งหลายจะทำอันตรายแก่ชีวิตของข้าพเจ้า พวกข้าพเจ้าจึงกระทำอย่างนี้
25 ดูเถิด บัดนี้ข้าพเจ้าทั้งหลายอยู่ในกำมือของท่าน จงกระทำแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายตามที่ท่านเห็นชอบเห็นควรเถิด"
26 โยชูวาจึงกระทำเช่นนั้น คือให้เขารอดจากมือคนอิสราเอล ไม่ให้ประหารชีวิตเขาเสีย
27 ในวันนั้นโยชูวาได้ตั้งเขาให้เป็นคนตัดฟืน และคนตักน้ำสำหรับอิสราเอล และสำหรับแท่นบูชาของพระเจ้าสืบมาจนทุกวันนี้ ซึ่งอยู่ในสถานที่ซึ่งพระองค์ทรงเลือก

โยชูวา 10

1 เมื่ออาโดนีเซเดกเจ้าเมืองเยรูซาเล็มทราบข่าวว่า โยชูวาได้ยึดเมืองอัย และทำลายเมืองนั้นเสียอย่างสิ้นเชิงแล้ว (ท่านได้กระทำต่อเมืองอัยและกษัตริย์ของเมืองนี้ อย่างเดียวกับที่ได้กระทำต่อเมืองเยรีโค และกษัตริย์ของเมืองนั้น) และทราบด้วยว่าชาวเมืองกิเบโอนได้กระทำศานติภาพกับ อิสราเอลแล้ว
2 ท่านก็คร้ามกลัวเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่ากิเบโอนเป็นเมืองใหญ่เสมอเมืองหลวง และใหญ่กว่าเมืองอัย และบุรุษชาวเมืองนั้นก็ล้วนแต่ฉกรรจ์
3 เหตุฉะนี้อาโดนีเซเดกเจ้าเมืองเยรูซาเล็มจึงให้ไปหา โฮฮัมเจ้าเมืองเฮโบรน และปิรามเจ้าเมืองยารมูท และยาเฟียเจ้าเมืองลาคีช และเดบีร์เจ้าเมืองเอกโลน เรียนว่า
4 "ขอเชิญท่านมาหาข้าพเจ้า และช่วยข้าพเจ้าตีเมืองกิเบโอนเถิด เพราะว่าเมืองนั้นได้กระทำศานติภาพกับโยชูวา และคนอิสราเอล"
5 ฝ่ายกษัตริย์ของอาโมไรต์ทั้งห้าองค์ คือเจ้าเมืองเยรูซาเล็ม เจ้าเมืองเฮโบรน เจ้าเมืองยารมูท เจ้าเมืองลาคีช และเจ้าเมืองเอกโลน ได้รวบรวมกำลังของตน และยกขึ้นไปพร้อมกับกองทัพทั้งหลายตั้งค่ายต่อสู้เมืองกิเบโอน
6 ฝ่ายชาวเมืองกิเบโอนจึงใช้คนไปหาโยชูวาที่ค่ายในกิลกาล กล่าวว่า "ขอท่านอย่าได้หย่อนมือจากผู้รับใช้ของท่านเลย ขอเร่งขึ้นมาช่วยข้าพเจ้าให้รอดและช่วยข้าพเจ้าทั้งหลาย เพราะว่าบรรดากษัตริย์ของคนอาโมไรต์ ซึ่งอยู่ในแดนเทือกเขา ได้รวมกำลังกันต่อสู้ข้าพเจ้าทั้งหลาย"
7 ฝ่ายโยชูวาจึงขึ้นไปจากกิลกาล ทั้งท่านและบรรดาพลรบด้วยและทแกล้วทหาร
8 พระเจ้าตรัสแก่โยชูวาว่า "อย่ากลัวเขาเลยเพราะได้มอบเขาไว้ในมือเจ้าแล้ว จะไม่มีผู้ใดในพวกเขาสักคนเดียวที่จะยืนหยัด ต่อสู้เจ้าได้"
9 เหตุฉะนั้นโยชูวายกเข้าโจมตีพวกนั้นทันที โดยเดินทางตลอดคืนจากกิลกาล
10 พระเจ้าทรงกระทำให้เขาสะดุ้งแตกตื่นต่อหน้าพวกอิสราเอล พระองค์ได้ทรงฆ่าเขาเสียมากมายที่กิเบโอน และไล่ติดตามเขาไปในทางที่ขึ้นไปถึงเบธโฮโรน และตามฆ่าเขาจนถึงเมืองอาเซคาห์ และเมืองมักเคดาห์
11 ขณะเมื่อเขาหนีไปข้างหน้าพวกอิสราเอล ไปตามทางเบธโฮโรนนั้น พระเจ้าทรงโยนลูกเห็บใหญ่ๆลงมาจากฟ้า ตลอดถึงเมืองอาเซคาห์ เขาทั้งหลายก็ตาย ผู้ที่ตายด้วยลูกเห็บนั้นก็มากกว่าผู้ที่คนอิสราเอล ฆ่าเสียด้วยดาบ
12 แล้วโยชูวาก็กราบทูลพระเจ้าในวันที่ พระเจ้าทรงมอบคนอาโมไรต์แก่คนอิสราเอลนั้น และท่านได้กล่าวต่อหน้าคนอิสราเอลว่า "ดวงอาทิตย์เอ๋ย จงหยุดนิ่งตรงเมืองกิเบโอน และดวงจันทร์เอ๋ย จงหยุดอยู่ตรงหุบเขาอัยยาโลน"
13 ดวงอาทิตย์ก็หยุดนิ่ง และดวงจันทร์ก็ตั้งเฉยอยู่ จนประชาชาติได้แก้แค้นศัตรูของเขาเสร็จ เรื่องนี้มิได้จารึกไว้ในหนังสือยาชาร์ดอกหรือ ดวงอาทิตย์หยุดนิ่งอยู่กลางท้องฟ้า หาได้รีบตกไปตามเวลาประมาณวันหนึ่งไม่
14 วันที่พระเจ้าทรงสดับฟังเสียงของมนุษย์อย่างกับวันนั้น ทั้งในสมัยก่อนหรือในสมัยต่อมา ไม่มีอีกแล้ว เพราะว่าพระเจ้าทรงต่อสู้เพื่ออิสราเอล
15 แล้วโยชูวากับบรรดาคนอิสราเอลก็กลับมาสู่ค่ายที่กิลกาล
16 เจ้าเมืองทั้งห้านั้นหนีไปซ่อนตัวอยู่ในถ้ำมักเคดาห์
17 มีคนไปบอกโยชูวาว่า "มีคนพบเจ้าเมืองทั้งห้าซ่อนตัวอยู่ในถ้ำที่มักเคดาห์"
18 โยชูวาจึงกล่าวว่า "จงกลิ้งก้อนหินใหญ่ปิดปากถ้ำเสีย และวางยามให้เฝ้ารักษาไว้
19 แต่ท่านทั้งหลายอย่าคอยอยู่เลยจงติดตามศัตรูของท่านเถิด จงเข้าโจมตีกองระวังหลังอย่าให้กลับเข้าในเมืองของเขาได้ เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ได้มอบเขาทั้งหลายไว้ในมือของท่านแล้ว"
20 เมื่อโยชูวากับอิสราเอลฆ่าพวกเหล่านั้นเสียเป็นอันมาก จนหมดแล้ว ส่วนผู้ที่เหลืออยู่ก็หนีกลับเข้าไปในเมืองที่มีกำแพงล้อม
21 ประชาชนทั้งปวงก็กลับมาหาโยชูวาณค่ายที่ มักเคดาห์โดยสวัสดิภาพทุกคน หามีผู้ใดกล้ากระดิกลิ้นถึงคนอิสราเอลต่อไปไม่
22 แล้วโยชูวาจึงว่า "จงเปิดปากถ้ำคุมเจ้าเมืองทั้งห้านั้นออกจากถ้ำมาหาเรา"
23 เขาก็กระทำตาม จึงคุมเจ้าเมืองทั้งห้าออกจากถ้ำมาหาท่าน มีเจ้าเมืองเยรูซาเล็ม เจ้าเมืองเฮโบรน เจ้าเมืองยารมูท เจ้าเมืองลาคีช และเจ้าเมืองเอกโลน
24 เมื่อเขาพาเจ้าเมืองเหล่านั้นมายังโยชูวา โยชูวาจึงเรียกบรรดาคนอิสราเอลมาและสั่ง หัวหน้าของทหารผู้ที่ออกไปรบพร้อมกับท่านว่า "จงเข้ามาใกล้เถิด เอาเท้าเหยียบคอเจ้าเมืองเหล่านี้" แล้วเขาก็เข้ามาใกล้และเอาเท้าเหยียบที่คอ
25 และโยชูวากล่าวแก่เขาว่า "อย่ากลัวหรือขยาดเลย จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด เพราะว่าพระเจ้าจะทรงกระทำแก่บรรดาศัตรูของท่านซึ่ง ท่านสู้รบอย่างนี้แหละ"
26 ภายหลังโยชูวาก็ได้ประหารชีวิตเจ้าเมืองทั้งห้าเสีย แล้วแขวนไว้ที่ต้นไม้ห้าต้นและแขวนอยู่บนต้นไม้ เช่นนั้นจนเวลาเย็น
27 แต่เมื่อถึงเวลาดวงอาทิตย์ตก โยชูวาได้บัญชาและเขาก็ปลด ศพลงจากต้นไม้และทิ้งไว้ในถ้ำ ซึ่งเจ้าเมืองเหล่านั้นได้ซ่อนตัวอยู่ และเอาหินใหญ่ๆปิดปากถ้ำนั้นไว้ ซึ่งยังอยู่จนกระทั่งวันนี้
28 ในวันนั้นโยชูวายึดเมืองมักเคดาห์ได้ ได้ประหารเมืองนั้นเสียด้วยคมดาบ ทั้งเจ้าเมืองของเมืองนั้น ท่านได้ทำลายเขาเสียอย่างสิ้นเชิง รวมทุกชีวิตที่อยู่ในเมืองไม่มีเหลือสักคนเดียว และท่านได้กระทำแก่เจ้าเมืองมักเคดาห์อย่างที่ท่านได้ กระทำแก่เจ้าเมืองเยรีโค
29 แล้วโยชูวาและบรรดาคน อิสราเอลก็ยกกองทัพจากเมืองมักเคดาห์มาถึงลิบนาห์ และเข้าสู้รบกับเมืองลิบนาห์
30 พระเจ้าได้ทรงมอบเมืองนั้นและเจ้าเมือง ไว้ในมือคนอิสราเอล และท่านได้ประหารเมืองนั้นด้วยคมดาบ และทุกคนที่อยู่ในเมืองนั้น ท่านไม่ให้เหลือสักคนเดียวในเมืองนั้น และท่านได้กระทำต่อเจ้าเมืองของ เมืองนั้นอย่างที่ท่านได้กระทำต่อเจ้าเมืองเยรีโค
31 และโยชูวาออกจากเมืองลิบนาห์พร้อม กับอิสราเอลทั้งหมดไปยังลาคีช แล้วล้อมเมืองไว้และเข้าโจมตีเมืองนั้น
32 และพระเจ้าทรงมอบเมืองลาคีชไว้ในมือคนอิสราเอล และท่านก็ได้ยึดเมืองนั้นในวันที่สอง และประหารเสียด้วยคมดาบ ทุกคนที่อยู่ในเมืองนั้น ดังที่ท่านได้กระทำแก่เมืองลิบนาห์
33 ครั้งนั้นโฮรามเจ้าเมืองเกเซอร์ได้ขึ้นมาช่วยเมืองลาคีช และโยชูวาได้ประหารเขาและคนของเขาเสีย จนไม่เหลือให้เขาสักคนเดียว
34 โยชูวากับคนอิสราเอลทั้งปวง ได้ยกออกจากลาคีชไปยังเมืองเอกโลน ได้เข้าล้อมและโจมตีเมืองนั้น
35 และเขาก็ตีได้ในวันที่สองและ ฆ่าฟันทุกคนเสียด้วยดาบจนทำลายเขาเสียสิ้นในวันนั้น ดังที่ท่านได้กระทำแก่เมืองลาคีช
36 โยชูวากับคนอิสราเอลทั้งปวงก็ขึ้นจากเมืองเอกโลน ไปยังเมืองเฮโบรนเข้าโจมตีเมืองนั้น
37 ยึดเมืองนั้นแล้วก็ประหารเจ้าเมืองและชนบทของเมืองนั้น กับทุกคนที่อยู่ในเมืองนั้นเสียด้วยคมดาบ ท่านไม่ให้เหลือสักคนเดียวดังที่ท่านได้กระทำต่อเมืองเอกโลน และได้ทำลายเมืองนั้นและทุกคนที่อยู่ในเมืองนั้นเสียสิ้น
38 แล้วโยชูวากับคนอิสราเอลทั้งปวงกลับมายังเมืองเดบีร์ เข้าโจมตีเมืองนั้น
39 ท่านได้ยึดเมืองนั้นรวมทั้งเจ้าเมืองและชนบทของเมือง และได้ไปประหารเขาทั้งหลายเสียด้วยคมดาบ และได้ทำลายทุกคนที่อยู่ในเมืองนั้นเสียอย่างสิ้นเชิง ท่านไม่ให้เหลือสักคนเดียว ท่านได้กระทำแก่เมืองเฮโบรนอย่างไร ท่านก็ได้กระทำแก่เมืองเดบีร์และแก่เจ้าเมืองอย่างนั้น ดังทำแก่เมืองลิบนาห์และแก่เจ้าเมืองเช่นกัน
40 โยชูวาก็ตีแผ่นดินนั้นให้พ่ายแพ้ไปหมด คือแดนเทือกเขาที่เนเกบ ที่เนินเชเฟลาห์ และที่ลาด ทั้งเจ้าเมืองทั้งหมดของเมืองเหล่านั้นด้วย ท่านไม่ให้เหลือสักคนเดียว แต่ได้ทำลายทุกสิ่งที่หายใจเสีย ดังที่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของคนอิสราเอลได้ทรง บัญชาไว้
41 โยชูวาได้กระทำให้เขาพ่ายแพ้ตั้งแต่ เมืองคาเดชบารเนียจนถึงเมืองกาซา และทั่วประเทศโกเชนจนถึงเมืองกิเบโอน
42 โยชูวาก็ยึดตัวเจ้าเมืองเหล่านี้พร้อมทั้งพื้นดินของเขา ทั้งหมดในคราวเดียวกัน เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของคนอิสราเอลได้ทรง สู้รบเพื่ออิสราเอล
43 แล้วโยชูวาพร้อมกับบรรดาคนอิสราเอลก็ยก กลับมายังค่ายที่กิลกาล

โยชูวา 11
1 ครั้งนั้นเมื่อยาบินเจ้าเมืองฮาโซร์ได้ยินข่าวนี้ จึงใช้คนไปหาโยบับเจ้าเมืองมาโดน และไป หาเจ้าเมืองชิมโรน และเจ้าเมืองอัคชาฟ
2 และเจ้าเมืองซึ่งอยู่ในแดนเทือกเขาตอนเหนือ และที่อยู่ในอาราบาห์ ใต้เมืองคินเนเรท และในที่เนินเชเฟลาห์ และในที่สูงโดร์ทางทิศตะวันตก
3 และไปหาคนคานาอันทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก คนอาโมไรต์ คนฮิตไทต์ คนเปริสซี และคนเยบุสในแดนเทือกเขา และคนฮีไวต์อยู่เชิงเขาเฮอร์โมนในแผ่นดินมิสปาห์
4 เจ้าเมืองเหล่านี้ก็ยกออกมากับพลโยธาเป็นกองทัพมหึมา มีจำนวนดังทรายที่ชายทะเล มีม้าและรถรบมากมายด้วย
5 เจ้าเมืองเหล่านี้ ได้ร่วมกำลัง กันเข้าและมาตั้งค่ายอยู่ที่ลำห้วยเมโรม เพื่อจะสู้รบกับอิสราเอล
6 และพระเจ้าตรัสกับโยชูวาว่า "อย่ากลัวเขาเลย เพราะว่าพรุ่งนี้ในเวลาเดียวกันนี้ เราจะมอบเขาไว้หมดต่ออิสราเอลให้ถูกประหาร เอ็นน่องม้าของเขาให้เจ้าตัดเสีย และรถรบของเขา เจ้าจงเผาไฟเสีย"
7 ฝ่ายโยชูวาก็ยกพลเข้าโจมตีเขาทันทีที่ห้วยน้ำเมโรม
8 และพระเจ้าทรงมอบเขาไว้ในมืออิสราเอล ผู้ประหารเขาและไล่ตามเขาไปจนถึง มหาซีโดนและถึงมิสเรโฟทมาอิม และถึงหุบเขามิสปาห์ด้านตะวันออก ได้ประหารเขาเสียจนไม่ให้เหลือสักคนเดียว
9 โยชูวาได้กระทำแก่เขาตามที่พระเจ้าตรัสสั่งไว้ คือได้ตัดเอ็นน่องม้าและเผารถรบเสีย
10 ขณะนั้นโยชูวากลับมายึดเมืองฮาโซร์ และประหารเจ้าเมืองเสียด้วยดาบ เพราะว่าแต่ก่อนนี้ฮาโซร์เป็นหัวหน้า แห่งแผ่นดินเหล่านั้นทั้งหมด
11 เขาได้ประหารชาวเมืองนั้นเสียด้วยคมดาบ และทำลายเสียสิ้น สิ่งที่หายใจได้ไม่มีเหลือเลย และท่านก็เผาเมืองฮาโซร์เสียด้วยไฟ
12 โยชูวายึดบรรดาหัวเมืองของเจ้าเมืองเหล่านั้น พร้อมกับเจ้าเมืองทั้งหมด และประหารเสียด้วยคมดาบ ทำลายเขาสิ้นดังที่โมเสสผู้รับใช้ของพระเจ้าได้บัญชาไว้
13 แต่เมืองที่อยู่บนเนินซากเมืองอิสราเอลมิได้เผา เว้นแต่เมืองฮาโซร์เมืองเดียวที่โยชูวาเผาเสีย
14 สิ่งของต่างๆที่ริบได้จากเมืองนี้ ทั้งฝูงสัตว์ คนอิสราเอลได้ยึดเป็นของของตน แต่เขาได้ประหารมนุษย์ทุกคนเสียด้วยคมดาบ จนทำลายเสียสิ้น สิ่งใดที่หายใจได้เขาไม่ให้เหลืออยู่เลย
15 พระเจ้าทรงบัญชาโมเสสผู้รับใช้ของพระองค์อย่างไร โมเสสก็บัญชาโยชูวาอย่างนั้น และโยชูวาก็กระทำตาม ท่านไม่ได้เว้นที่จะทำทุก อย่างซึ่งพระเจ้าทรงบัญชาโมเสสไว้
16 โยชูวายึดแผ่นดินนั้นทั้งสิ้นคือแดนเทือกเขา และเนเกบทั้งหมดและแผ่นดินโกเชนทั้งหมด และที่เนินเชเฟลาห์ อาราบาห์และแดนเทือกเขาของอิสราเอล และที่เนินเชเฟลาห์ของมัน
17 ตั้งแต่ภูเขาฮาลักที่สูงเรื่อยขึ้นไปถึงเสอีร์ ไกลไปจนถึงบาอัลกาดในหุบเขาเลบานอน เชิงภูเขาเฮอร์โมนท่านได้จับบรรดาเจ้าเมือง แห่งเมืองเหล่านั้นมาประหารชีวิตเสีย
18 โยชูวาทำศึกสงครามกับเจ้าเมืองเหล่านี้อยู่เป็นเวลานาน
19 ไม่มีสักเมืองหนึ่งที่กระทำศานติภาพกับอิสราเอล นอกจากคนฮีไวต์ ซึ่งเป็นชาวเมืองกิเบโอน เขาต้องทำศึกสงครามตีมาทั้งนั้น
20 เพราะเป็นมาจากพระเจ้า ที่ทรงให้เขามีใจแข็งกระด้าง เข้าต่อสู้ทำสงครามกับอิสราเอล เพื่อเขาจะได้ถูกทำลายเสียสิ้น และไม่ได้รับความกรุณา แต่ต้องถูกทำลายล้างเสียสิ้น ดังที่พระเจ้าบัญชาไว้กับโมเสส
21 คราวนั้นโยชูวาได้มาทำลายคนอานาคจากแดนเทือกเขา จากเฮโบรน จากเดบีร์ จากอานาบ และจากทั่วแดนเทือกเขายูดาห์ และจากทั่วแดนเทือกเขาอิสราเอล โยชูวาได้ทำลายคนเหล่านี้เสียสิ้นพร้อมทั้งเมืองด้วย
22 ไม่มีคนอานาคเหลืออยู่ในแผ่นดินของประชาชนอิสราเอล เว้นแต่ในกาซา กัทและอัชโดดที่ยังมีเหลืออยู่บ้าง
23 ดังนั้นแหละ โยชูวาได้ยึดแผ่นดินทั้งสิ้นตามที่พระเจ้า ได้ตรัสไว้กับโมเสส และโยชูวาให้เป็นมรดกแก่คนอิสราเอล ตามส่วนแบ่งของเผ่า และแผ่นดินนั้นก็สงบจากการศึกสงคราม

โยชูวา 12

1 ต่อไปนี้เป็นกษัตริย์ซึ่งประชาชนอิสราเอลได้กระทำให้แพ้ไป และได้ยึดครองแผ่นดินฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างดวงอาทิตย์ขึ้น จากที่ลุ่มอารโนนถึงภูเขาเฮอร์โมน มีอาราบาห์อยู่ด้านตะวันออกทั้งหมด
2 คือสิโหนกษัตริย์คนอาโมไรต์ผู้อยู่ที่เฮชโบน และปกครองจากอาโรเออร์ ซึ่งอยู่ณริมลุ่มแม่น้ำอารโนน และจากกลางที่ลุ่มไกลไปจนถึงแม่น้ำยับบอก เขตแดนคนอัมโมน คือครึ่งหนึ่งของกิเลอาด
3 และแถบอาราบาห์ถึงทะเลคินเนเรทข้างตะวันออก และตรงทางไปยังเบธเยชิโมทไปถึงทะเลในอาราบาห์ คือทะเลเค็มด้านใต้มาจนถึงเชิงเขาปิสกาห์
4 และเขตแดนของโอกกษัตริย์แคว้นบาชาน เป็นคนพันธุ์เรฟาอิมที่เหลืออยู่อยู่ที่อัชทาโรท และเอเดรอี
5 และปกครองที่ภูเขาเฮอร์โมน และสาเลคาห์ และทั่วบาชาน ถึงเขตแดนคนเกชูร์ และคนมาอาคาห์ และปกครองครึ่งหนึ่งของแดนกิเลอาดถึงเขตแดนของสิโหน กษัตริย์เมืองเฮชโบน
6 โมเสสผู้รับใช้ของพระเจ้าและคนอิสราเอล ได้กระทำให้เขาพ่ายแพ้ไป และโมเสสผู้รับใช้ของพระเจ้าได้มอบแผ่นดินตอน นี้ให้แก่คนรูเบน คนกาดและคนครึ่งเผ่ามนัสเสห์
7 ต่อไปนี้เป็นเจ้าเมืองซึ่งโยชูวา กับคนอิสราเอลได้ทำให้พ่ายแพ้ อยู่ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างตะวันตก ตั้งแต่บาอัลกาดในหุบเขาเลบานอน ถึงภูเขาฮาลัก ที่สูงเรื่อยขึ้นไปถึงเสอีร์ (และโยชูวามอบแผ่นดินตอนนี้ให้แก่ เผ่าคนอิสราเอลให้ถือเป็นกรรมสิทธิ์ตามส่วนแบ่งของเขา
8 คือที่ดินในแดนเทือกเขา ในเนินเชเฟลาห์ ในอาราบาห์ ในที่ลาด ในถิ่นทุรกันดาร และในเนเกบ เป็นแผ่นดินของคนฮิตไทต์ คนอาโมไรต์ คนคานาอัน คนเปริสซี คนฮีไวต์ และคนเยบุส)
9 คือเจ้าเมืองเยรีโค เจ้าเมืองอัยที่อยู่ข้างเบธเอล
10 เจ้าเมืองเยรูซาเล็ม เจ้าเมืองเฮโบรน
11 เจ้าเมืองยารมูท เจ้าเมืองลาคีช
12 เจ้าเมืองเอกโลน เจ้าเมืองเกเซอร์
13 เจ้าเมืองเดบีร์ เจ้าเมืองเกเดอร์
14 เจ้าเมืองโฮรมาห์ เจ้าเมืองอาราด
15 เจ้าเมืองลิบนาห์ เจ้าเมืองอดุลลัม
16 เจ้าเมืองมักเคดาห์ เจ้าเมืองเบธเอล
17 เจ้าเมืองทัปปูวาห์ เจ้าเมืองเฮเฟอร์
18 เจ้าเมืองอาเฟก เจ้าเมืองลาชาโรน
19 เจ้าเมืองมาโดน เจ้าเมืองฮาโซร์
20 เจ้าเมืองชิมโรนเมโรน เจ้าเมืองอัคชาฟ
21 เจ้าเมืองทาอานาค เจ้าเมืองเมกิดโด
22 เจ้าเมืองเคเดช เจ้าเมืองโยกเนอัมในคารเมล
23 เจ้าเมืองโดร์ในนาฟาทโดร์ เจ้าเมืองโกยิมในกิลกาล
24 เจ้าเมืองทีรซาห์ รวมทั้งหมดเป็นสามสิบเอ็ดเจ้าเมืองด้วยกัน

โยชูวา 13

1 เมื่อโยชูวาชราลงมีอายุมากแล้ว พระเจ้าก็ตรัสกับท่านว่า "เจ้าชราลงมีอายุมากแล้ว แต่แผ่นดินที่จะต้องยึดครองนั้นยังมีอีกมาก
2 ต่อไปนี้เป็นแผ่นดินที่ยังเหลืออยู่ คือท้องถิ่นฟีลิสเตียทั้งหมด และท้องถิ่นของคนเกชูร์ทั้งหมด
3 (ตั้งแต่ชิโหร์ซึ่งอยู่ทางทิศ ตะวันออกของอียิปต์เหนือขึ้นไปถึงเขตแดนเอโครน นับกันว่าเป็นของคนคานาอัน ผู้ครอบครองฟีลิสเตียมีอยู่ห้าคนด้วยกัน คือผู้ครอบครองเมืองกาซา เมืองอัชโดด เมืองอัชเคโลน เมืองกัท และเมืองเอโครน) และเมืองของคนอัฟวิมด้วย
4 ซึ่งอยู่ทิศใต้คือแผ่นดินทั้งสิ้นของคนคานาอัน และเขตเมอาราห์ ซึ่งเป็นของชาวไซดอนถึงเมืองอาเฟก ถึงเขตแดนของคนอาโมไรต์
5 และแผ่นดินของชาวเกบาลและเลบานอนทั้งหมด ไปทางที่ดวงอาทิตย์ขึ้น จากบาอัลกาดที่อยู่เชิงภูเขาเฮอร์โมน ถึงทางเข้าเมืองฮามัท
6 ชาวแดนเทือกเขาทั้งหมดจากเลบานอน จนถึงมิสเรโฟทมาอิม คือคนไซดอนทั้งหมด เราจะขับไล่เขาทั้งหลายออกไปให้พ้นหน้าคนอิสราเอลเอง เพียงแต่เจ้าจงจับฉลากแบ่งดินแดนเหล่านั้นให้เป็น มรดก ดังที่เราบัญชาเจ้าไว้
7 บัดนี้จงแบ่งแผ่นดินนี้ออกแก่คนเก้า เผ่ารวมกับคนมนัสเสห์ครึ่งเผ่าด้วย"
8 ส่วนมนัสเสห์อีกครึ่งเผ่า เผ่ารูเบน และเผ่ากาดได้รับส่วนมรดกของเขา ซึ่งโมเสสได้มอบให้ทางฟากแม่น้ำจอร์แดนด้านตะวันออก ส่วนที่โมเสสผู้รับใช้ของพระเจ้ามอบให้ เขาคือ
9 ตั้งแต่อาโรเออร์ ซึ่งอยู่ริมลุ่มแม่น้ำอารโนน และเมืองที่อยู่กลางลุ่มแม่น้ำนี้ และที่ราบเมเดบา ตลอดจนถึงดีโบน
10 และหัวเมืองทั้งสิ้นของสิโหนกษัตริย์คนอาโมไรต์ ผู้ซึ่งครอบครองอยู่ในเฮชโบน ไกลออกไปจนถึงเขตแดนคนอัมโมน
11 กับเขตกิเลอาดและท้องถิ่นของคนเกชูร์ และคนมาอาคาห์และภูเขาเฮอร์โมนทั้งหมด และเมืองบาชานทั้งสิ้นจนถึงเมืองสาเลคาห์
12 ตลอดราชอาณาจักรของโอกในบาชาน ผู้ครอบครองอยู่ในอัชทาโรทและในเอเดรอี (ท่านเป็นเผ่าเรฟาอิมผู้เดียวที่เหลืออยู่) เมืองเหล่านี้โมเสสรบชนะและได้ขับไล่ให้ออกไป
13 แต่คนอิสราเอลยังหาได้ขับไล่คนเกชูร์ หรือคนมาอาคาห์ให้ออกไปไม่ แต่เกชูร์กับมาอาคาห์ยังอาศัย อยู่ในหมู่คนอิสราเอลจนทุกวันนี้
14 เฉพาะเผ่าเลวีเผ่าเดียวโมเสสหาได้มอบมรดกให้ไม่ ของบูชาด้วยไฟที่ถวายแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของ อิสราเอลเป็นมรดกของเขาดังที่พระองค์ตรัสไว้แก่เขาแล้ว
15 และโมเสสได้มอบส่วนมรดกให้แก่เผ่ารูเบนตาม ตระกูลของเขา
16 ดังนั้นเขตแดนของเขาจึงตั้งแต่อาโรเออร์ ซึ่งอยู่ริมลุ่มแม่น้ำอารโนน และเมืองซึ่งอยู่กลางลุ่มแม่น้ำนั้นและที่ราบ เมืองเมเดบาทั้งสิ้น
17 ทั้งเมืองเฮชโบน รวมกับหัวเมืองขึ้นทั้งสิ้นซึ่งอยู่บนที่ราบนั้นคือดีโบน และบาโมทบาอัล และเบธบาอัลเมโอน
18 กับยาฮาส และเคเดโมท และเมฟาอาท
19 และคีริยาธาอิม และสิบมาห์และเศเรทชาหาร์ ซึ่งอยู่บนเนินเขาในลุ่มแม่น้ำนั้น
20 กับเบธเปโอร์ และที่ลาดภูเขาปิสกาห์และเมืองเบธเยชิโมท
21 คือหัวเมืองทั้งสิ้นซึ่งอยู่บนที่ราบ และทั้งราชอาณาจักรทั้งหมดของสิโหนกษัตริย์คนอาโมไรต์ ผู้ครอบครองอยู่ในเฮชโบน ซึ่งโมเสสได้กระทำให้พ่ายแพ้ พร้อมกับประมุขของมีเดียนคือ เอวี เรเคม ศูร์ และเฮอร์ กับเรบา เป็นเจ้านายซึ่งขึ้นแก่กษัตริย์สิโหนผู้พำนักอยู่ในแผ่นดินนั้น
22 อนึ่งคนอิสราเอลได้ฆ่าบาลาอัม บุตรเบโอร์ผู้เป็นคนทำนายเสีย ด้วยดาบพร้อมกับคนอื่นที่เขาได้ฆ่านั้น
23 อาณาเขตของคนรูเบนคือแม่น้ำจอร์แดนเป็นพรมแดน นี่เป็นมรดกของคนรูเบนตามตระกูล รวมทั้งหัวเมืองและชนบทด้วย
24 โมเสสได้มอบมรดกให้แก่คนเผ่ากาดตามตระกูลของเขาด้วย
25 อาณาเขตของเขาคือยาเซอร์และหัวเมืองกิเลอาดทั้งหมด และครึ่งหนึ่งของแผ่นดินคนอัมโมนถึงอาโรเออร์ซึ่งอยู่ทาง ทิศตะวันออกของเมืองรับบาห์
26 ตั้งแต่เมืองเฮชโบน จนถึงเมืองรามัทมิสเปห์และเบโทนิม และตั้งแต่มาหะนาอิมจนถึงเขตแดนเดบีร์
27 ในหว่างเขา มีเมืองเบธฮารัม เบธนิมราห์ สุคคท และซาโฟน ราชอาณาจักรส่วนที่เหลือของสิโหนกษัตริย์เมืองเฮชโบนนั้น มีแม่น้ำจอร์แดนเป็นพรมแดน จดทะเลคินเนเรทตอนปลายข้างล่าง ด้านตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน
28 นี่เป็นมรดกของคนเผ่ากาดตามตระกูลของเขารวมทั้งหัวเมือง และชนบทด้วย
29 อนึ่งโมเสสได้มอบมรดกให้แก่คนมนัสเสห์ครึ่งเผ่า เป็นส่วนแบ่งที่ได้กับคนมนัสเสห์ครึ่งเผ่าตามตระกูลของเขา
30 ท้องถิ่นของเขาทั้งหลายเริ่มตั้งแต่มาหะนาอิม ตลอดบาชานทั้งสิ้น คือราชอาณาจักรทั้งสิ้นของโอกกษัตริย์เมืองบาชาน และหัวเมืองทั้งหมดของยาอีร์มีหกสิบหัวเมือง ด้วยกันอยู่ในบาชาน
31 และกิเลอาดครึ่งหนึ่งและเมืองอัชทาโรทกับเมืองเอเดรอี หัวเมืองของราชอาณาจักรโอกในบาชาน หัวเมืองเหล่านี้เป็นส่วนแบ่งของคนมาคีร์บุตรมนัสเสห์ เป็นของครึ่งหนึ่งของคนมาคีร์ ตามตระกูลของเขา
32 เหล่านี้เป็นส่วนมรดกซึ่งโมเสสได้แบ่งปัน ณทุ่งราบโมอับฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้น ทิศตะวันออกของเมืองเยรีโค
33 แต่โมเสสมิได้มอบมรดกให้แก่คนเผ่าเลวี พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลเป็นมรดกของเขา ดังที่พระองค์ตรัสไว้กับเขา

โยชูวา 14

1 ต่อไปนี้เป็นส่วนมรดกซึ่งประชาชนอิสราเอลได้รับ ในแผ่นดินคานาอัน ซึ่งเอเลอาซาร์ปุโรหิตและโยชูวาบุตรนูนและหัวหน้า ตระกูลเผ่าคนอิสราเอลได้แจกจ่ายให้แก่เขา
2 มรดกนี้เขาจับฉลากแบ่งกันในระหว่างคนเก้าเผ่า ครึ่ง
3 เพราะโมเสสได้ให้มรดกแก่คนสองเผ่าครึ่งทางฟาก ตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน แล้วแต่ ท่านหาได้แบ่งส่วนให้แก่พวกเลวีไม่
4 เพราะว่าพงศ์พันธุ์ของโยเซฟมีสองเผ่าคือ มนัสเสห์และเอฟราอิม และพวกเลวีหาได้มีส่วนแบ่งในแผ่นดินนั้นไม่ ได้แต่หัวเมืองที่จะเข้าอาศัยอยู่ กับลานทุ่งหญ้ารอบเมืองสำหรับฝูง สัตว์และทรัพย์สินของเขาเท่านั้น
5 คนอิสราเอลได้ กระทำตามที่พระเจ้าทรงบัญชาไว้กับโมเสส เขาแบ่งที่ดินกัน
6 ขณะนั้นคนยูดาห์มาหาโยชูวาณ เมืองกิลกาล และคาเลบบุตรเยฟุนเนห์ชาวตระกูลเคนัส ได้กล่าวแก่ท่านว่า "ท่านทราบเรื่อง ซึ่งพระเจ้าตรัสกับโมเสสผู้รับใช้ของ พระเจ้าที่คาเดชบารเนีย เกี่ยวกับท่านและข้าพเจ้าแล้ว
7 เมื่อโมเสสผู้รับใช้ของพระเจ้าใช้ให้ข้าพเจ้าไปจาก คาเดชบารเนีย เพื่อสอดแนมดูแผ่นดิน ข้าพเจ้ามีอายุสี่สิบปี ข้าพเจ้าได้นำข่าวมาแจ้งแก่ท่านตามความคิดเห็นของ ข้าพเจ้า
8 แต่ส่วนพี่น้องซึ่งขึ้นไปพร้อมกับข้าพเจ้าได้กระทำให้จิตใจ ของประชาชนกลัว แต่ข้าพเจ้าได้ติดตามพระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพเจ้า อย่างสุดใจ
9 ในวันนั้นโมเสสได้ปฏิญาณว่า 'แท้จริงแผ่นดินซึ่งเท้าของท่านได้เหยียบย่ำไปนั้น จะตกเป็นมรดกของท่านและของบุตรหลานของท่าน สืบไปเป็นนิตย์ เพราะว่าท่านได้ติดตามพระเยโฮวาห์พระเจ้าของ ข้าพเจ้าอย่างสุดใจ
10 และบัดนี้ ดูเถิด พระเจ้ายังทรงให้ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ตลอดสี่สิบห้าปีนี้ ดังที่พระองค์ตรัสตั้งแต่พระเจ้าตรัสเช่นนี้แก่โมเสส เมื่อคนอิสราเอลเดินทางอยู่ในถิ่นทุรกันดาร และนี่แน่ะวันนี้ข้าพเจ้ามีอายุแปดสิบห้าปีแล้ว
11 ข้าพเจ้ายังมีกำลังแข็งแรง เช่นเดียวกับวันที่โมเสสใช้ให้ข้าพเจ้าไป กำลังของข้าพเจ้าในการทำศึกสงคราม หรือออกไปและเข้ามาเดี๋ยวนี้ก็เป็นเหมือนครั้งนั้น
12 เพราะฉะนั้นขอมอบแดนเทือกเขานี้ ซึ่งพระเจ้าตรัสในวันนั้นให้แก่ข้าพเจ้า เพราะท่านได้ยินในวันนั้นแล้วว่าคนอานาคอยู่ที่นั่น มีหัวเมืองใหญ่ที่มีกำแพงล้อมอย่างเข้มแข็ง ชะรอยพระเจ้าจะทรงสถิตกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็จะขับไล่เขาออกไปได้ ดังที่พระเจ้าตรัสไว้แล้ว"
13 แล้วโยชูวา ก็อวยพรแก่ท่านและยกเมืองเฮโบรนให้คาเลบ บุตรเยฟุนเนห์เป็นมรดก
14 เฮโบรนจึงตกเป็นมรดกแก่คาเลบบุตรเยฟุนเนห์ ตระกูลเคนัสจนทุกวันนี้ เพราะว่าท่านติดตามพระเยโฮวาห์พระเจ้าของ อิสราเอลอย่างสุดใจ
15 เมืองเฮโบรนนั้นแต่เดิมมีชื่อว่าคีริยาทอารบา อารบาคนนี้เป็นคนใหญ่โตที่สุดในคนอานาค แผ่นดินจึงได้สงบจากการศึกสงคราม

โยชูวา 15

1 ที่ดินส่วนของเผ่ายูดาห์ตามตระกูลของเขานั้น ด้านใต้ถึงพรมแดนเมืองเอโดม คือถึงถิ่นทุรกันดารศินเป็นที่สุดปลายเขตด้านใต้
2 พรมแดนทางทิศใต้นั้นตั้งแต่ต้นจากปลายทะเลเค็ม คือตั้งแต่อ่าวซึ่งไปทางทิศใต้
3 ยื่นไปทางด้านใต้ของทางขึ้นเนินอัครับบิม ผ่านเรื่อยไปถึงศิน แล้วขึ้นไปทางด้านใต้เมืองคาเดชบารเนีย ตามทางเมืองเฮชโรนถึงเมืองอัดดาร์เลี้ยวไปถึงคารคา
4 ผ่านเรื่อยไปถึงอัสโมนยื่นออกไปถึง ลำธารอียิปต์มาสิ้นสุดลงที่ทะเล ที่กล่าวนี้จะเป็นพรมแดนด้านใต้ของท่าน
5 พรมแดนด้านตะวันออกคือทะเลเค็มขึ้นไปถึงปากแม่น้ำจอร์แดน และพรมแดนด้านเหนือ ตั้งแต่อ่าวที่ทะเลตรงปากแม่น้ำจอร์แดน
6 และพรมแดนนั้นยื่นไปถึงเบธฮกลาห์ผ่านไปตาม ด้านเหนือของเมืองเบธอารบา และพรมแดนยื่นต่อไปถึงก้อนหินโบฮันบุตรรูเบน
7 และพรมแดนยื่นไปถึงเดบีร์จากหุบเขาอาโคร์ ตรงไปทางทิศเหนือเลี้ยวไปหาเมืองกิลกาล ซึ่งอยู่ตรงข้ามทางข้ามเขาที่ชื่ออาดุมมิม ซึ่งอยู่ทางด้านใต้ของหุบเขาและพรมแดน ก็ผ่านไปถึงน้ำพุเอนเชเมชไปสิ้นสุดลงที่เอนโรเกล
8 แล้วพรมแดนก็ยื่นไปตามหุบเขาบุตรฮินโนม ถึงไหล่เขาด้านใต้ของเมืองคนเยบุส (คือเยรูซาเล็ม) แล้วพรมแดนก็ยื่นไปถึงยอดภูเขา ซึ่งอยู่เหนือหุบเขาฮินโนมทางด้านตะวันตก ที่หุบเขาเรฟาอิมด้านเหนือสุด
9 แล้วพรมแดนก็ยื่นไปจากยอดภูเขาถึงน้ำพุ แห่งลำห้วยเนฟโทอาห์ จากที่นั่นก็มาถึงหัวเมืองแห่งภูเขาเอโฟรน แล้วพรมแดนก็เลี้ยวโค้งไปหาเมืองบาอาลาห์ (คือเมืองคีริยาทยาอาริม)
10 แล้วพรมแดนก็เลี้ยวโค้งจากบาอาลาห์ไปทางทิศ ตะวันตกถึงภูเขาเสอีร์ ผ่านไปตามไหล่เขายาอาริมด้านเหนือ (คือเคสะโลน) ลงไปถึงเมืองเบธเชเมชผ่านเมืองทิมนาห์ไป
11 แล้วพรมแดนก็ยื่นออกไปจากทางไหล่เนินเขา ด้านเหนือของเมืองเอโครน แล้วก็โค้งไปหาเมืองชิกเคโรนผ่านไปถึง ภูเขาบาอาลาห์ออกไปถึงเมืองยับเนเอล และพรมแดนก็มาสิ้นสุดลงที่ทะเล
12 พรมแดนด้านตะวันตก คือทะเลใหญ่ตามฝั่งทะเล นี่เป็นพรมแดนล้อมรอบคนยูดาห์ตามตระกูลของเขา
13 ตามพระดำรัสของพระเจ้าที่ตรัสแก่โยชูวา ท่านยกที่ดินส่วนหนึ่งในเขตของคนยูดาห์ให้ แก่คาเลบบุตรเยฟุนเนห์ คือคีริยาทอารบาที่เรียกเมืองเฮโบรน (อารบาเป็นบิดาของอานาค)
14 และคาเลบได้ขับไล่บุตรทั้งสามของอานาคออกจากที่นั่น คือเชชัย อาหิมานและทัลมัย ผู้เป็นพงศ์พันธุ์ของอานาค
15 และท่านขึ้นไปจากที่นั่นจะต่อสู้กับชาวเมืองเดบีร์ เมืองเดบีร์เดิมมีชื่อว่า คีริยาท เสเฟอร์
16 และคาเลบกล่าวว่า "ผู้ใดโจมตีเมืองคีริยาท เสเฟอร์ และยึดได้ เราจะยกอัคสาห์บุตรสาวของเราให้เป็นภรรยา"
17 และโอทนีเอลบุตรเคนัส น้องคาเลบตีเมืองนั้นได้ ท่านจึงยกอัคสาห์บุตรสาวของท่านให้เป็นภรรยา
18 อยู่มาเมื่อแต่งงานกันแล้ว นางจึงชวนสามีให้ขอที่นาต่อบิดา นางก็ลงจากหลังลา และคาเลบถามนางว่า "เจ้าต้องการอะไร"
19 นางตอบท่านว่า "ขอของขวัญให้ลูกสักอย่างหนึ่งเถิด เมื่อพ่อให้ฉันมาอยู่ในแผ่นดินเนเกบลูกขอน้ำพุด้วย" คาเลบก็ยกน้ำพุบนและน้ำพุล่างให้แก่นาง
20 ต่อไปนี้เป็นมรดกของเผ่าคนยูดาห์ตามตระกูลของเขา
21 หัวเมืองที่เป็นของเผ่าคนยูดาห์ ซึ่งอยู่ทางทิศใต้สุด ทางพรมแดนเอโดมคือเมืองขับเซเอล เอเดอร์ และยากูร
22 คีนาห์ ดีโมนาห์ อาดาดาห์
23 เคเดช ฮาโซร์ อิทนาน
24 ศีฟ เทเลม เบอาโลท
25 ฮาโซรฮาดัททาห์ เคริโอทเฮสโรน (คือเมืองฮาโซร์)
26 อามัม เชมา โมลาดาห์
27 ฮาซารกัดดาห์ เฮชโมน เบธเปเลท
28 ฮาซารชูอาล เบเออร์เชบา บิซิโอธิยาห์
29 บาอาลาห์ อิยิม เอเซม
30 เอลโทลัด เคสีล โฮรมาห์
31 ศิกลาก มัดมันนาห์ สันสันนาห์
32 เลบาโอท ชิลฮิม อายินและเมืองริมโมน รวมทั้งหมดเป็นยี่สิบเก้าหัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
33 ในที่เนินเชเฟลาห์มีเมืองเอชทาโอล โศราห์ อัชนาห์
34 ศาโนอาห์ เอนกันนิม ทัปปูวาห์ เอนาม
35 ยารมูท อดุลลัม โสโคห์ อาเซคาห์
36 ชาอาราอิม อดีธาอิม เกเดราห์ เกเดโรธาอิม รวมเป็นสิบสี่หัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
37 เมืองเศนัน ฮาดัสสาห์ มิกดัลกาด
38 ดิเลอัน มิสเปห์ โยกเธเอล
39 ลาคีช โบสคาท เอกโลน
40 คับโบน ลามัม คิทลิช
41 เกเดโรท เบธดาโกน นาอามาห์และเมืองมักเคดาห์ รวมเป็นสิบหกหัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
42 ลิบนาห์ เอเธอร์ อาชัน
43 อิฟทาห์ อัชนาห์ เนซีบ
44 เคอีลาห์ อัคซิบ มาเรชาห์ รวมเป็นเก้าหัวเมือง กับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
45 เอโครน กับหัวเมืองและชนบทของเมืองนั้น
46 จากกรุงเอโครนถึงทะเล และบรรดาเมืองที่อยู่ริมเมืองอัชโดด กับชนบทของเมืองนั้นๆ
47 อัชโดด กับหัวเมืองและชนบทของเมืองนั้น กาซา กับหัวเมืองและชนบทของเมืองนั้น จนถึงลำธารอียิปต์ และทะเลใหญ่พร้อมกับฝั่งชายทะเล
48 และในแดนเทือกเขา คือชามีร์ ยาททีร์ โสโคห์
49 ดานนาห์ คีริยาทสันนาห์ (คือเมืองเดบีร์)
50 อานาบ เอชเทโมห์ อานิม
51 โกเชน โฮโลน กิโลห์ รวมเป็นสิบเอ็ดหัวเมือง กับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
52 อาหรับ ดูมาห์ เอชาน
53 ยานิม เบธทัปปูวาห์ อาเฟคาห์
54 ฮุมทาห์ คีริยาทอารบา (คือเมืองเฮโบรน) และเมืองศิโยร์ รวมเป็นเก้าหัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
55 มาโอน คารเมล ศีฟ ยุทธาห์
56 ยิสเรเอล โยกเดอัม ศาโนอาห์
57 คาอิน กิบเบอาห์ และทิมนาห์ รวมเป็นสิบหัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
58 ฮัลฮูล เบธซูร์ เกโดร์
59 มาอาราท เบธาโนท และเมืองเอลเทโคน รวมเป็นหกหัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
60 คีริยาทบาอัล (คือเมืองคีริยาทเยอาริม) และรับบาห์ รวมเป็นสองเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
61 เมืองที่ในถิ่นทุรกันดาร คือเบธาราบาห์ มิดดีน เสคะคาห์
62 นิบชาน เมืองเกลือและเอนเกดีรวมเป็นหกหัวเมืองกับชนบท ของเมืองนั้นๆด้วย
63 แต่คนเยบุสซึ่งเป็นชาวเมืองเยรูซาเล็มนั้น ประชาชนยูดาห์หาได้ขับไล่ไปไม่ ดังนั้นแหละคนเยบุสจึงอาศัยอยู่กับ ประชาชนยูดาห์จนถึงทุก วันนี้

โยชูวา 16
1 ที่ดินตามฉลากของพงศ์พันธุ์โยเซฟนั้นเริ่มจาก แม่น้ำจอร์แดนใกล้ๆ เมืองเยรีโค ทิศตะวันออกของน้ำพุเยรีโคเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร ขึ้นไปจากเยรีโคเข้าไปในแดนเทือกเขาเบธเอล
2 จากเมืองเบธเอลไปยังเมืองลูส ผ่านเรื่อยไปถึงเมืองอาทาโรทยังเขตของคนอารคี
3 แล้วลงไปทางทิศตะวันตกถึงเขตของ คนยาเฟลที่ไกลไปจนเขตเมืองเบธโฮโรนล่าง ถึงเมืองเกเซอร์ไปสิ้นสุดลงที่ทะเล
4 พงศ์พันธุ์โยเซฟ คือคนมนัสเสห์ และคนเอฟราอิม ได้รับมรดกของเขา
5 เขตของคนเอฟราอิมตามตระกูลของเขาเป็นดังนี้ พรมแดนมรดกของเขาด้านตะวันออก เริ่มแต่เมืองอาทาโรทอัดดาร์ไกลไปจนถึงเบธโฮโรนบน
6 และพรมแดนยื่นไปถึงทะเลทางทิศเหนือคือเมืองมิคเมธัท ทางด้านตะวันออกพรมแดนโค้งมาหาเมืองทาอานัทชิโลห์ แล้วผ่านพ้นเมืองนี้ไปทางตะวันออกของเมืองยาโนอาห์
7 แล้วลงไปจากยาโนอาห์ถึงเมืองอาทาโรท และเมืองนาอาราห์ไปจดเมืองเยรีโค สิ้น สุดลงที่แม่น้ำจอร์แดน
8 จากทัปปูวาห์พรมแดนลงไปทางทิศตะวันตกถึงลำธาร คานาห์ไปสิ้นสุดลงที่ทะเล นี่เป็นดินแดนมรดกของคนเอฟราอิมตามตระกูลของเขา
9 รวมทั้งหัวเมืองซึ่งแบ่งแยกไว้ให้คนเอฟราอิมในดินแดน มรดกของคนมนัสเสห์ คือหัวเมืองเหล่านั้น กับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
10 ถึงอย่างไรก็ตามเขาหาได้ขับไล่คนคานาอัน ซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองเกเซอร์ให้ออกไปไม่ ดังนั้นคนคานาอันจึงอาศัยอยู่ในหมู่คน เอฟราอิมถึงทุกวันนี้ แต่ก็ตกเป็นทาสถูกเกณฑ์ให้ทำงานโยธา

โยชูวา 17
1 ที่ดินตามฉลากเป็นอย่างนี้ ที่ตกแก่เผ่ามนัสเสห์ เพราะเป็นบุตรหัวปีของโยเซฟ ส่วนมาคีร์บุตรหัวปีของมนัสเสห์ บิดาของกิเลอาด ได้รับเมืองกิเลอาด และเมืองบาชานเป็นส่วนแบ่ง เพราะว่าเขาเป็นทหาร
2 และที่ดินตามฉลากตกแก่คนเผ่ามนัสเสห์ที่เหลืออยู่ตามตระกูล คืออาบีเยเซอร์ เฮเลค อัสรีเอล เชเคม เฮเฟอร์และเชมีดา บุคคลเหล่านี้เป็นพงศ์พันธุ์ผู้ชายของมนัสเสห์ ผู้เป็นบุตรของโยเซฟ ตามตระกูลของเขา
3 ฝ่ายเศโลเฟหัดบุตรของเฮเฟอร์บุตรของกิเลอาด บุตรของมาคีร์บุตรของมนัสเสห์ ไม่มีบุตรผู้ชาย มีแต่บุตรี และต่อไปนี้เป็นชื่อบุตรีของเขาคือ มาลาห์ โนอาห์ ฮกลาห์ มิลคาห์ และทีรซาห์
4 เขาเข้ามาหาเอเลอาซาร์ ปุโรหิตและโยชูวาบุตรนูนและบรรดาประมุขแล้วกล่าวว่า "พระเจ้าได้ทรงบัญชาโมเสสไว้ว่า ให้ข้าพเจ้าทั้งหลายรับส่วนมรดกใน หมู่ญาติพี่น้องของข้าพเจ้าทั้งหลายได้" ดังนั้นท่านจึงให้มรดกแก่คนเหล่านี้ในหมู่พี่น้อง ของบิดาของเขาตามพระบัญญัติแห่งพระเจ้า
5 ดังนี้แหละส่วนที่ตกแก่คนมนัสเสห์จึงมีสิบส่วน นอกเหนือดินแดนกิเลอาด และบาชานซึ่งอยู่ฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน
6 เพราะว่าบุตรีของมนัสเสห์ก็ได้รับมรดกพร้อมกับ บุตรชายของท่านด้วย แผ่นดินกิเลอาดนั้นได้ตกเป็นส่วนของบุตรหลาน มนัสเสห์ที่เหลืออยู่
7 เขตแดนของมนัสเสห์ตั้งต้นจากอาเชอร์จนถึงมิคเมธัท ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองเชเคมแล้วพรมแดนก็ยื่น ไปทางทิศใต้ ถึงที่ของชาวเมืองเอนทัปปูวาห์
8 แผ่นดินเมืองทัปปูวาห์เป็นของมนัสเสห์ แต่ตัวเมืองทัปปูวาห์ซึ่งอยู่ที่พรมแดน ของมนัสเสห์นั้นเป็นของพงศ์พันธุ์เอฟราอิม
9 แล้วพรมแดนก็ลงไปถึงลำธารคานาห์หัวเมืองเหล่านี้ ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ลำธารในท่ามกลางหัวเมืองของ มนัสเสห์นั้นเป็นของเอฟราอิม แล้วพรมแดนของมนัสเสห์ก็ขึ้นไปทางด้านเหนือของลำธารไป สิ้นสุดลงที่ทะเล
10 แผ่นดินทางด้านใต้เป็นของเอฟราอิม และแผ่นดินทางด้านเหนือเป็นของมนัสเสห์มีทะเลเป็นพรมแดน ทางเหนือจดดินแดนอาเชอร์ และทางทิศตะวันออกจดอิสสาคาร์
11 ในเขตอิสสาคาร์และในอาเชอร์นั้น มนัสเสห์ยังมีเมืองเบธชานกับชนบทของเมืองนั้น และเมืองอิบเลอัมกับชนบทของเมืองนั้นและ ชาวเมืองโดร์กับชนบทของเมืองนั้น และชาวเมืองเอนโดร์กับชนบทของเมืองนั้น และชาวเมืองทาอานาคกับชนบทของเมืองนั้น และชาวเมืองเมกิดโดกับชนบทของเมืองนั้น คือภูเขาทั้งสามยอด
12 แต่คนมนัสเสห์ยังขับไล่และยึดครองเมืองเหล่านั้นไม่ได้ ด้วยคนคานาอันยังขืนอาศัยอยู่ในแผ่นดินนั้น
13 แต่เมื่อคนอิสราเอลเข้มแข็งขึ้นแล้ว ก็ได้เกณฑ์คนคานาอันให้ทำงานโยธา และมิได้ขับไล่ให้เขาออกไปเสียทีเดียว
14 คนเผ่าโยเซฟได้พูดกับโยชูวาว่า "เหตุไฉนท่านจึงแบ่งให้ข้าพเจ้ามีแต่ส่วนเดียวเป็นมรดก แม้ว่าข้าพเจ้ามีคนมากมายเพราะว่าพระเจ้าได้ทรง อวยพระพรแก่พวกข้าพเจ้ามาจนบัดนี้แล้ว"
15 ฝ่ายโยชูวาตอบเขาว่า "ถ้าเจ้ามีคนมากมาย พวกเจ้าจงเข้าไปในป่าแผ้วถางเอาเอง ที่ในแผ่นดินของคนเปริสซีและคนเรฟาอิม เพราะว่าแดนเทือกเขาของคนเอฟราอิมเป็นที่แคบ"
16 คนเผ่าโยเซฟพูดว่า "แดนเทือกเขานี้ไม่พอสำหรับพวกเรา ฝ่ายคนคานาอันซึ่งอยู่ในที่ราบมีรถรบ ทำด้วยเหล็กทั้งที่อยู่ในเบธชานกับชนบท ของเมืองนั้นกับที่อยู่ในหุบเขายิสเรเอล"
17 แล้วโยชูวาจึงกล่าวแก่พงศ์พันธุ์โยเซฟ คือเอฟราอิมและมนัสเสห์ว่า "ท่านทั้งหลายเป็นพวกที่มีคนมากและมีกำลังมหาศาล ท่านจะมีส่วนแบ่งแต่ส่วนเดียวก็หามิได้
18 แม้ว่าแดนเทือกเขาเหล่านั้น จะเป็นของพวกท่าน ถึงแม้ว่าเป็นป่าดอน ท่านจงแผ้วถางและยึดครองไปจนสุดเขตเถิด แม้ว่าคนคานาอันจะมีรถรบทำด้วยเหล็ก และเป็นคนเข้มแข็ง ท่านทั้งหลายก็จะขับไล่เขาออกไปได้"

โยชูวา 18

1 ฝ่ายชุมนุมชนอิสราเอลทั้งสิ้นก็มาประชุมกันที่ชิโลห์ และตั้งเต็นท์นัดพบขึ้นที่นั่น แผ่นดินนั้นก็ตกอยู่ในครอบครองของเขา
2 ยังมีประชาชนอิสราเอลอีกเจ็ดเผ่าที่ยัง มิได้รับมรดกเป็นส่วนแบ่ง
3 ดังนั้นโยชูวาจึงกล่าวแก่อิสราเอลว่า "ท่านทั้งหลายจะรอช้าอยู่อีกเท่าใด จึงจะเข้าไปยึดครองที่ดิน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของ บรรพบุรุษของท่านประทานแก่ท่านทั้งหลาย
4 จงเลือกคนเผ่าละสามคน แล้วข้าพเจ้าจะใช้คนเหล่านั้น ไปท่องเที่ยวขึ้นล่องอยู่ที่แผ่นดินนั้น ให้เขียนแนวเขตที่ดินที่จะมอบเป็นมรดก และมาหาข้าพเจ้า
5 ให้เขาแบ่งออกเป็นเจ็ดส่วน ให้คนยูดาห์คงอยู่ในดินแดนของเขาทางภาคใต้ และคนเผ่าโยเซฟให้คงอยู่ในดินแดนทางภาคเหนือ
6 ให้ท่านทั้งหลายเขียนแนวเขตที่ดินเป็นเจ็ดส่วน แล้วนำแนวเขตที่ดินนั้นมาให้ข้าพเจ้าที่นี่ และข้าพเจ้าจะจับฉลากให้ท่านที่นี่ ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา
7 เพราะคนเลวี ไม่มีส่วนแบ่งในหมู่พวกท่านทั้งหลาย ด้วยตำแหน่งปุโรหิตของพระเจ้าเป็นมรดกของเขาแล้ว เผ่ากาด และเผ่ารูเบน กับเผ่ามนัสเสห์ครึ่งหนึ่งก็ได้รับมรดกของเขาทาง ฟากแม่น้ำจอร์แดนด้านตะวันออก ซึ่งโมเสสผู้รับใช้ของพระเจ้า ได้มอบให้แก่เขาทั้งหลายแล้ว"
8 ฝ่ายคนเหล่านั้นก็ออกเดินทาง และโยชูวากำชับพวกที่จะเขียนแนวเขตที่ดินว่า "จงเที่ยวขึ้นเที่ยวล่องในแผ่นดิน และเขียนแนวเขตที่ดินนั้นแล้วกลับมาหาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะจับฉลากให้ท่านต่อพระพักตร์พระเจ้าที่ชิโลห์"
9 ดังนั้นคนเหล่านั้นก็ท่องเที่ยวไปมาที่แผ่นดิน แล้วเขียนเป็นหนังสือ แนวเขตเมืองต่างๆ แบ่งเป็นเจ็ดส่วนแล้วกลับมาหาโยชูวาณค่ายที่ชิโลห์
10 แล้วโยชูวาก็จับฉลากให้เขาต่อพระพักตร์พระเจ้า โยชูวาก็ได้จัดแบ่งที่ดินให้แก่ประชาชนอิสราเอลที่นั่น ตามส่วนแบ่งของแต่ละเผ่า
11 จับได้ฉลากของเผ่าเบนยามินตามพงศ์พันธุ์ของเขาขึ้นมา และดินแดนที่เป็นส่วนของเขาอยู่ระหว่างเผ่ายูดาห์ และเผ่าโยเซฟ
12 ทางด้านเหนือพรมแดนของเขาเริ่มต้นที่แม่น้ำจอร์แดน และพรมแดนก็ยื่นขึ้นไปถึงไหล่เขาตอนเหนือของเมืองเยรีโค แล้วขึ้นไปทางแดนเทือกเขาทางทิศตะวันตก และไปสิ้นสุดที่ถิ่นทุรกันดารเบธาเวน
13 จากที่นั่นพรมแดนก็ยื่น ไปทางทิศใต้ตรงไปเมืองลูสไปยังไหล่เขาที่เมืองลูส (เมืองเดียวกับเบธเอล) แล้วพรมแดนก็ลงไปถึงอาทาโรทอัดดาร์ บนภูเขาซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองเบธโฮโรนล่าง
14 แล้วพรมแดนก็ยื่นไปอีกทิศหนึ่งโค้งไป ทางทิศใต้เป็นด้านตะวันตก จากภูเขาซึ่งอยู่ทิศใต้ตรงข้ามเมืองเบธโฮโรน และไปสิ้นสุดลงที่คีริยาทบาอัล (คือคีริยาทเยอาริม) เป็นเมืองที่เป็นของเผ่ายูดาห์ นี่แหละเป็นพรมแดนด้านตะวันตก
15 และด้านใต้นั้นเริ่มต้นที่ชานเมืองคีริยาทเยอาริม และพรมแดนก็ยื่นจากที่นั่นไปยังทางตะวันตกถึงน้ำพุ เนฟโทอาห์
16 แล้วพรมแดนก็ยื่นลงไปสุดเขตภูเขา ซึ่งมองลงมาเห็นหุบเขาแห่งบุตรของฮินโนม ซึ่งอยู่ทางปลายเหนือสุดของหุบเขาเรฟาอิม แล้วก็ลงไปที่หุบเขาฮินโนมใต้ไหล่เขาของคนเยบุส แล้วลงไปถึงเมืองเอนโรเกล
17 แล้วโค้งไปทางทิศเหนือตรงไปถึงเอนเชเมช จากที่นั่นก็ตรงไปยังเกลีโลท ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับทางข้ามเขาชื่ออดุมมิม แล้วลงไปยังก้อนหินโบฮันบุตรของรูเบน
18 แล้วผ่านไปทางทิศเหนือถึงไหล่เขา ตรงข้ามอาราบาห์แล้วลงไปสู่อาราบาห์
19 แล้วพรมแดนก็ผ่านไปทางทิศเหนือถึง ไหล่เขาที่เบธฮกลาห์ และพรมแดนไปสิ้นสุดลงที่อ่าวด้านเหนือของ ทะเลเค็มที่ปลายใต้ของแม่น้ำจอร์แดน นี่เป็นพรมแดนด้านใต้
20 แม่น้ำจอร์แดนกั้นเป็นพรมแดนทางตะวันออก นี่เป็นมรดกของชนเผ่าเบนยามินตามตระกูลของเขา มีพรมแดนดังนี้ล้อมรอบ
21 ฝ่ายหัวหน้าของเผ่าคนเบนยามินตามตระกูลของเขา คือเมืองเยรีโค เบธฮกลาห์ เอเมคเคซีส
22 เบธอาราบาห์ เศมาราอิม เบธเอล
23 อัฟวิม ปาราห์ โอฟราห์
24 เคฟารัมโมนี โอฟนี เกบา รวมเป็นสิบสองหัวเมือง กับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
25 กิเบโอน รามาห์ เบเอโรท
26 มิสเปห์ เคฟีราห์ โมซาห์
27 เรเคม อิรเปเอล ทาระลาห์
28 เศลา หะเอเลฟ เยบุส (คือเยรูซาเล็ม) กิเบอาห์และคีริยาท รวมเป็นสิบสี่หัวเมือง กับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย นี่เป็นมรดกของคนเผ่าเบนยามินตามตระกูลของเขา

โยชูวา 19
1 ฉลากที่สองออกมาเป็นของสิเมโอน เพื่อคนเผ่าสิเมโอน ตามตระกูลของเขา มรดกของเขาอยู่ท่ามกลางมรดกของคนเผ่ายูดาห์
2 มีเมืองเหล่านี้เป็นมรดก คือเบเออร์เชบา เชบา โมลาดาห์
3 ฮาซารชูอาล บาลาห์ เอเซม
4 เอลโทลัด เบธูล โฮรมาห์
5 ศิกลาก เบธมารคาโบท ฮาซารสูสาห์
6 เบธเลบาโอท และเมืองชารุเฮน รวมเป็นสิบสามหัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
7 เอนริมโมน เอเธอร์ อาชาน รวมเป็นสี่หัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
8 รวมทั้งชนบทที่อยู่ รอบหัวเมืองเหล่านี้ไกลออกไปจนถึงเมืองบาอาลัทเบเออร์ เมืองรามาห์ที่เนเกบ เหล่านี้เป็นมรดกของเผ่าคนสิเมโอน ตามตระกูลของเขา
9 มรดกของคนเผ่าสิเมโอนเป็นดินแดนใน ส่วนแบ่งของคนเผ่ายูดาห์ เพราะว่าส่วนของคนเผ่ายูดาห์นั้นใหญ่เกินไป คนเผ่าสิเมโอนจึงได้รับมรดกอยู่ท่ามกลางคนเผ่ายูดาห์
10 ฉลากที่สามขึ้นมาเป็นของเผ่าเศบูลุน ตามตระกูลของเขา และดินแดนที่เป็นมรดกของเขาก็ยื่นออกไปถึงสาริด
11 แล้วพรมแดนของเขายื่นออกไปทางด้านตะวันตก เรื่อยไปจนถึงมาเรอัล และมาจดเมืองดับเบเชท แล้วมาถึงลำธารที่อยู่ทิศตะวันออกของโยกเนอัม
12 จากสาริดพรมแดนยื่นไปอีกทิศ หนึ่งทางด้านตะวันออกตรงทางดวงอาทิตย์ขึ้น ถึงพรมแดนเมืองคิสโลททาโบร์ แล้วยื่นไปถึงเมืองดาเบรัธ แล้วขึ้นไปถึงเมืองยาเฟีย
13 จากที่นั่นพรมแดนผ่านไปทางตะวันออกทางดวงอาทิตย์ ขึ้นถึงเมืองกัธเฮเฟอร์และถึงเมืองเอทคาซิน เรื่อยไปจนถึงริมโมน พรมแดนก็โค้งเข้าหาเมืองเนอาห์
14 และทางทิศเหนือพรมแดนโค้งเข้ามาถึงเมืองฮันนาโธน และสิ้นสุดลงที่หุบเขาอิฟทาห์เอล
15 และเมืองขัทตาท นาหะลาล ชิมโรน อิดาลาห์ และเมืองเบธเลเฮม รวมเป็นสิบสองหัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
16 นี่เป็นมรดกของเผ่าเศบูลุนตามตระกูลของเขา คือหัวเมืองต่างๆ กับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
17 ฉลากที่สี่ออกมาเป็นของอิสสาคาร์ เพื่อเผ่าอิสสาคาร์ตามตระกูลของเขา
18 ดินแดนของเขารวมเมืองยิสเรเอล เคสุลโลท ชูเนม
19 ฮาฟาราอิม ชิโยน อานาหะราท
20 รับบีท คีชิโอน เอเบส
21 เรเมท เอนกันนิม เอนหัดดาห์ เบธปัสเซส
22 และพรมแดนยังจดเมืองทาโบร์ ชาหะซุมาห์ เบธเชเมช และพรมแดนนี้ไปสิ้นสุดลงที่แม่น้ำจอร์แดน รวมเป็นสิบหกหัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
23 นี่เป็นมรดกของเผ่าอิสสาคาร์ตามตระกูลของเขา คือทั้งหัวเมืองและชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
24 ฉลากที่ห้าออกมาเป็นของเผ่าคนอาเชอร์ตามตระกูลของเขา
25 ดินแดนของเขารวมเมืองเฮลขัท ฮาลี เบเทน อัคชาฟ
26 อาลัมเมเลค อามาด มิชอาล ทางทิศตะวันออกจดคารเมล และเมืองชิโหลิบนาท
27 แล้วเลี้ยวไปทางทิศตะวันออกไปยังเบธดาโกน จดเขตเศบูลุนและหุบเขาอิฟทาห์เอลไปทางด้านเหนือ ถึงเมืองเบธเอเมคและเนอีเอลเรื่อยไปทางเหนือถึง เมืองคาบูล
28 เอโบรน เรโหบ ฮัมโมน คานาห์ ไกลไปถึงมหาไซดอน
29 แล้วพรมแดนก็เลี้ยวไปถึงรามาห์ ไปถึงเมืองที่มีกำแพงล้อมรอบชื่อไทระ แล้วพรมแดนก็เลี้ยวไปถึงเมืองโฮสาห์ไปสิ้นสุดลง ที่ทะเล จากเมืองเฮเบลไปถึงอัคซิบ
30 อุมมาห์ อาเฟก และเรโหบ รวมเป็นยี่สิบสองหัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
31 นี่เป็นมรดกของเผ่าอาเชอร์ตามตระกูลของเขา ทั้งหัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
32 ฉลากที่หกออกมาเป็นของเผ่านัฟทาลี เพื่อเผ่านัฟทาลีตามตระกูลของเขา
33 พรมแดนของเขาเริ่มจากเฮเลฟ จากต้นก่อในศานันนิม และอาดามีเนเขบ และยับเนเอลไกลไปจนถึงเมืองลัคคูม และสิ้นสุดลงที่แม่น้ำจอร์แดน
34 แล้วพรมแดนก็เลี้ยวไปทางด้านตะวันตกถึงเมืองอัสโนททาโบร์ จากที่นั่นไปถึงหุกกอกจดเขตเศบูลุนทางทิศใต้ และเขตอาเชอร์ทางทิศตะวันตก และเขตยูดาห์ทางทิศตะวันออกที่แม่น้ำจอร์แดน
35 เมืองที่มีกำแพงล้อมคือเมืองศิดดิม เศอร์ ฮัมมัท รัคคัท คินเนเรท
36 อาดามาห์ รามาห์ ฮาโซร์
37 คาเดช เอเดรอี เอนฮาโซร์
38 ยิโรน มิกดัลเอล โฮเรม เบธานาท และเบธเชเมช รวมเป็นสิบเก้าหัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
39 นี่เป็นมรดกของเผ่านัฟทาลีตามตระกูลของเขา ทั้งหัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
40 ฉลากที่เจ็ดก็ออกมาเป็นของเผ่าดานตามตระกูลของเขา
41 และดินแดนที่เป็นมรดกของเขา รวมเมืองโศราห์ เอชทาโอล อิรเชเมช
42 ชาอาลับบิน อัยยาโลน ยิทลาห์
43 เอโลน ทิมนาห์ เอโครน
44 เอลเทเคห์ กิบเบโธน และบาอาลัท
45 เยฮุด เบเนเบราค กัทริมโมน
46 เมยารโคนและรัคโคนและดินแดนตรงเมืองยัฟฟา
47 เมื่อดินแดนคนเผ่าดานหลุดมือเขาไป คนเผ่าดานก็ขึ้นไปสู้รบกับเมืองเลเชม เมื่อยึดได้ก็ประหารเสียด้วยดาบ จึงยึดครองที่ดินและตั้งอยู่ที่นั่น เรียกเมืองเลเชมว่าดาน ตามชื่อของดานบรรพบุรุษของตน
48 นี่เป็นมรดกของเผ่าดานตามตระกูลของเขา ทั้งหัวเมืองกับชนบทของเมืองนั้นๆด้วย
49 เมื่อได้แบ่งดินแดนส่วนต่างๆของแผ่นดินนั้นเป็นมรดกเสร็จสิ้นแล้ว คนอิสราเอลก็ได้มอบส่วนมรดกในหมู่พวกเขาให้แก่โยชูวาบุตรนูน
50 ตามบัญชาของพระเจ้าเขาก็ได้ยกเมืองที่ท่านขอไว้ให้แก่ท่าน คือเมืองทิมนาทเสราห์ ในแดนเทือกเขาแห่ง เอฟราอิมท่านก็เสริมสร้างเมืองนั้นเสียใหม่และเข้าอยู่ที่นั่น
51 ที่กล่าวมานี้เป็นมรดกที่ เอเลอาซาร์ปุโรหิตกับโยชูวาบุตรนูน และหัวหน้าของตระกูลต่างๆ แห่งเผ่าคนอิสราเอลจับ ฉลากแบ่งให้เป็นมรดกที่ชิโลห์ต่อพระพักตร์พระเจ้า ณประตูเต็นท์นัดพบ ดังนี้แหละเขาทั้งหลายก็ทำการแบ่งปันแผ่นดินสำเร็จลง

โยชูวา 20

1 แล้วพระเจ้าตรัสกับโยชูวาว่า
2 "จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า 'จงกำหนดตั้งเมืองลี้ภัย ซึ่งเราได้พูดกับเจ้าทั้งหลายทางโมเสสแล้วนั้น
3 เพื่อว่าผู้ฆ่าคนที่ได้ฆ่าคนใดด้วยมิได้เจตนาหรือไม่ จงใจจะได้หนีไปอยู่ที่นั่น เมืองเหล่านี้จะได้เป็นที่ลี้ภัยของเจ้าเพื่อให้พ้นจากผู้ อาฆาต
4 ให้ผู้นั้นหนีไปยังเมืองเหล่านี้เมืองใดเมืองหนึ่งและ ยืนอยู่ที่ทางเข้าประตูเมืองนั้น และอธิบายเรื่องของตนให้แก่พวกผู้ใหญ่ในเมืองนั้นให้ทราบ แล้วเขาทั้งหลายจะนำผู้นั้นเข้าไปในเมืองกำหนดที่ให้ อยู่แล้วผู้นั้นจะอยู่ที่นั่นในหมู่พวกเขาทั้งหลาย
5 และถ้าผู้อาฆาตไล่ตามเขาไปผู้ใหญ่จะไม่มอบผู้ฆ่าคน นั้นไว้ในมือของผู้อาฆาต เพราะว่าผู้นั้นได้ฆ่าเพื่อนบ้านของตนด้วยไม่มีเจตนา มิได้เป็นอริกันมาแต่ก่อน
6 และผู้นั้นจะอาศัยอยู่ ในเมืองนั้นจนกว่าเขาจะยืนต่อหน้าชุมนุมชน เพื่อรอรับการพิพากษา จนกว่าปุโรหิตในเวลานั้นสิ้นชีวิต ผู้ฆ่าคนนั้นจึงจะกลับไปยังเมืองของตน ไปบ้านของตน ไปยังเมืองที่เขาจากมานั้นได้'"
7 ดังนั้นเขาจึงกำหนดตั้งเมืองเคเดชในกาลิลี ในแดนเทือกเขานัฟทาลีและเมืองเชเคม ในแดนเทือกเขาของเอฟราอิม และคีริยาทอาราบาห์ (คือเฮโบรน) ในแดนเทือกเขายูดาห์
8 และทางฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนตรงเมืองเยรีโคนั้น เขาได้กำหนดเมืองเบเซอร์ในถิ่นทุรกันดารบนที่ราบจาก ที่ดินคนเผ่ารูเบน และเมืองราโมทในกิเลอาดจากที่ดินเผ่ากาดและเมืองโกลาน ในบาชานจากที่ดินคนเผ่ามนัสเสห์
9 หัวเมืองเหล่านี้ เป็นเมืองที่กำหนดไว้ให้คนอิสราเอลทั้งหมด และให้คนต่างด้าวผู้อาศัยอยู่ในหมู่พวกเขา เพื่อว่าถ้าผู้ใดได้ฆ่าคน ด้วยมิได้เจตนาจะได้หนีไปที่นั่นได้ เพื่อว่าเขาจะไม่ต้องตายด้วยมือของผู้อาฆาต จนกว่าเขาจะได้ยืนต่อหน้าชุมนุมชน

โยชูวา 21
1 ขณะนั้นหัวหน้าของตระกูลคนเลวีมาหา เอเลอาซาร์ปุโรหิตและโยชูวาบุตรนูน และหัวหน้าของตระกูลต่างๆของเผ่าคนอิสราเอล
2 และเขาได้กล่าวแก่ท่านเหล่านั้นในเมืองชิโลห์ ในแผ่นดินคานาอันว่า "พระเจ้าทรงบัญชาโดยทางโมเสสว่า ให้มอบหัวเมืองแก่เราทั้งหลายเพื่อจะได้อาศัยอยู่ ทั้งทุ่งหญ้าสำหรับฝูงสัตว์ของข้าพเจ้าทั้งหลาย"
3 ดังนั้นแหละตามพระบัญชาของพระเจ้า คนอิสราเอลจึงได้มอบเมืองและทุ่งหญ้า ต่อไปนี้จากมรดกของเขาให้แก่คนเลวี
4 ฉลากออกมาเป็นของตระกูลคนโคฮาท ดังนั้นแหละ คนเลวีซึ่งเป็นพงศ์พันธุ์ของอาโรนปุโรหิต ได้รับหัวเมืองโดยจับฉลากสิบสามหัวเมือง จากเผ่ายูดาห์ สิเมโอน และเบนยามิน
5 ส่วนคนโคฮาทที่เหลืออยู่ ได้รับหัวเมืองโดยจับฉลากสิบหัวเมือง จากตระกูลของเผ่าเอฟราอิม จากเผ่าดานและจากครึ่งเผ่ามนัสเสห์
6 คนเกอร์โชนได้รับหัวเมืองโดยจับฉลากสิบสามหัวเมือง จากตระกูลของเผ่าอิสสาคาร์ จากเผ่าอาเชอร์ จากเผ่านัฟทาลี และจากครึ่งเผ่ามนัสเสห์ในบาชาน
7 คนเมรารีตามตระกูลของเขา ได้รับหัวเมืองสิบสองหัวเมือง จากเผ่ารูเบน เผ่ากาด และเผ่าเศบูลุน
8 หัวเมืองและทุ่งหญ้าเหล่านี้คนอิสราเอล ได้จับฉลากให้แก่คนเลวี ดังที่พระเจ้าได้บัญชาโดยโมเสส
9 เขาให้หัวเมืองต่อไปนี้จากเผ่ายูดาห์ และเผ่าสิเมโอน ตามชื่อดังนี้
10 เมืองเหล่านี้ตกเป็นของพงศ์พันธุ์อาโรน คือตระกูลโคฮาทตระกูลหนึ่งซึ่งเป็นคนเลวี เพราะฉลากตกเป็นของเขาก่อน
11 เขาทั้งหลายให้เมืองคีริยาทอาราบาห์แก่เขา อาราบาห์เป็นบิดาของอานาค (คือเมืองเฮโบรน) อยู่ในแดนเทือกเขาของยูดาห์ รวมทั้งทุ่งหญ้ารอบเมืองนั้นด้วย
12 แต่ทุ่งนาและชนบทของ เมืองนี้ได้ยกให้แก่คาเลบบุตรเยฟุนเนห์เป็นกรรมสิทธิ์
13 เขาได้ให้เมืองเฮโบรนแก่พงศ์พันธุ์อาโรนปุโรหิต อันเป็นเมืองลี้ภัยสำหรับผู้ฆ่าคนพร้อมทั้งทุ่งหญ้ารอบเมือง เมืองลิบนาห์พร้อมทุ่งหญ้า
14 เมืองยาททีร์พร้อมทุ่งหญ้า เมืองเอชเทโมอาพร้อมทุ่งหญ้า
15 เมืองโฮโลนพร้อมทุ่งหญ้า เมืองเดบีร์พร้อมทุ่งหญ้า
16 เมืองอายินพร้อมทุ่งหญ้า เมืองยุทธาห์พร้อมทุ่งหญ้า เมืองเบธเชเมชพร้อมทุ่งหญ้า รวมเป็นเก้าหัวเมืองจากสองเผ่านี้
17 จากเผ่าเบนยามิน มีเมืองกิเบโอนพร้อมทุ่งหญ้า เมืองเกบาพร้อมทุ่งหญ้า
18 เมืองอานาโธทพร้อมทุ่งหญ้า เมืองอัลโมนพร้อมทุ่งหญ้า รวมสี่หัวเมือง
19 หัวเมืองที่เป็นของพงศ์พันธุ์อาโรน ปุโรหิต รวมกันสิบสามหัวเมือง พร้อมกับทุ่งหญ้ารอบทุกเมือง
20 ส่วนคนโคฮาทที่เหลืออยู่ซึ่งเป็นตระกูลคน โคฮาทของคนเลวีนั้น หัวเมืองที่เขาได้รับโดยฉลากมาจากเผ่าเอฟราอิม
21 เมืองที่เขาให้ คือเมืองเชเคม เป็นเมืองลี้ภัยของผู้ฆ่าคน พร้อมทุ่งหญ้าในแดนเทือกเขาของเอฟราอิม เมืองเกเซอร์พร้อมทุ่งหญ้า
22 เมืองขิบซาอิมพร้อมทุ่งหญ้า เมืองเบธโฮโรนพร้อมทุ่งหญ้า รวมเป็นสี่หัวเมือง
23 และจากเผ่าดานมีเมืองเอลเทเคพร้อมทุ่งหญ้า กิบเบโธนพร้อมทุ่งหญ้า
24 อัยยาโลนพร้อมทุ่งหญ้า กัทริมโมนพร้อมทุ่งหญ้า รวมสี่หัวเมือง
25 และจากคนมนัสเสห์ครึ่งเผ่ามีเมืองทาอานาคพร้อมทุ่งหญ้า และกัทริมโมนพร้อมทุ่งหญ้า รวมเป็นสองหัวเมือง
26 หัวเมืองซึ่งเป็นของคนโคฮาทที่เหลืออยู่นั้น มีสิบหัวเมืองด้วยกัน พร้อมทุ่งหญ้าประจำเมือง
27 เขาให้เมืองจากคนมนัสเสห์ครึ่งเผ่าแก่คนเกอร์โชน ตระกูลหนึ่งของคนเลวี คือเมืองโกลานในบาชานเป็นเมืองลี้ภัยของผู้ฆ่าคน และเมืองเบเอชเท-ราห์พร้อมทุ่งหญ้า รวมเป็นสองหัวเมือง
28 และจากเผ่าอิสสาคาร์มีเมืองคีชิโอนพร้อมทุ่งหญ้า ดาเบรัทพร้อมทุ่งหญ้า
29 เมืองยารมูทพร้อมทุ่งหญ้า เอนกันนิมพร้อมทุ่งหญ้า รวมสี่หัวเมือง
30 และจากเผ่าอาเชอร์มีเมืองมิชอาลพร้อมทุ่งหญ้า อับโดนพร้อมทุ่งหญ้า
31 เมืองเฮลขัทพร้อมทุ่งหญ้า เมืองเรโหบพร้อมทุ่งหญ้า รวมสี่หัวเมือง
32 และจากเผ่านัฟทาลีเมืองคาเดชในกาลิลีพร้อมทุ่งหญ้า เมืองลี้ภัยของผู้ฆ่าคน เมืองฮัมโมทโดร์พร้อมทุ่งหญ้า และเมืองคารทานพร้อมทุ่งหญ้า รวมสามหัวเมือง
33 หัวเมืองที่เป็นของคนเกอร์โชนหลายตระกูลนั้น รวมกันมีสิบสามหัวเมืองพร้อมทุ่งหญ้า
34 เขาให้หัวเมืองจากเผ่าเศบูลุนแก่ตระกูลคนเมรารี คือคนเลวีที่เหลืออยู่ มีเมืองโยกเนอัมพร้อมทุ่งหญ้า เมืองคารทาห์พร้อมทุ่งหญ้า
35 เมืองดิมนาห์พร้อมทุ่งหญ้า เมืองนาหะลาลพร้อมทุ่งหญ้า รวมสี่หัวเมือง
36 และจากเผ่ารูเบนมีเมืองเบเซอร์พร้อมทุ่งหญ้า เมืองยาฮาสพร้อมทุ่งหญ้า
37 เมืองเคเดโมทพร้อมทุ่งหญ้า เมืองเมฟาอัทพร้อมทุ่งหญ้า รวมสี่หัวเมือง
38 และจากเผ่ากาดมีเมืองราโมทในกิเลอาดพร้อมทุ่งหญ้า เป็นเมืองลี้ภัยของผู้ฆ่าคน เมืองมาหะนาอิมพร้อมทุ่งหญ้า
39 เมืองเฮชโบนพร้อมทุ่งหญ้า เมืองยาเซอร์พร้อมทุ่งหญ้า รวมทั้งหมดเป็นสี่หัวเมือง
40 เมืองซึ่งเป็นของคนเมรารีตามตระกูล ซึ่งเป็นตระกูลคนเลวีที่เหลืออยู่นั้น เมืองที่เป็นส่วนแบ่งของเขาทั้งหมดมีสิบสองหัวเมือง
41 หัวเมืองของคนเลวี ซึ่งอยู่ท่ามกลางกรรมสิทธิ์ของคนอิสราเอลนั้น รวมทั้งหมดมีสี่สิบแปดหัวเมืองพร้อมทุ่งหญ้าประจำเมือง
42 เมืองเหล่านี้แต่ละเมืองมีทุ่งหญ้าล้อมรอบ ทุกเมืองก็มีอย่างนี้
43 ดังนี้แหละพระเจ้าประทานแผ่นดินทั้งสิ้นแก่คนอิสราเอล ดังที่พระองค์ทรงปฏิญาณว่าจะให้แก่บรรพบุรุษของเขา เมื่อเขาทั้งหลายยึดแล้วก็เข้าไปตั้งบ้านเมืองอยู่ที่นั่น
44 และพระเจ้าประทานให้เขามีความสงบอยู่ ทุกด้านดังที่พระองค์ทรงปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของเขา ไม่มีศัตรูสักคนเดียวยืนหยัดต่อสู้เขาได้ พระเจ้าทรงมอบศัตรูของเขาให้อยู่ในกำมือของเขาทั้งสิ้นแล้ว
45 สรรพสิ่งอันดีทุกอย่างซึ่งพระเจ้าทรงสัญญาต่อประชาชน อิสราเอลนั้นก็ไม่ขาดสักสิ่งเดียวสำเร็จทั้งสิ้น

โยชูวา 22
1 คราวนั้นโยชูวาได้เรียกคนรูเบน คนกาด คนมนัสเสห์ครึ่งเผ่ามา
2 และกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า "ท่านทั้งหลายได้ทำทุกอย่าง ซึ่งโมเสสผู้รับใช้ของพระเจ้าบัญชาท่านไว้ และได้ฟังเสียงของข้าพเจ้าในสารพัดซึ่ง ข้าพเจ้าได้บัญชาท่าน
3 นานวันแล้วจนบัดนี้ ท่านมิได้ทอดทิ้งญาติพี่น้องของท่าน แต่ได้ระมัดระวังที่จะกระทำตาม พระบัญชาของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
4 บัดนี้พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ได้โปรดให้พี่น้องของท่านหยุดพักแล้ว ดังที่พระองค์ทรงสัญญาไว้กับเขา เหตุฉะนี้ท่านจงกลับบ้านของท่านเถิด ไปสู่แผ่นดินซึ่งท่านถือกรรมสิทธิ์ซึ่ง โมเสสผู้รับใช้ของพระเจ้ายกให้ ท่านที่ฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนนั้น
5 แต่จงระวังให้มากที่จะปฏิบัติตามพระบัญญัติ และกฎหมายซึ่งโมเสสผู้รับใช้ของพระเจ้าบัญชาท่านไว้ คือที่จะรักพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน และดำเนินในพระมรรคาทั้งสิ้นของพระองค์ และรักษาพระบัญญัติของพระองค์ และติดพันอยู่กับพระองค์ และปรนนิบัติพระองค์ด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน"
6 โยชูวาจึงได้อวยพรเขาและส่งเขากลับไป ยังบ้านของเขาทุกคน
7 ส่วนคนมนัสเสห์ครึ่ง เผ่านั้นโมเสสได้มอบให้เขาถือกรรมสิทธิ์ในเมืองบาชาน แต่อีกครึ่งเผ่านั้น โยชูวามอบให้เขามีกรรมสิทธิ์ข้างเคียงกับพี่น้องของ เขาที่ฟากแม่น้ำจอร์แดนด้านตะวันตก และเมื่อโยชูวาส่งเขากลับไปบ้านท่านได้อวยพรเขา
8 กล่าวแก่เขาว่า "จงกลับไปบ้านของท่านทั้งหลายพร้อมกับทรัพย์สมบัติมั่งคั่ง มีฝูงสัตว์มากมาย มีเงิน ทองคำ ทองสัมฤทธิ์และเหล็ก และเสื้อผ้าเป็นอันมาก จงแบ่งของที่ริบมาจากศัตรูของท่านให้แก่พี่น้องของท่าน"
9 คนรูเบน คนกาด และคนมนัสเสห์ครึ่งเผ่าได้แยกจากคนอิสราเอลที่ชิโลห์ ซึ่งอยู่ในแผ่นดินคานาอัน กลับไปบ้านของตนซึ่งอยู่ในแผ่นดินกิเลอาด เป็นแผ่นดินของเขา ซึ่งเขาได้เข้าตั้งอยู่ตามพระบัญชาของพระเจ้าโดยโมเสส
10 และเมื่อเขาทั้งหลายมาถึงท้องถิ่นที่ใกล้แม่น้ำจอร์แดนที่อยู่ ในแผ่นดินคานาอัน คนรูเบน คนกาด และคนมนัสเสห์ครึ่งเผ่า ได้สร้างแท่นบูชาแท่นหนึ่งที่ใกล้แม่น้ำจอร์แดน เป็นแท่นขนาดมหึมา
11 และคนอิสราเอลได้ยินคนพูดกัน "ดูเถิด คนรูเบน คนกาดและคนมนัสเสห์ครึ่งเผ่า ได้สร้างแท่นบูชาที่พรมแดนแผ่นดิน คานาอันในท้องถิ่นใกล้แม่น้ำจอร์แดน ในด้านที่เป็นของคนอิสราเอล"
12 และเมื่อคนอิสราเอลได้ยินเช่นนั้น ชุมนุมชนอิสราเอลทั้งหมดก็ไปรวมกันที่เมืองชิโลห์ เพื่อจะขึ้นไปทำสงครามกับเขา
13 แล้วคนอิสราเอลจึงใช้ฟีเนหัสบุตรเอเลอาซาร์ปุโรหิต ไปยังคนรูเบน คนกาด และคนมนัสเสห์ครึ่งเผ่าในแผ่นดินกิเลอาด
14 พร้อมกับเจ้านายสิบคน คนหนึ่งจากแต่ละเผ่าในอิสราเอล ทุกคนเป็นหัวหน้าครอบครัวในตระกูลของอิสราเอล
15 เมื่อเขามาถึงคนรูเบน คนกาด และคนมนัสเสห์ครึ่งเผ่าในแผ่นดินกิเลอาด เขาก็กล่าวแก่พวกเหล่านั้นว่า
16 "ชุมนุมชนทั้งสิ้นของพระเจ้ากล่าวดังนี้ว่า 'ท่านทั้งหลายได้กระทำการทรยศอะไรเช่นนี้ต่อพระเจ้า ของอิสราเอลหนอ ซึ่งในวันนี้ท่านทั้งหลายได้หันกลับจากติดตามพระเจ้า โดยท่านได้สร้างแท่นบูชาสำหรับตัวเป็นการกบฏต่อพระเจ้า ในวันนี้
17 กรรมบาปซึ่งเราทำที่เมืองเปโอร์นั้นยังไม่พอเพียงหรือ ซึ่งจนกระทั่งวันนี้ เรายังชำระตัวของเราให้สะอาดไม่หมดเลย และซึ่งเป็นเหตุให้ภัยพิบัติเกิดแก่ชุมนุมชนของ พระเจ้า
18 ในวันนี้ท่านทั้งหลายจะหันไปเสียจากการติดตามพระเจ้าหรือ ถ้าท่านทั้งหลายกบฏต่อพระเจ้าในวันนี้ พระองค์จะทรงกริ้วต่อชุมนุมชนอิสราเอล ทั้งหมดในวันในพรุ่ง
19 แต่ถ้าแผ่นดินของท่านไม่สะอาดจงข้าม ไปในแผ่นดินของพระเจ้า ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งพลับพลาของพระเจ้า และมาถือกรรมสิทธิ์อยู่ท่ามกลางพวกเราเถิด ขอแต่เพียงอย่ากบฏต่อพระเจ้าหรือกบฏต่อเรา โดยที่ท่านทั้งหลายสร้างแท่นบูชาสำหรับตัวนอกจาก แท่นบูชาแห่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราทั้งหลาย
20 อาคานบุตรเศราห์ได้ประพฤติอสัตย์ใน เรื่องของถวายนั้นไม่ใช่หรือ พระพิโรธก็ตกเหนือชุมนุมชนอิสราเอล เขามิได้พินาศแต่คนเดียวในเรื่องกรรมบาป ของเขา'"
21 ขณะนั้นคนรูเบน คนกาด และคนมนัสเสห์ครึ่งเผ่าได้ตอบผู้หัวหน้าของ ตระกูลอิสราเอลว่า
22 "องค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ คือพระเจ้าพระเยโฮวาห์ องค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์คือพระเจ้าพระเยโฮวาห์ พระองค์ทรงทราบ และอิสราเอลจะทราบเสียด้วย ถ้าว่าเป็นการกบฏหรือประพฤติอสัตย์ต่อพระเจ้า ก็ขออย่าไว้ชีวิตพวกเราในวันนี้เลย
23 ที่ว่าเราได้สร้างแท่นบูชานั้นเพื่อหันจากติดตามพระเจ้า หรือพวกเราได้สร้างไว้เพื่อถวายเครื่องเผาบูชาหรือธัญญบูชา หรือถวายสัตว์เป็นศานติบูชาบนแท่นนั้น ขอพระเจ้าทรงลงโทษเถิด
24 เปล่าเลย แต่พวกเราได้สร้างไว้ด้วยเกรงว่าในเวลาต่อไป ภายหน้าลูกหลานของท่านอาจจะกล่าวต่อลูกหลานของเราว่า 'เจ้ามีส่วนเกี่ยวพันอะไรกับพระเยโฮวาห์พระเจ้า ของอิสราเอล
25 เพราะว่าพระเจ้าทรงกำหนดแม่น้ำจอร์แดนเป็นพรมแดนระหว่าง เรากับเจ้าทั้งหลายนะ คนรูเบน และคนกาดเอ๋ย พวกเจ้าไม่มีส่วนในพระเจ้า' ดังนั้นแหละลูกหลานของท่านอาจกระทำให้ลูกหลานของ เราทั้งหลายหยุดเกรงกลัวพระเจ้า
26 เพราะฉะนั้นเราจึงว่า 'ให้เราสร้างแท่นบัดนี้ มิใช่สำหรับถวายเครื่องเผาบูชาหรือเครื่องสัตวบูชาใดๆ
27 แต่เพื่อเป็นพยานระหว่างเรากับท่านทั้งหลาย และระหว่างคนชั่วอายุต่อจากเราว่า เราทั้งหลายจะกระทำการปรนนิบัติ พระเจ้าต่อพระพักตร์ของพระองค์ด้วย เครื่องเผาบูชาและเครื่องสัตวบูชา และเครื่องศานติบูชา ด้วยเกรงว่าลูกหลานของท่านจะ กล่าวแก่ลูกหลานของเราในเวลาต่อไปว่า "เจ้าไม่มีส่วนในพระเจ้า'"
28 และเราคิดว่าถ้ามีใครพูดเช่นนี้กับเรา หรือกับชาติพันธุ์ของเราในเวลาข้างหน้า เราก็จะกล่าวว่า 'ดูเถิด นั่นเป็นแท่นจำลองของแท่นแห่งพระเจ้า ปู่ย่าตายายของเรากระทำไว้มิใช่ เพื่อถวายเครื่องเผาบูชาหรือเครื่องสัตวบูชา แต่เพื่อเป็นพยานระหว่างเรากับท่าน'
29 ขอให้เรื่องนี้ห่างจากเราเถิด คือที่จะกบฏต่อพระเจ้า และหันจากติดตามพระเจ้าเสียในวันนี้ โดยสร้างแท่นอื่นสำหรับเครื่องเผาบูชาธัญญบูชา เครื่องสัตวบูชา นอกจากแท่นพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราซึ่งตั้งอยู่ที่หน้า พลับพลาของพระองค์"
30 เมื่อฟีเนหัสปุโรหิตและเจ้านายของชุมนุมชน และหัวหน้าตระกูลของอิสราเอลที่อยู่ด้วย กันนั้นได้ยินถ้อยคำที่คนรูเบน คนกาด และคนมนัสเสห์กล่าว ก็รู้สึกเป็นที่พอใจมาก
31 ฟีเนหัสบุตรของเอเลอาซาร์ปุโรหิตจึงกล่าวแก่คนรูเบน คนกาด และคนมนัสเสห์ว่า "วันนี้เราทราบแล้วว่าพระเจ้าทรงสถิตท่ามกลางพวกเรา เพราะท่านทั้งหลายมิได้กระทำการทรยศต่อพระเจ้า ท่านได้ช่วยให้ชนอิสราเอลพ้นจากพระหัตถ์ของพระเจ้า"
32 แล้วฟีเนหัสบุตรเอเลอาซาร์ปุโรหิต และผู้หัวหน้าทั้งหลายก็กลับจากคนรูเบน และคนกาด จากแผ่นดินกิเลอาดไปยังแผ่นดินคานาอัน ไปหาคนอิสราเอลแจ้งข่าวให้เขาทราบ
33 รายงานนั้นเป็นที่พอใจคนอิสราเอลและคน อิสราเอลก็สรรเสริญพระเจ้า และไม่พูดถึงเรื่องที่จะกระทำสงครามกับเขา เพื่อทำลายแผ่นดินซึ่งคนรูเบน คนกาดได้อาศัยอยู่นั้นอีกเลย
34 คนรูเบนและคนกาดเรียกแท่นนั้นว่า แท่นพยาน เขากล่าวว่า แท่นนั้นเป็นพยานในระหว่างเราว่า พระเยโฮวาห์เป็นพระเจ้า

โยชูวา 23
1 ต่อมาอีกนานเมื่อพระเจ้าโปรด ให้อิสราเอลสงบจากการศึกศัตรูที่ล้อมรอบ และโยชูวามีอายุชราลงมาก
2 โยชูวาก็เรียกบรรดาคนอิสราเอล ทั้งพวกผู้ใหญ่ ผู้หัวหน้า ผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ และกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า "ข้าพเจ้าแก่และมีอายุมากแล้ว
3 ท่านทั้งหลายได้เห็นสารพัดซึ่งพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน ได้กระทำต่อประชาชาติเหล่านี้เพื่อเห็นแก่ท่าน เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านได้ทรงสู้รบเพื่อท่าน
4 ดูเถิด ประชาชาติที่เหลืออยู่นั้น ข้าพเจ้าได้จับฉลากแบ่ง ให้เป็นมรดกแก่เผ่าของท่านรวมกับประชาชาติทั้งหลาย ซึ่งข้าพเจ้าได้ทำลายเสีย ตั้งแต่แม่น้ำจอร์แดนจนถึงทะเลใหญ่ทางทิศตะวันตก
5 พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรง ผลักดันเขาออกไปให้พ้นหน้าท่าน และทรงขับไล่เขาให้ออกไปพ้นสายตาของท่าน และท่านจะได้ยึดครองแผ่นดินของเขา ดังที่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงสัญญาไว้ต่อท่าน
6 เพราะฉะนั้นจงมั่นคงในการที่จะรักษา และกระทำตามสิ่งสารพัด ซึ่งเขียนไว้ในหนังสือธรรมบัญญัติของโมเสส เพื่อจะไม่ได้หันไปทางขวามือหรือทางซ้ายมือ
7 เพื่อว่าท่านจะมิได้ปะปนกับประชาชาติเหล่านี้ ซึ่งเหลืออยู่ท่ามกลางท่านหรือออกชื่อพระของเขา หรือสาบานในนามพระของเขา หรือปรนนิบัติพระนั้นหรือกราบลงนมัสการพระนั้น
8 แต่ท่านจงติดพันอยู่กับพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ดังที่กระทำอยู่จนถึงวันนี้
9 เพราะว่าพระเจ้าทรงขับไล่ประชาชาติที่ใหญ่โต และแข็งแรงออกไปให้พ้นหน้าท่าน ส่วนท่านเองก็ยังไม่มีผู้ใดต่อต้านท่านได้จนถึงวันนี้
10 พวกท่านคนเดียวจะขับไล่หนึ่งพันคนให้ หนีไป เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านต่อสู้เพื่อท่าน ดังที่พระองค์ทรงสัญญาไว้
11 เพราะฉะนั้นจงระวังตัวให้ดีที่จะ รักพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
12 เพราะว่าถ้าท่านหันกลับและ เข้าร่วมกับประชาชาติเหล่านี้ที่เหลืออยู่ในหมู่พวกท่าน โดยแต่งงานกับเขา คือท่านแต่งงานกับหญิงของเขา และเขาแต่งงานกับหญิงของท่าน
13 ท่านจงทราบเป็นแน่เถิดว่า พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะ ไม่ทรงขับไล่ประชาชาติเหล่านี้ออกไปให้พ้นหน้าท่าน แต่เขาจะเป็นบ่วงและเป็นกับดักท่าน เป็นหอกข้างแคร่ เป็นหนามยอกตา จนกว่าท่านจะพินาศไปจากแผ่นดินที่ดีนี้ ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่าน
14 "บัดนี้ข้าพเจ้ากำลังจะเป็นไปตามทางของโลกแล้ว ท่านทุกคนได้ทราบในจิตในใจของท่านแล้วว่าไม่มีสัก สิ่งเดียว ซึ่งพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านสัญญาเกี่ยวกับท่านแล้วล้มเหลวไป สำเร็จหมดทุกอย่าง ไม่มีสักอย่างเดียวที่ล้มเหลว
15 สิ่งสารพัดที่ดีซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้า ของท่านสัญญาเกี่ยวกับท่านได้สำเร็จเพื่อท่านฉันใด พระเจ้าก็จะทรงนำสิ่งที่ร้ายมาถึงท่านจนกว่า พระองค์จะทำลายท่านเสียจากแผ่นดินอันดีนี้ ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่านเช่นเดียวกัน
16 ถ้าท่านทั้งหลายกระทำผิดพันธสัญญาแห่ง พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ซึ่งพระองค์ทรงบัญชาท่านไว้และไปปรนนิบัติพระอื่น และกราบลงนมัสการพระนั้น แล้วพระพิโรธของพระเจ้าจะพลุ่งขึ้นต่อท่าน แล้วท่านจะพินาศไปอย่างรวดเร็วจากแผ่นดิน ที่ดีซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่าน"

โยชูวา 24
1 แล้วโยชูวาก็รวบรวม บรรดาเผ่าคนอิสราเอลมาที่เชเคม แล้วเรียกพวกผู้ใหญ่ ผู้หัวหน้า ผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ของอิสราเอล แล้วเขาก็มาปรากฏตัวต่อพระเจ้า
2 แล้วโยชูวากล่าวกับประชาชนทั้งสิ้นว่า "พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า 'ในกาลดึกดำบรรพ์ บรรพบุรุษของเจ้าอยู่ฟากตะวันออกของแม่น้ำยูเฟรติส คือเท-ราห์ บิดาของอับราฮัมและของนาโฮร์ และเขาปรนนิบัติพระอื่น
3 แล้วเราได้นำบิดาของเจ้า คือ อับราฮัมมาจากฟากตะวันออกของแม่น้ำยูเฟรติส และนำเขามาตลอดแผ่นดินคานาอัน กระทำให้ลูกหลานของเขามีมากมาย เราให้อิสอัคแก่เขา
4 เราให้ยาโคบและเอซาวแก่อิสอัค และเราได้ให้แดนเทือกเขาเสอีร์แก่เอซาวเป็น กรรมสิทธิ์ แต่ยาโคบและลูกหลานของเขา ได้ลงไปในอียิปต์
5 และเราได้ใช้โมเสสกับอาโรนมา และเราได้ให้ภัยพิบัติเกิดแก่อียิปต์ ด้วยสิ่งที่เรากระทำท่ามกลางเขานั้น และภายหลังเราได้นำเจ้าทั้งหลายออกมา
6 แล้วเราก็นำปู่ย่าตายายของเจ้า ออกจากอียิปต์และเจ้าทั้งหลายมาถึงทะเล และชาวอียิปต์ได้ไล่ตามปู่ย่าตายาย ของเจ้าทั้งหลายด้วยรถรบและพลม้ามาถึงทะเลแดง
7 และเมื่อเขาร้องทูลต่อพระเจ้า พระองค์ก็บันดาลให้ความมืดเกิด ขึ้นระหว่างเจ้าทั้งหลายและชาวอียิปต์ และกระทำให้ทะเลท่วมมิดเขา นัยน์ตาของเจ้าทั้งหลายได้เห็นสิ่งที่เรากระทำใน อียิปต์ และเจ้าทั้งหลายอยู่ในถิ่นทุรกันดาร
8 และเราก็นำเจ้าทั้งหลายมาที่แผ่นดิน ของคนอาโมไรต์ ซึ่งอยู่ที่ฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน เขาสู้รบกับเจ้าทั้งหลาย และเราได้มอบเขาไว้ในมือของเจ้าและเจ้า ทั้งหลายยึดครองแผ่นดินของเขา และเราก็ทำลายเขาให้พ้นหน้าเจ้า
9 คราวนั้นบาลาคบุตรศิปโปร์กษัตริย์เมืองโมอับได้ ลุกขึ้นต่อสู้กับอิสราเอล เขาใช้ให้ไปตามบาลาอัมบุตรเบโอร์มาให้แช่งเจ้าทั้งหลาย
10 แต่เราไม่ฟังบาลาอัม เพราะฉะนั้นเขาจึงอวยพรเจ้าทั้งหลายเรื่อยไป ดังนั้นเราจึงช่วยเจ้าให้พ้นมือของเขา
11 และเจ้าทั้งหลายข้ามแม่น้ำ จอร์แดนมาที่เมืองเยรีโค และชาวเมืองเยรีโคต่อสู้กับเจ้า และคนอาโมไรต์ คนเปริสซี คนคานาอัน คนฮิตไทต์ คนเกอร์กาชี คนฮีไวต์ และคนเยบุส และเราได้มอบเขาไว้ในมือของเจ้าทั้งหลาย
12 และเราได้ใช้ตัวต่อ ไปข้างหน้าเจ้าทั้งหลาย ซึ่งขับไล่กษัตริย์ทั้งสองของชาวอาโมไรต์ไปเสียต่อหน้าเจ้า ไม่ใช่ด้วยดาบหรือด้วยธนูของเจ้า
13 เราได้ยกแผ่นดินซึ่งเจ้าไม่ได้เหนื่อยกายบนนั้น และยกเมืองซึ่งเจ้าทั้งหลายไม่ต้องสร้างให้แก่เจ้า และเจ้าทั้งหลายได้เข้าอยู่ เจ้าได้กินผลของสวนองุ่นและสวนมะกอกเทศ ซึ่งเจ้าไม่ต้องปลูก'
14 "เหตุฉะนั้น จงยำเกรงพระเจ้าและปรนนิบัติพระองค์ด้วยความจริงใจ และด้วยความซื่อสัตย์ จงทิ้งพระเหล่านั้นซึ่งบรรพบุรุษของ ท่านได้เคยปรนนิบัติที่ฟากตะวันออกของแม่น้ำและในอียิปต์เสีย และท่านทั้งหลายจงปรนนิบัติพระเจ้า
15 และถ้าท่านไม่เต็มใจที่จะปรนนิบัติพระเจ้า ท่านทั้งหลายจงเลือกเสียในวันนี้ว่าท่านจะปรนนิบัติผู้ใด จะปรนนิบัติพระซึ่งบรรพบุรุษของท่านปรนนิบัติอยู่ใน ท้องถิ่นฟากตะวันออกของแม่น้ำยูเฟรติส หรือของคนอาโมไรต์ในแผ่นดินซึ่งท่านอาศัยอยู่ แต่ส่วนข้าพเจ้าและครอบครัวของข้าพเจ้า เราจะปรนนิบัติพระเจ้า"
16 ฝ่ายประชาชนทั้งหลายจึงตอบว่า "ซึ่งข้าพเจ้าทั้งหลายจะละทิ้งพระเจ้าไปปรนนิบัติพระอื่นนั้น ขอให้ห่างไกลจากข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด
17 เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพเจ้าทั้งหลาย พระองค์นั้นทรงนำข้าพเจ้าทั้งหลาย และปู่ย่าตายายของข้าพเจ้าขึ้นมา จากแผ่นดินอียิปต์และพ้นจากเรือนทาสนั้น และเป็นผู้ทรงกระทำหมายสำคัญยิ่งใหญ่ ในสายตาของข้าพเจ้าทั้งหลาย และทรงคุ้มครองพวกข้าพเจ้าทั้งหลายไว้ตลอด ทางที่ข้าพเจ้าได้เดินไป และท่ามกลางชนชาติทั้งหลายซึ่งข้าพเจ้าผ่านไป
18 และพระเจ้าทรงขับไล่ชนชาติทั้งหลาย ออกไปให้พ้นหน้าข้าพเจ้า คือ คนอาโมไรต์ ผู้ซึ่งอยู่ในแผ่นดินนั้น เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าทั้งหลายจะปรนนิบัติพระเยโฮวาห์ด้วย เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพเจ้าทั้งหลาย"
19 แต่โยชูวากล่าวแก่ประชาชนว่า "ท่านทั้งหลายจะปรนนิบัติพระเจ้าไม่ได้ ด้วยว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าบริสุทธิ์ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าหวงแหน พระองค์จะไม่ทรงอภัยความทรยศหรือบาปของท่าน
20 ถ้าท่านทั้งหลายละทิ้งพระเจ้าไปปรนนิบัติพระอื่น แล้วพระองค์จะทรงหันกลับและกระทำอันตรายแก่ท่าน และผลาญท่านเสีย หลังจากที่พระองค์ทรงกระทำดีต่อท่านแล้ว"
21 และประชาชนกล่าวแก่โยชูวาว่า "หามิได้ แต่ข้าพเจ้าทั้งหลายจะปรนนิบัติพระเจ้า"
22 แล้วโยชูวากล่าวแก่ประชาชนว่า "ท่านทั้งหลายเป็นพยานปรักปรำตนเองว่า ท่านได้เลือกพระเจ้า เพื่อปรนนิบัติพระองค์นะ" และเขากล่าวว่า "ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นพยาน"
23 ท่านจึงกล่าวว่า "เพราะฉะนั้นจงทิ้งพระอื่นซึ่งอยู่ในหมู่พวกท่านนั้นเสีย และโน้มจิตใจของท่านเข้าหา พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอล"
24 และประชาชนกล่าวแก่โยชูวาว่า "ข้าพเจ้าทั้งหลายจะปรนนิบัติพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของข้าพเจ้า และเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์"
25 ดังนั้นโยชูวาก็ได้กระทำพันธสัญญากับประชาชน และวางกฎเกณฑ์และกฎหมายให้แก่เขาในวันนั้นที่เมือง เชเคม
26 และโยชูวาก็จารึกถ้อยคำเหล่านี้ไว้ใน หนังสือธรรมบัญญัติของพระเจ้า และท่านได้เอาก้อนหินใหญ่ตั้งไว้ที่ใต้ต้นก่อ ที่ในสถานนมัสการแห่งพระเจ้า
27 และโยชูวากล่าวแก่ประชาชนทั้งปวงว่า "ดูเถิด ศิลาก้อนนี้จะเป็นพยานปรักปรำเราเพราะ ศิลานี้ได้ยินพระวจนะทั้งสิ้นแห่งพระเจ้า ซึ่งตรัสแก่เราจึงจะเป็นพยานปรักปรำเรา เกลือกว่าท่านจะปฏิเสธพระเจ้าของท่าน"
28 แล้วโยชูวาก็ปล่อยให้ประชาชนกลับ ไปยังที่มรดกของตนทุกคน
29 ภายหลังโยชูวาบุตรนูนผู้รับใช้ของพระเจ้าก็สิ้นชีวิต มีอายุหนึ่งร้อยสิบปี
30 และเขาก็ฝังท่านไว้ในที่ดินมรดกของท่านที่เมือง ทิมนาทเสราห์ ซึ่งอยู่ในแดนเทือกเขาแห่ง เอฟราอิมทิศเหนือของยอดเขากาอัช
31 คนอิสราเอลได้ปรนนิบัติพระเจ้าตลอดสมัยของโยชูวา และตลอดสมัยของพวกผู้ใหญ่ผู้มีอายุยืนนานกว่าโยชูวา และได้ทราบถึงพระราชกิจซึ่งพระเจ้าทรงกระทำเพื่อ อิสราเอล
32 กระดูกของโยเซฟซึ่งชนอิสราเอลนำ มาจากอียิปต์นั้น เขาฝังไว้ที่เมืองเชเคม ในส่วนที่ดินซึ่งยาโคบซื้อไว้จากบุตรหลาน ของฮาโมร์บิดาของเชเคมเป็นเงินหนึ่งร้อย แผ่นที่นี้ตกเป็นมรดกของพงศ์พันธุ์โยเซฟ
33 และเอเลอาซาร์บุตรของอาโรนก็สิ้นชีวิต และเขาฝังศพท่านไว้ที่กิบอา เมืองของฟีเนหัสบุตรของท่าน ซึ่งได้มอบไว้ให้เขาในแดนเทือกเขาเอฟราอิม


 © Copyright 2009. Christian Siam.com