Christian Siam

 

 

 

 

Christian Siam - เว็บสำหรับคนอยากรู้จักพระเจ้า

 
 :: สำหรับผู้สนใจพระเจ้า ::
Christian Siam คำถาม - คำตอบ
Christian Siam พระเยซูคือใคร
Christian Siam พระเยซูเกิดจริงหรือ?
Christian Siam เราเกิดมาทำไม
Christian Siam เราตายแล้วไปไหน
Christian Siam ทฤษฎีวิวัฒนาการ...จริง?
Christian Siam เป็นคริสเตียนได้อย่างไร
Christian Siam คำพยานชีวิต

Christian Siam
H O M E
:: สำหรับคริสเตียนใหม่ ::
:: สื่อคริสเตียนออนไลน์ ::
Christian Siam ทีวีคริสเตียน - CGNTV
Christian Siam มานาประจำวัน
Christian Siam วิทยุคริสเตียน
Christian Siam เพลงนมัสการพร้อมคอร์ด
Christian Siam เพลงจาก Youtube
 

                   CHRISTIAN
                   CHRISTIAN
                   CHRISTIAN

         CHRISTIAN SIAM.COM
         CHRISTIAN SIAM.COM
         CHRISTIAN SIAM.COM

                   CHRISTIAN
                   CHRISTIAN
                   CHRISTIAN
                   CHRISTIAN
                   CHRISTIAN
                   CHRISTIAN
                   CHRISTIAN
                   CHRISTIAN




web counter code

As of 8 Aug 08

เฉลยธรรมบัญญัติ

1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |

16 | 17 |
18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |

31 | 32 | 33 | 34

เฉลยธรรมบัญญัติ 1
1 ข้อความต่อไปนี้เป็นคำที่โมเสสกล่าว แก่คนอิสราเอลทั้งปวงที่ในถิ่นทุรกัน ดารฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน คือในอาราบาห์ ข้างหน้าสูฟระหว่างปารานและโทเฟล ลาบาน ฮาเซโรทและดีซาหับ
2 หนทางจากโฮเรบตามทางภูเขาเสอีร์ จนถึงคาเดชบารเนียนั้นเป็นทางเดินสิบเอ็ดวัน
3 ในวันที่หนึ่งเดือนที่สิบเอ็ด ปีที่สี่สิบโมเสสได้กล่าวแก่คนอิสราเอล ตามบรรดาพระดำรัสที่พระเจ้าทรงประทาน แก่ท่านเป็นพระบัญญัติให้แก่เขาทั้งหลาย
4 หลังจากที่ท่านได้ชัยชนะต่อสิโหนกษัตริย์คนอาโมไรต์ ที่อยู่เมืองเฮชโบน และโอกกษัตริย์เมืองบาชาน ผู้ซึ่งอยู่ในอัชทาโรท ณ ตำบลเอเดรอีนั้นแล้ว
5 โมเสสได้เริ่มอธิบายธรรมบัญญัตินี้ที่ในแผ่นดิน โมอับฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนว่า
6 "พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราได้ตรัส สั่งเราทั้งหลายที่โฮเรบว่า 'เจ้าทั้งหลายได้พักที่ภูเขานี้นานพอแล้ว
7 เจ้าทั้งหลายจงหันไปเดินตามทางที่ ไปยังแดนเทือกเขาของคนอาโมไรต์ และที่ใกล้เคียงกันในอาราบาห์ และในแดนเทือกเขาและในเนินเชเฟลาห์ ในเนเกบและที่ฝั่งทะเล แผ่นดินของคนคานาอัน และที่เลบานอนจนถึงแม่น้ำใหญ่ คือแม่น้ำยูเฟรติส
8 ดูเถิด เราได้ตั้งแผ่นดินนั้นไว้ตรงหน้าเจ้าทั้งหลาย เจ้าทั้งหลายจงเข้าไปยึดครองแผ่นดิน ซึ่งพระเจ้าทรงสัญญากับบรรพบุรุษของเจ้า คืออับราฮัม อิสอัค และยาโคบ ว่าจะให้แก่เขาทั้งหลายและแก่เผ่าพันธุ์ของเขาด้วย'
9 "ครั้งนั้นข้าพเจ้าได้บอกท่านทั้งหลายว่า 'ข้าพเจ้าผู้เดียวแบกพวกท่านทั้งหลายไม่ไหว
10 พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านได้ทรง ให้ท่านทั้งหลายทวีมากขึ้น และดูเถิด ทุกวันนี้พวกท่านทั้งหลายมีจำนวนมากดุจดวงดาวทั้งหลาย ในท้องฟ้า
11 ขอพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของท่านทั้งหลาย ทรงกระทำให้ท่านทั้งหลายทวีขึ้นพันเท่า และทรงอำนวยพระพรแก่ท่าน ดังที่พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้แก่ท่านทั้งหลายแล้วนั้น
12 ข้าพเจ้าคนเดียวจะแบกท่านทั้งหลายผู้เป็นภาระ และเป็นความยากลำบากและการทุ่มเถียงของท่าน ทั้งหลายอย่างไรได้
13 จงเลือกคนที่มีปัญญา มีความรู้และเจนงานตามเผ่าของท่านทั้งหลาย และข้าพเจ้าจะตั้งเขาให้เป็นหัวหน้าของท่านทั้งหลาย'
14 ท่านทั้งหลายได้ตอบข้าพเจ้าว่า 'สิ่งที่ท่านกล่าวนั้นดีแล้วควรที่ข้าพเจ้าทั้งหลายจะกระทำ'
15 ข้าพเจ้าจึงได้เลือกหัวหน้าจากทุกเผ่า ซึ่งเป็นคนมีปัญญาและเจนงาน ตั้งไว้เป็นใหญ่เหนือท่านทั้งหลาย ให้เป็นนายพัน นายร้อย นายห้าสิบ นายสิบ และพนักงานต่างๆ ตามเผ่าของท่าน
16 ครั้งนั้นข้าพเจ้าได้กล่าวกำชับพวก ตุลาการของท่านทั้งหลายว่า 'จงพิจารณาคดีของพี่น้องและตัดสิน ความตามยุติธรรมระหว่างชายคนหนึ่งและพี่น้องของตน หรือคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่กับท่าน
17 ท่านทั้งหลายอย่าลำเอียงในการพิพากษา จงฟังผู้น้อยและผู้ใหญ่ให้เหมือนกัน ท่านทั้งหลายอย่ากลัวหน้ามนุษย์เลย เพราะการพิพากษานั้นเป็นการของพระเจ้า และคดีใดที่ยากจงนำมาให้ข้าพเจ้าข้าพเจ้า จะพิจารณาเอง'
18 ครั้งนั้นข้าพเจ้าได้สั่งท่านทั้งหลาย ถึงบรรดาสิ่งที่ท่านทั้งหลายควรกระทำ
19 "เราได้ออกไปจากโฮเรบ เดินทะลุถิ่นทุรกันดารใหญ่อันเป็น ที่น่ากลัวตามที่ท่านทั้งหลายได้เห็นนั้น เดินไปตามแดนเทือกเขาของคนอาโมไรต์ ดังที่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราได้ตรัสสั่งเราไว้ และเรามาถึงคาเดชบารเนีย
20 และข้าพเจ้าได้กล่าวแก่ท่านทั้งหลายว่า 'ท่านทั้งหลายมาถึงแดนเทือกเขาของคนอาโมไรต์แล้ว เป็นที่ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราประทานแก่ เราทั้งหลาย
21 ดูเถิด พระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่าน ได้ทรงตั้งแผ่นดินนั้นไว้ตรงหน้าท่านแล้ว จงขึ้นไปยึดแผ่นดินนั้น ดังที่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของ บรรพบุรุษของพวกท่านได้ตรัสสั่งไว้ อย่ากลัวหรืออย่าตกใจไปเลย'
22 แล้วท่านทั้งหลายทุกคนได้เข้ามาหาข้าพเจ้า พูดว่า 'ให้เราทั้งหลายใช้คนไปก่อนเรา และสอดแนมดูแผ่นดินนั้นแทนเรา นำข่าวเรื่องทางที่เราจะต้องขึ้นไป และเรื่องหัวเมืองที่เราจะไปนั้นมาให้เรา'
23 เรื่องนั้นข้าพเจ้าเห็นดีด้วย ข้าพเจ้าจึงได้เลือกสิบสองคนมาจากท่านทั้งหลายเผ่าละคน
24 แล้วคนเหล่านั้นได้หันไปขึ้นแดนเทือกเขา มาถึงห้วยชื่อ เอชโคล์ และสอดแนมดูที่นั่น
25 เขาทั้งหลายได้เก็บผลไม้เมืองนั้นติดมือมาให้เรา ทั้งหลายและนำข่าวมาให้เราว่า 'ที่ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราประทานแก่เรา นั้นเป็นแผ่นดินที่ดี'
26 "แต่กระนั้นท่านทั้งหลายก็ไม่ยอมขึ้นไป กลับขัดขืนพระบัญชาของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย
27 และท่านทั้งหลายได้บ่นอยู่ในเต็นท์ของตน และว่า 'เพราะพระเจ้าทรงชังพวกเรา พระองค์จึงทรงพาเราทั้งหลายออกมาจากแผ่นดินอียิปต์ จะได้มอบเราไว้ในมือคนอาโมไรต์เพื่อจะทำลายเราเสีย
28 เราทั้งหลายจะขึ้นไปที่ไหนเล่า พวกพี่น้องของเราได้ทำอกใจของเราให้ ฝ่อท้อถอยไปโดยที่ว่า "คนเหล่านั้นใหญ่กว่าและสูงกว่าพวกเราอีก เมืองเหล่านั้นก็ใหญ่มีกำแพงสูงเทียมฟ้า และยิ่งกว่านั้นเราได้เห็นพวกคนอานาคอยู่ที่นั่นด้วย'"
29 แล้วข้าพเจ้าจึงได้พูดกับท่านทั้งหลายว่า 'อย่าครั่นคร้ามหรือกลัวเขาเลย
30 พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านผู้นำหน้าท่านทั้งหลาย พระองค์จะทรงต่อสู้เผื่อท่านทั้งหลาย ดังที่พระองค์ได้ทรงกระทำให้แก่ท่าน ทั้งหลายในอียิปต์ต่อหน้าต่อตาท่านทั้งหลาย
31 และในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งในที่นั้นพวกท่านได้เห็นพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านทรงอุ้มชูพวกท่าน ดังพ่ออุ้มลูกของตนตลอดทางที่ท่านได้ไปนั้น จนท่านทั้งหลายได้มาถึงที่นี่'
32 แต่อย่างไรก็ตาม ท่านทั้งหลายมิได้เชื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย
33 ผู้ได้ทรงนำทางข้างหน้าท่าน เพื่อจะหาที่ให้ท่านทั้งหลายตั้งเต็นท์ของท่าน เป็นไฟในกลางคืน เพื่อโปรดให้ท่านทั้งหลายเห็นทางที่ควรจะไป และเป็นเมฆในกลางวัน
34 "พระเจ้าได้ทรงสดับเสียงคำพูดของท่านทั้งหลาย จึงทรงกริ้วและสาบานว่า
35 'แท้จริงจะไม่มีผู้ใดในชาติพันธุ์ที่ชั่วนี้ สักคนเดียวที่จะได้เห็นแผ่นดินดีนั้น ที่เราได้สัญญาว่าจะให้แก่บรรพบุรุษของเจ้าทั้งหลาย
36 เว้นแต่คาเลบบุตรเยฟุนเนห์ เขาจะเห็นเมืองนั้น และเราจะให้แผ่นดินที่เขาได้เหยียบนั้นแก่เขาและแก่ลูกหลาน เพราะเขาได้ตามพระเจ้าอย่างสุดใจ'
37 เพราะเหตุท่านทั้งหลายพระเจ้าก็ทรงพิโรธเราด้วย ตรัสว่า 'เจ้าจะไม่ได้เข้าไปในที่นั้นด้วยเหมือนกัน
38 โยชูวาบุตรนูนผู้ยืนอยู่ตรงหน้าเจ้า จะได้เข้าไป จงสนับสนุนเขา เพราะเขาจะพาคนอิสราเอลไปถือกรรมสิทธิ์พื้นดินนั้น
39 ยิ่งกว่านั้นเด็กเล็กของเจ้าทั้งหลายที่เจ้าทั้งหลาย ว่าจะตกเป็นเหยื่อ และเด็กของเจ้าที่ในวันนี้ยังไม่รู้จักผิดและชอบ จะได้เข้าไปที่นั่น เราจะให้แผ่นดินนั้นแก่เขา และเขาจะถือกรรมสิทธิ์อยู่ที่นั่น
40 แต่ฝ่ายเจ้าทั้งหลายจงกลับเดินเข้าถิ่นทุรกันดาร ตามทางที่ไปสู่ทะเลแดงเถิด'
41 "ครั้งนั้นท่านทั้งหลายได้ตอบข้าพเจ้าว่า 'เราทั้งหลายได้กระทำบาปต่อพระเจ้าแล้ว เราทั้งหลายจะขึ้นไปสู้รบตามพระดำรัส ที่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราทั้งหลายได้ตรัสสั่งนั้น' และท่านทั้งหลายได้คาดอาวุธเตรียมตัวไว้ทุกคน คิดว่าที่จะขึ้นไปยังแดนเทือกเขานั้นเป็นเรื่องง่าย
42 พระเจ้าตรัสสั่งข้าพเจ้าว่า 'จงกล่าวแก่คนทั้งหลายนั้นว่า อย่าขึ้นไปสู้รบเลย เกรงว่าเจ้าทั้งหลายจะแพ้ศัตรู เพราะเรามิได้อยู่ท่ามกลางเจ้าทั้งหลาย'
43 ข้าพเจ้าจึงได้กล่าวแก่ท่านดังนั้น และท่านทั้งหลายไม่เชื่อฟัง แต่ได้ขัดขืนพระบัญชาของพระเจ้า มีใจองอาจและได้ขึ้นไปที่แดนเทือกเขานั้น
44 และคนอาโมไรต์ที่อยู่ในแดนเทือกเขานั้น ได้ออกมาต่อสู้และไล่ตีท่านทั้งหลายดุจฝูงผึ้งไล่ และได้ฆ่าท่านทั้งหลายในตำบลเสอีร์จนถึงโฮรมาห์
45 และท่านทั้งหลายกลับมาร้องไห้ต่อพระเจ้า แต่พระเจ้ามิได้ทรงฟังเสียงร้อง หรือเงี่ย พระโสตฟังท่านทั้งหลาย
46 ท่านทั้งหลายจึงพักอยู่ที่คาเดชหลายวันตามวัน ที่ท่านทั้งหลายได้อยู่นั้น

เฉลยธรรมบัญญัติ 2

1 "ครั้งนั้นเราทั้งหลายได้กลับ เดินเข้าถิ่นทุรกันดารตามทางที่ไปสู่ทะเลแดง ตามที่พระเจ้าตรัสสั่งข้าพเจ้า และเราทั้งหลายได้เดินเวียนภูเขาเสอีร์หลายวัน
2 แล้วพระเจ้าตรัสสั่งข้าพเจ้าว่า
3 'เจ้าทั้งหลายได้เดินเวียนที่แดนเทือกเขานี้นานพอแล้ว จงหันไปเดินทางทิศเหนือเถิด
4 และจงบัญชาคนทั้งปวงว่า เจ้าทั้งหลายจวนจะเดินผ่านเขตแดนเมืองพี่น้องของเจ้า คือลูกหลานของเอซาวที่อยู่ตำบลเสอีร์แล้ว และเขาทั้งหลายจะกลัวพวกเจ้า ฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงระวังตัว
5 อย่าต่อสู้เขา เพราะเราจะไม่ให้ที่ของเขาแก่เจ้าเลย จะไม่ให้ที่ดินแม้เพียงฝ่าเท้าเหยียบได้ ด้วยว่าภูเขาเสอีร์นั้นเราได้ให้เอซาวยึดครองแล้ว
6 เจ้าทั้งหลายจงเอาเงินซื้อเสบียงอาหารจาก เขาเพื่อจะได้กิน และจงเอาเงินซื้อน้ำจากเขาด้วยเพื่อจะได้ดื่ม
7 เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกเจ้า ได้อำนวยพระพรแก่บรรดาการที่มือของพวกเจ้าได้กระทำ พระองค์ทรงทราบทางที่เจ้าได้เดินในถิ่นทุรกันดารใหญ่นี้ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกเจ้าได้อยู่กับเจ้าสี่สิบปี นี้มาแล้ว พวกเจ้ามิได้ขัดสนสิ่งใดเลย'
8 แล้วเราทั้งหลายได้เดินเลยไป เลยไปจากพี่น้องของเราพวกลูกหลานเอซาวผู้อยู่ที่เสอีร์ ไปจากทางอาราบาห์จากเอลัทและจากเอซีโอนเกเบอร์ "และเราได้เลี้ยวไปเดินตามทางถิ่นทุรกันดารโมอับ
9 และพระเจ้าได้ตรัสกับเราว่า 'เจ้าทั้งหลายอย่าราวีพวกโมอับหรือ สู้รบกับเขาเลย เพราะเราจะไม่ให้ที่ของเขาแก่เจ้าเพื่อยึดครอง ด้วยเราได้ให้ที่ตำบลอาร์นั้นแก่พงศ์พันธุ์โลทให้ปกครองแล้ว'
10 (แต่ก่อนคนเอมิมอยู่ที่นั่น เป็นชนชาติใหญ่และมาก และสูงอย่างคนอานาค
11 คนเหล่านี้ได้ชื่ออีกว่าเรฟาอิม เหมือนคนอานาค แต่คนโมอับเรียกชื่อพวกนี้ว่าเอมิม
12 เมื่อก่อนพวกโฮรีได้อยู่ที่เสอีร์ด้วย แต่ลูกหลานเอซาวได้มาอยู่แทนเขา และได้ทำลายเขาเสียให้พ้นหน้า และได้อาศัยอยู่ในที่ของเขา เหมือนพวกอิสราเอลได้กระทำแก่เมืองที่พระเจ้า ประทานให้เขายึดครองนั้น)
13 'บัดนี้เจ้าทั้งหลายจงยกเดินข้ามห้วย เศเรด' เราทั้งหลายจึงข้ามห้วย เศเรด
14 และนับตั้งแต่เรามาจากคาเดชบารเนีย จนถึงได้ข้ามลำธารเศเรดนั้นได้สามสิบแปดปี จนสิ้นชาติพันธุ์นั้น คือคนทั้งหลายที่จะออกทัพได้นั้นตายหมด ตามที่พระเจ้าทรงสัญญากับเขาไว้
15 แท้จริงพระหัตถ์พระเจ้าได้ทรงต่อสู้เขา ทรงทำลายเขาจากท่ามกลางค่าย จนเขาทั้งหลายศูนย์เสียหมด
16 "เหตุฉะนั้นเมื่อคนที่ออกทัพได้ มาตายเสียหมดจากท่ามกลางคนเหล่านั้นแล้ว
17 พระเจ้าได้ตรัสแก่ข้าพเจ้าว่า
18 'วันนี้เจ้าทั้งหลายจะเดินข้าม ตำบลอาร์เขตแดนของคนโมอับ
19 และเมื่อเข้าใกล้แนวหน้าของคนอัมโมน อย่าราวีหรือรบกับเขาเลย เพราะเราจะไม่ให้ที่อยู่ของลูกหลานคนอัมโมนแก่ เจ้าให้ยึดครองเลย ด้วยเราได้ให้ที่นั่นแก่พงศ์พันธุ์โลทเป็นผู้ยึดครองแล้ว'
20 _(_ทั้งที่นั่นก็นับว่าเป็นแผ่นดินของพวกเรฟาอิม แต่ก่อนคนเรฟาอิมได้อยู่ในนั้น แต่คนอัมโมนได้เรียกชื่อของเขาว่าศัมซุมมิม
21 คนเหล่านั้นใหญ่และมาก และสูงอย่างคนอานาค แต่พระเจ้าได้ทรงทำลายเขาเสียให้พ้นหน้า และพวกอัมโมนได้เข้ายึดที่ของเขาและตั้งอยู่แทน
22 เหมือนพระองค์ได้ทรงกระทำให้แก่พวกลูกหลาน เอซาวผู้อยู่ที่เสอีร์ เมื่อพระองค์ทรงทำลายพวกโฮรีเสียให้พ้นหน้า และเขาได้ยึดที่ของพวกโฮรีแล้วตั้งอยู่แทนจนทุกวันนี้
23 ส่วนพวกอัฟวิมที่อยู่ในชนบทจนถึงกาซา คนคัฟโทร์ซึ่งมาจากตำบลคัฟโทร์ ก็ได้ทำลายเขาและตั้งอยู่แทน)
24 'พวกเจ้าจงลุกเดินทางไปข้ามลุ่มแม่น้ำอารโนน ดูเถิด เราได้มอบสิโหนชาวอาโมไรต์ผู้เป็นกษัตริย์เมืองเฮชโบน และเมืองของเขาไว้ในมือของพวกเจ้า เจ้าทั้งหลายจงตั้งต้นยึดเมืองนั้นและสู้รบกับเขา
25 ตั้งแต่วันนี้ไปเราจะให้ชนชาติทั้งหลายทั่วใต้ฟ้า ครั่นคร้ามต่อพวกเจ้าและกลัวเจ้า คนประเทศผู้จะได้ยินข่าวเรื่อง เจ้าจะกลัวตัวสั่นและมีความระทมเพราะเจ้า'
26 "ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงใช้ผู้สื่อสารจากถิ่นทุรกันดาร เคเดโมทไปเฝ้าสิโหนกษัตริย์เมืองเฮชโบนนั้น ทูลถ้อยคำอันสันติว่า
27 'ขอให้ข้าพเจ้าเดินข้ามแผ่นดินของท่าน ข้าพเจ้าจะเดินไปตามทางหลวง จะไม่เลี้ยวไปทางขวามือหรือทางซ้ายมือเลย
28 ขอท่านได้ขายเสบียงเอาเงินของข้าพเจ้า เพื่อข้าพเจ้าจะมีอาหารกิน และขอขายน้ำเอาเงินของข้าพเจ้า เพื่อข้าพเจ้าจะได้ดื่ม ขอให้ข้าพเจ้าเดินเท้าข้ามประเทศของท่านเท่านั้น
29 ดุจพวกลูกหลานเอซาวที่อยู่ตำบลเสอีร์ และพวกโมอับที่อยู่ตำบลอาร์ ได้กระทำแก่ข้าพเจ้านั้น จนข้าพเจ้าจะข้ามแม่น้ำจอร์แดน เข้าไปในประเทศที่พระเยโฮวาห์พระเจ้า ของข้าพเจ้าทั้งหลายได้ทรงประทานแก่ข้าพเจ้า'
30 แต่สิโหนกษัตริย์เมืองเฮชโบน ไม่ยอมให้เราทั้งหลายข้ามประเทศของท่าน เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่าน ได้ทรงกระทำจิตใจของสิโหนให้กระด้าง กระทำใจของท่านให้แข็งไป เพื่อจะได้ทรงมอบเขาไว้ในมือของ พวกท่านดังเป็นอยู่ทุกวันนี้
31 และพระเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าว่า 'ดูเถิด เราได้เริ่มมอบสิโหนและเมืองของเขาไว้กับเจ้า จงเข้ายึดครองที่นั่นเพื่อเจ้าจะได้แผ่นดินของ เขาเป็นกรรมสิทธิ์'
32 แล้วสิโหนยกออกมาต่อสู้กับเรา ทั้งท่านและพลโยธาทั้งหลายของท่านที่ตำบลยาฮาส
33 และพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราทั้งหลายได้ทรง มอบท่านไว้ในมือของเรา และเราได้ตีทำลายท่านกับโอรสและพลโยธา ทั้งหลายของท่านเสีย
34 ครั้งนั้นเราได้ยึดเมืองทั้งปวงของท่าน และเราได้ทำลายทุกๆเมืองเสียสิ้น เราทำลายผู้ชายผู้หญิงและเด็กทั้งหลาย ในทุกเมืองไม่ให้มีเหลือเลย
35 แต่ฝูงสัตว์เราได้ยึดมาเป็นของเรา ทั้งของริบได้ในเมืองเหล่านั้นที่เราตีมา
36 ตั้งแต่อาโรเออร์ที่อยู่ริมลุ่มน้ำอารโนนและตั้งแต่ เมืองที่อยู่ในลุ่มแม่น้ำนั้นจนถึงเมืองกิเลอาด ไม่มีเมืองใดที่ต่อต้านเราได้ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราได้ทรงมอบทั้งหมด ไว้ในมือของเรา
37 แต่ท่านทั้งหลายมิได้เข้าใกล้แผ่นดินคนอัมโมน คือฝั่งแม่น้ำยับบอกและเมืองที่อยู่บนภูเขา และที่ใดๆซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราตรัสห้ามเรานั้น

เฉลยธรรมบัญญัติ 3
1 "เราทั้งหลายจึงได้หันไปขึ้นทางสู่เมืองบาชาน แล้วโอกกษัตริย์เมืองบาชานก็ออกมาสู้รบกับเรา ตัวโอกเองและพลโยธาของท่านมารบกับเรา ที่ตำบลเอเดรอี
2 แต่พระเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าว่า 'เจ้าอย่ากลัวเขาเลย เพราะเราจะมอบเขากับพลโยธาทั้งหมดของเขาและ แผ่นดินของเขาไว้ในมือของเจ้า เจ้าจะกระทำแก่เขาเหมือนเจ้าได้กระทำแก่สิโหนกษัตริย์ของ คนอาโมไรต์ซึ่งอยู่ตำบลเฮชโบนนั้น'
3 พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราจึงได้ทรงมอบไว้ในมือของเรา ทั้งโอกกษัตริย์เมืองบาชาน และพลโยธาทั้งหลายของท่านและเราทั้งหลายได้ฆ่าตี เขาจนไม่มีเหลือ
4 ครั้งนั้นเราทั้งหลายได้ตีเอาบ้านเมืองทั้งหลายของเขา จนไม่มีเหลือสักเมืองเดียว ซึ่งเราไม่ได้ยึดมารวมหกสิบเมืองดินแดนอารโกบทั้งหมด ซึ่งเป็นราชอาณาจักรของโอกกษัตริย์เมืองบาชาน
5 บรรดาเมืองเหล่านี้เป็นเมืองที่มีกำแพงสูงโดยรอบ มีประตู มีดาลประตู และยังมีชนบทอีกมากที่ไม่มีกำแพง
6 เราได้ตีทำลายสิ้น ได้ทำลายทุกๆเมืองเสียสิ้น รวมทั้งผู้ชายผู้หญิงและเด็กทั้งหลาย เหมือนเราได้ทำลายชีวิตสิโหนกษัตริย์เมืองเฮชโบนนั้น
7 แต่ฝูงสัตว์ทั้งหมดและของริบได้ในเมืองเหล่านั้น เราได้ยึดมาเป็นของเรา
8 ครั้งนั้นเราได้ยึดแผ่นดินเสียจากมือของกษัตริย์ทั้งสอง ของคนอาโมไรต์ ผู้อยู่ฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนตั้งแต่ลุ่มแม่น้ำ อารโนนถึงภูเขาเฮอร์โมน
9 (ภูเขาเฮอร์โมนนั้นชาวไซดอนเรียกชื่อว่าสีรีออน และชาวอาโมไรต์เรียกชื่อว่าเสนีร์)
10 คือเมืองทั้งหลายในที่ราบสูงและกิเลอาดทั้งหมด และบาชานทั้งหมด จนถึงสาเลคาห์และเอเดรอี ซึ่งเป็นหัวเมืองแห่งราชอาณาจักรโอกในเมืองบาชาน
11 (ด้วยยังเหลืออยู่แต่โอกกษัตริย์เมืองบาชานซึ่งเป็นพวกเรฟาอิม ดูเถิด เตียงนอนของท่านทำด้วยเหล็ก เตียงนอนนั้นไม่อยู่ที่เมืองรับบาห์แห่งคนอัมโมนดอกหรือ ยาวตั้งเก้าศอก กว้างสี่ศอกขนาดศอกคนเรา) ตั้งอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน
12 "แผ่นดินนี้ที่เราตีได้ครั้งนั้น คือตั้งแต่อาโรเออร์ซึ่งอยู่ริมลุ่มน้ำอารโนน และแดนเทือกเขากิเลอาดกึ่งหนึ่งกับหัวเมืองทั้งหลายเหล่านั้น เราก็ได้ให้แก่เผ่ารูเบนและเผ่ากาด
13 ส่วนกิเลอาดที่ยังเหลืออยู่กับเมืองบาชานทั้งหมด ซึ่งเป็นแผ่นดินของโอก คือดินแดนอารโกบทั้งหมด เราก็ได้ให้ไว้กับครึ่งหนึ่งของคนเผ่ามนัสเสห์ (ทั้งหมดเมืองบาชานนั้นเรียกว่าดินแดนของพวกเรฟาอิม
14 ยาอีร์คนเผ่ามนัสเสห์ก็ตีได้ดินแดนอารโกบทั้งหมด คือเมืองบาชาน จนถึงเขตแดนเมืองชาวเกชูร์ และเมืองตระกูลมาอาคาห์) และได้เรียกชื่อเมืองเหล่านั้นตามชื่อของตนว่า ฮาวโวทยาอีร์ จนถึงทุกวันนี้
15 เมืองกิเลอาดนั้นเราให้แก่มาคีร์
16 แก่เผ่ารูเบนและกาดนั้นเราให้ตำบลตั้งแต่กิเลอาด ถึงลุ่มน้ำอารโนน ถือเอากลางลุ่มน้ำเป็นแดนเรื่อยมาถึงแม่น้ำยับบอก อันเป็นแดนของคนอัมโมน
17 ทั้งแถบอาราบาห์ด้วย มีแม่น้ำจอร์แดนเป็นพรมแดนตั้งแต่ทะเลคินเนเรท จนถึงทะเลแห่งอาราบาห์ คือทะเลเค็ม ที่ราบแถบเนินเขาปิสกาห์ซึ่งอยู่ทิศตะวันออก
18 "ครั้งนั้นข้าพเจ้าได้บัญชาท่านทั้งหลายว่า 'พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านได้ทรงให้ ท่านทั้งหลายยึดครองแผ่นดินนี้ ทแกล้วทหารทั้งสิ้นของท่าน จงถืออาวุธยกข้ามไปก่อนคนอิสราเอลผู้เป็นพี่น้องของท่าน
19 แต่ภรรยาของท่าน บุตรเล็กๆทั้งหลายของท่าน กับฝูงสัตว์ของท่าน (เพราะข้าพเจ้าทราบอยู่แล้วว่า ท่านทั้งหลายมีฝูงสัตว์เป็นอันมาก) จงอยู่ในเขตเมืองที่เรายกให้นั้นก่อน
20 กว่าพระเจ้าจะโปรดให้พี่น้องของ ท่านได้หยุดพักเหมือนได้ประทานแก่ท่านแล้ว จนเขาทั้งหลายจะยึดครองแผ่นดิน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่เขา ที่ฟากตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน แล้วท่านทั้งหลายต่างจึงจะกลับมายังที่อยู่ของตน ซึ่งข้าพเจ้าได้ให้แก่ท่านทั้งหลาย'
21 ครั้งนั้นข้าพเจ้าได้สั่งโยชูวาว่า 'นัยน์ตาของท่านได้เห็นบรรดากิจการซึ่งพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านทั้งหลายได้ทรงกระทำแก่กษัตริย์ทั้งสองนั้นแล้ว ดังนั้นพระเจ้าจะทรงกระทำแก่เมืองทั้งปวงซึ่งท่าน จะข้ามไปอยู่เช่นเดียวกัน
22 ท่านทั้งหลายอย่าได้กลัวเขาเลย เพราะ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน พระองค์นั้นทรงสู้รบเพื่อท่านทั้งหลาย'
23 "ครั้งนั้นข้าพเจ้าได้อ้อนวอนพระเจ้าว่า
24 'ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้า พระองค์เพิ่งทรงสำแดงอานุภาพและ ฤทธิ์พระหัตถ์ของพระองค์แก่ผู้รับใช้ของพระองค์ เพราะมีพระเจ้าองค์ไหนเล่าในสวรรค์ ในแผ่นดินโลกซึ่งอาจกระทำตามการสำคัญ และการอิทธิฤทธิ์ดังพระองค์ได้
25 ขอพระองค์ทรงโปรดอนุญาตให้ข้าพระองค์ ข้ามไปดูแผ่นดินอันดีที่อยู่ฟากตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน ดูแดนเทือกเขางดงามและเลบานอนด้วย'
26 แต่พระเจ้าได้พิโรธต่อข้าพเจ้า เพราะท่านทั้งหลายเป็นเหตุ พระองค์จึงมิได้ทรงโปรดและพระเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าว่า 'พอแล้วเจ้าอย่าได้พูดกับเราด้วยเรื่องนี้ต่อไปเลย
27 เจ้าจงขึ้นไปถึงยอดปิสกาห์และเพ่งตาของเจ้า ดูทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันออก แลดูแผ่นดินนั้นด้วยนัยน์ตาของเจ้า เพราะเจ้าจะข้ามแม่น้ำจอร์แดนนี้ไปไม่ได้เลย
28 แต่เจ้าจงกำชับโยชูวา จงสนับสนุนและชูใจของเขาให้เข้มแข็ง เพราะเขาจะต้องนำหน้าชนชาตินี้ข้ามไป และจะให้เขาทั้งหลายเข้าถือกรรมสิทธิ์ใน แผ่นดินที่เจ้าแลเห็นนั้น'
29 ฉะนั้นเราทั้งหลายจึงยับยั้งอยู่ ในหุบเขาตรงหน้าเบธเปโอร์

เฉลยธรรมบัญญัติ 4
1 "บัดนี้ โอคนอิสราเอลทั้งหลาย จงฟังกฎเกณฑ์และกฎหมายซึ่งข้าพเจ้าสอนท่านทั้งหลาย จงประพฤติตามเพื่อท่านทั้งหลายจะมีชีวิตอยู่ และเข้าไปยึดครองแผ่นดิน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของท่านทรงประทาน แก่ท่าน
2 ท่านทั้งหลายอย่าเสริมเติมคำที่ข้าพเจ้าได้บัญชาท่านไว้ และอย่าตัดออก เพื่อท่านทั้งหลายจะรักษา พระบัญญัติของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ซึ่งข้าพเจ้าได้บัญชาท่าน
3 นัยน์ตาของท่านทั้งหลายได้เห็นการซึ่งพระเจ้าทรงกระทำ เพราะเหตุพระบาอัลเปโอร์แล้ว ด้วยว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายได้ทรง ทำลายบรรดาคนที่ติดตามพระบาอัลเปโอร์จากท่ามกลางท่าน
4 แต่ท่านทั้งหลายผู้ได้ยึดพระเยโฮวาห์พระเจ้าของ ท่านทั้งหลายมั่นคงอยู่ ทุกคนได้มีชีวิตอยู่ถึงวันนี้
5 ดูเถิด ข้าพเจ้าได้สั่งสอนกฎเกณฑ์และกฎหมายแก่ท่าน ดังที่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพเจ้าได้ทรงบัญชา ข้าพเจ้าไว้ เพื่อท่านทั้งหลายจะกระทำตามในแผ่นดิน ซึ่งท่านทั้งหลายกำลังเข้าไปยึดครองนั้น
6 จงรักษากฎเหล่านั้นและกระทำตาม เพราะกระทำเช่นนั้นจะแสดงสติปัญญาและ ความเข้าใจของท่านทั้งหลายต่อหน้าชนชาติทั้งหลาย เมื่อคนเหล่านั้นได้ยินถึงกฎเกณฑ์เหล่านี้แล้ว เขาจะกล่าวว่า 'แท้จริงประชาชาติใหญ่นี้เป็นชนชาติที่มีปัญญาและมี ความเข้าใจ'
7 เพราะมีประชาชาติใหญ่ชาติใดเล่าซึ่งมีพระเจ้าอยู่ ใกล้ตน อย่างกับพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกเราทรงอยู่ใกล้เรา ในเมื่อเราร้องทูลต่อพระองค์
8 และมีประชาชาติใหญ่ชาติใดเล่า ซึ่งมีกฎเกณฑ์และกฎหมายอันชอบธรรมอย่างกับ ธรรมบัญญัตินี้ซึ่งข้าพเจ้าได้ตั้งไว้ต่อหน้าท่านทั้งหลายในวันนี้
9 "แต่จงระวังตัว และรักษาจิตวิญญาณของตัวให้ดี เกรงว่าพวกท่านจะลืมสิ่งซึ่งนัยน์ตาได้เห็นนั้น และเกรงว่าสิ่งเหล่านั้นจะประลาตเสียจากใจของ ท่านตลอดวันคืนแห่งชีวิตของพวกท่าน จงกระทำให้ลูกของพวกท่านและหลานของพวกท่าน ทราบเรื่องเหล่านี้ว่า
10 ในวันนั้นที่พวกท่าน ได้ยืนอยู่ต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่านที่โฮเรบ พระเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าว่า 'จงรวมประชากรให้เข้ามาหน้าเรา เพื่อเราจะให้เขาได้ยินคำของเรา เพื่อเขาทั้งหลายจะได้ฝึกตนที่จะ ยำเกรงเราตลอดวันคืนที่เขามีชีวิตอยู่ในโลก และเพื่อว่าเขาจะได้สอนลูกหลานของเขาด้วย'
11 ท่านทั้งหลายได้เข้ามาใกล้ยืนอยู่ที่เชิงภูเขา และภูเขานั้นมีเพลิงลุกขึ้นถึงท้องฟ้ามีความมืด เมฆ และความมืดคลุ้มคลุมอยู่
12 แล้วพระเจ้าตรัสกับท่านทั้งหลายออกมาจากท่ามกลางเพลิง ท่านทั้งหลายได้ยินสำเนียงพระวจนะแต่ไม่เห็นรูปสัณฐาน มีแต่พระสุรเสียงเท่านั้น
13 และพระองค์ทรงประกาศพันธสัญญาของพระองค์แก่ท่าน ซึ่งพระองค์ทรงบัญชาให้ท่านทั้งหลายปฏิบัติตามคือ พระบัญญัติสิบประการ และพระองค์ทรงจารึกไว้บนศิลาสองแผ่น
14 ในครั้งนั้นพระเจ้าทรงบัญชาให้ข้าพเจ้า สั่งสอนกฎเกณฑ์และกฎหมายแก่ท่านทั้งหลาย เพื่อท่านทั้งหลายจะได้กระทำตาม ในแผ่นดินซึ่งท่านกำลังจะข้ามไปยึดครองนั้น
15 "เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงระวังตัวให้ดี เพราะในวันนั้นพวกท่านไม่เห็นสัณฐาน อันใดเมื่อพระเจ้าตรัสกับท่านทั้งหลายที่ โฮเรบจากท่ามกลางเพลิง
16 จงระวังเถิด เกรงว่าท่านทั้งหลายจะหลงทำรูปเคารพแกะสลัก สำหรับตัวท่านทั้งหลาย เป็นสัณฐานสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นรูปตัวผู้หรือตัวเมีย
17 เหมือนสัตว์เดียรัจฉานอย่างใดในโลก เหมือนนกที่มีปีกบินไปในอากาศ
18 เหมือนสิ่งใดๆที่คลานอยู่บนดิน เหมือนปลาอย่างใดที่อยู่ในน้ำใต้แผ่นดินโลก
19 และจงระวังให้ดีเกรงว่าพวกท่านเงยหน้าขึ้นดู ท้องฟ้าและเมื่อท่านเห็นดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว คือบริวารของท้องฟ้า พวกท่านจะถูกเหนี่ยวรั้งให้นมัสการและปรนนิบัติ สิ่งเหล่านั้น เป็นสิ่งซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่านทรงแบ่งแก่ชนชาติทั้งหลาย ทั่วใต้ฟ้าทั้งสิ้น
20 แต่พระเจ้าทรงเลือกท่านทั้งหลายและ นำท่านออกมาจากเตาเหล็กคือจากอียิปต์ ให้เป็นประชากรในกรรมสิทธิ์ของพระองค์ อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
21 ยิ่งกว่านั้น เพราะท่านทั้งหลายเป็นเหตุ พระเจ้าทรงพระพิโรธต่อข้าพเจ้า และทรงปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะไม่ได้ข้ามแม่น้ำจอร์แดนและข้าพเจ้า จะไม่ได้เข้าไปในแผ่นดินดี ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย ประทานแก่ท่านให้เป็นมรดก
22 แต่ข้าพเจ้าจะตายเสียในแผ่นดินนี้ ข้าพเจ้าจะไม่ได้ข้ามแม่น้ำจอร์แดนแต่ ท่านทั้งหลายจะได้ข้ามไปและถือแผ่นดินดีนั้นเป็นกรรมสิทธิ์
23 จงระวังตัวให้ดี เกรงว่าท่านทั้งหลายจะลืมพันธสัญญา ของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย ซึ่งพระองค์ทรงกระทำไว้แก่ท่าน และสร้างรูปเคารพเป็นสัณฐานสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายทรงห้ามไว้นั้น
24 เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านเป็นเพลิงที่เผาผลาญ เป็นพระเจ้าผู้ทรงหวงแหน
25 "เมื่อพวกท่านมีลูกและมีหลานและได้อยู่ใน แผ่นดินนั้นช้านาน และถ้าท่านหลงกระทำรูปเคารพเป็นสัณฐานสิ่งใด และกระทำชั่วในสายพระเนตรพระเยโฮวาห์พระเจ้า ของท่านทั้งหลาย เป็นที่ขัดเคืองพระทัยพระองค์
26 ข้าพเจ้าขออัญเชิญฟ้าและดินมาเป็น พยานกล่าวโทษท่านในวันนี้ว่า ท่านทั้งหลายจะพินาศอย่างสิ้นเชิงจากแผ่นดิน ซึ่งท่านทั้งหลายกำลังจะข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปยึดครองนั้น ท่านจะไม่ได้อยู่ในแผ่นดินนั้นนาน แต่ท่านจะถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง
27 และพระเจ้าจะทรงกระทำให้ท่านทั้งหลายกระจัดกระจาย ไปอยู่ท่ามกลางชนชาติทั้งหลาย และท่านทั้งหลายจะเหลือจำนวนน้อยในท่ามกลางประชาชาติ ซึ่งพระเจ้าทรงขับไล่ให้ท่านเข้าไปอยู่นั้น
28 ณ ที่นั่นท่านทั้งหลายจะปรนนิบัติพระที่ทำด้วยไม้ และศิลา เป็นงานที่มือคนทำไว้ ซึ่งไม่ดู ไม่ฟัง ไม่รับประทาน ไม่ดมกลิ่น
29 แต่ ณ ที่นั่นแหละท่านทั้งหลายจะแสวงหา พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ถ้าพวกท่านค้นหาพระองค์ด้วยสุดจิตและสุดใจ พวกท่านจะพบพระองค์
30 เมื่อพวกท่านมีความทุกข์ลำบาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้มาถึงท่าน ในกาลภายหลัง พวกท่านจะกลับมาหาพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน และเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์
31 เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย เป็นพระเจ้าผู้ทรงกอปรด้วยพระเมตตา พระองค์จะไม่ทรงละทิ้งหรือทำลายท่านทั้งหลายหรือลืม พันธสัญญา ซึ่งพระองค์ทรงกระทำไว้กับบรรพบุรุษของท่านโดยการปฏิญาณ
32 "เพราะบัดนี้จงถามดูเถอะว่าในกาลวันที่ล่วงมาแล้วนั้น คือวันที่อยู่ก่อนท่านทั้งหลาย ตั้งแต่วันที่พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ไว้บนโลก และถามดูจากฟ้าข้างนี้ถึงฟ้าข้างโน้นว่า เคยมีเรื่องใหญ่โตอย่างนี้เกิดขึ้นบ้างหรือ หรือเคยได้ยินถึงเรื่องอย่างนี้บ้างหรือ
33 มีชนชาติใดได้ยินพระสุรเสียง ของพระเจ้าตรัสออกมาจากกลางเพลิง ดังที่ท่านได้ยินและยังมีชีวิตอยู่ได้
34 หรือมีพระเจ้าองค์ใดได้ทรงเพียรพยายามไปนำประชาชาติ หนึ่งจากท่ามกลางอีกประชาชาติหนึ่งด้วยการลองใจ ด้วยการทำหมายสำคัญ ด้วยการอัศจรรย์ ด้วยการสงคราม ด้วยพระหัตถ์ทรงฤทธิ์และด้วยพระกรที่ทรงเหยียดออกและ ด้วยเหตุน่ากลัวยิ่ง ตามซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายทรงกระทำ เพื่อท่านในอียิปต์ต่อหน้าต่อตาท่าน
35 ที่ได้ทรงสำแดงแก่ท่านทั้งหลาย นั้นก็เพื่อท่านจะได้ทราบว่า พระเยโฮวาห์ทรงเป็นพระเจ้า นอกจากพระองค์แล้ว ไม่มีพระเจ้าอื่นใดอีกเลย
36 พระองค์ทรงโปรดให้พวกท่าน ได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์จากฟ้า เพื่อว่าท่านจะอยู่ในวินัยปกครอง พระองค์ทรงโปรดให้ท่านเห็นเพลิงใหญ่ของพระองค์ในโลก และพวกท่านได้ยินพระวจนะของพระองค์จากกองเพลิง
37 และเพราะพระองค์ทรงรักบรรพบุรุษของพวกท่าน และทรงเลือกพงศ์พันธุ์ของเขาทั้งหลาย และทรงพาท่านออกจากอียิปต์ด้วยพระองค์เอง ด้วยเดชานุภาพยิ่งใหญ่ของพระองค์
38 ทรงขับไล่ประชาชาติที่ใหญ่กว่า และมีกำลังมากกว่าพวกท่าน เสียให้พ้นหน้าท่านและนำท่านเข้ามา และทรงประทานแผ่นดินของเขาให้ แก่ท่านเป็นมรดกดังทุกวันนี้
39 เหตุฉะนั้นจงทราบเสียในวันนี้ และตรึกตรองอยู่ในใจว่าพระเยโฮวาห์เป็นพระเจ้าในฟ้า สวรรค์เบื้องบนและบนแผ่นดินเบื้องล่างหามีพระเจ้า อื่นใดอีกไม่เลย
40 เพราะฉะนั้นพวกท่านจงรักษากฎเกณฑ์ และพระราชบัญญัติของพระองค์ ซึ่งข้าพเจ้าได้บัญชาแก่ท่านในวันนี้ เพื่อท่านและลูกหลานที่เกิดมาภายหลังท่านจะไปดีมาดี และวันคืนของท่านจะยืนนานอยู่ในแผ่นดิน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่านประทาน แก่ท่านเป็นนิตย์นั้น"
41 แล้วโมเสสกำหนดหัวเมืองทางทิศตะวันออก ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้นสามหัวเมือง
42 เพื่อผู้ใดที่ฆ่าคนจะได้หลบหนีไปอยู่ที่นั่น คือผู้ที่ฆ่าเพื่อนบ้านโดยมิได้เจตนา โดยมิได้เป็นศัตรูกันมาแต่ก่อน และเมื่อหนีไปอยู่ในเมืองนี้เมืองใดเมืองหนึ่งก็จะรอดชีวิต
43 หัวเมืองเหล่านี้คือเมืองเบเซอร์อยู่ในถิ่นทุรกันดาร บนที่ราบสูงสำหรับคนเผ่ารูเบน และเมืองราโมทที่กิเลอาดสำหรับคนเผ่ากาด และเมืองโกลานในบาชานสำหรับคนเผ่ามนัสเสห์
44 ต่อไปนี้เป็นธรรมบัญญัติที่โมเสสได้ตั้งไว้ต่อคนอิสราเอล
45 เหล่านี้เป็นพระโอวาท เป็นกฎเกณฑ์และกฎหมาย ซึ่งโมเสสกล่าวแก่คนอิสราเอลเมื่อเขาออกจากอียิปต์
46 ฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนที่หุบเขาตรงข้าม เบธเปโอร์ ในแผ่นดินของสิโหนกษัตริย์คนอาโมไรต์ ผู้อยู่ที่เฮชโบนซึ่งโมเสสและคนอิสราเอล ได้ตีพ่ายไปครั้งเมื่อออกมาจากอียิปต์
47 คนอิสราเอลได้เข้ายึดแผ่นดินของ ท่านและแผ่นดินของโอกกษัตริย์เมืองบาชาน เป็นกษัตริย์สองพระองค์ของคนอาโมไรต์ ผู้อยู่ทางทิศตะวันออกฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้น
48 ตั้งแต่อาโรเออร์ ที่อยู่ริมลุ่มน้ำอารโนน ไปจนถึงภูเขาสีรีออน (คือเฮอร์โมน)
49 รวมกับอาราบาห์ทั้งหมด ซึ่งอยู่ฟากตะวันออกของ แม่น้ำจอร์แดนไกลไปจนถึงทะเลอาราบาห์ ที่ราบแถบเนินเขาปิสกาห์

เฉลยธรรมบัญญัติ 5

1 โมเสสได้เรียกคนอิสราเอลทั้งหมดเข้ามาแล้ว กล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า "ดูก่อน คนอิสราเอล ท่านทั้งหลายจงฟังกฎเกณฑ์และกฎหมายซึ่งข้าพเจ้ากล่าว ให้เข้าหูของท่านทั้งหลายในวันนี้ เพื่อท่านทั้งหลายจะได้จดจำ และกระทำตามด้วยความระมัดระวัง
2 พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราทรงกระทำพันธสัญญา กับเราทั้งหลายที่โฮเรบ
3 มิใช่พระเจ้าจะทรงกระทำพันธสัญญากับ บรรพบุรุษของเราทั้งหลายเท่านั้น แต่ทรงกระทำกับเรา คือเราทั้งหลายผู้มีชีวิตอยู่ที่นี่ในวันนี้
4 พระเจ้าตรัสกับท่านทั้งหลายที่ภูเขานั้นจาก ท่ามกลางเพลิงหน้าต่อหน้า
5 ครั้งนั้นข้าพเจ้ายืนอยู่ระหว่างพระเจ้ากับท่านทั้งหลาย เพื่อจะประกาศพระวจนะของพระเจ้าแก่ท่านทั้งหลาย เพราะท่านทั้งหลายกลัวเพลิง จึงมิได้ขึ้นไปบนภูเขา พระองค์ตรัสว่า
6 "'เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า ผู้ได้นำเจ้าออกจากแผ่นดินอียิปต์ออกจากแดนทาส
7 "'อย่ามีพระเจ้าอื่นนอกเหนือจากเรา
8 "'อย่าทำรูปเคารพสำหรับตนเป็นรูปสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งมีอยู่ในฟ้าเบื้องบน หรือซึ่งมีอยู่ที่แผ่นดินเบื้องล่าง หรือซึ่งมีอยู่ในน้ำใต้แผ่นดิน
9 อย่ากราบไหว้หรือปรนนิบัติรูปเหล่านั้น ด้วยเราคือ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าเป็นพระเจ้าหวงแหน ให้โทษบิดาตกทอดไปถึงลูกหลานของผู้ที่ชัง เรากระทั่งสามชั่วสี่ชั่วอายุ
10 แต่แสดงความรักมั่นคงต่อคนที่รักเราและปฏิบัติ ตามบัญญัติของเรากระทั่งพันชั่วอายุ
11 "'อย่าออกพระนามพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าอย่างไม่สมควร ด้วยผู้ที่กล่าวพระนามของพระองค์อย่างไม่สมควรนั้น พระเจ้าจะทรงถือว่าไม่มีโทษหามิได้
12 "'จงถือวันสะบาโต ถือเป็นวันบริสุทธิ์ ดังที่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าทรงบัญชาไว้แก่เจ้า
13 จงทำการงานทั้งสิ้นของเจ้าหกวัน
14 แต่วันที่เจ็ดนั้นเป็นสะบาโต แห่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า ในวันนั้นอย่ากระทำงานสิ่งใดๆ คือเจ้าเอง หรือบุตราบุตรีของเจ้า หรือทาสทาสีของเจ้า หรือโคของเจ้า หรือลาของเจ้า หรือสัตว์ใช้ใดๆของเจ้า หรือแขกที่อยู่ในเมืองของเจ้า เพื่อทาสทาสีของเจ้าจะได้หยุดพักอย่างเจ้า
15 จงระลึกว่าเจ้าเคยเป็นทาสอยู่ในแผ่นดินอียิปต์ และพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าได้พาเจ้าออกมาจากที่นั่น ด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์และด้วยพระกรที่เหยียดออก เหตุฉะนี้พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าได้ทรงบัญชาให้เจ้ารักษาวันสะบาโต
16 "'จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้า ดังที่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าทรงบัญชาเจ้าไว้ เพื่อเจ้าจะมีชีวิตยืนนาน และเจ้าจะไปดีมาดีในแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าประทานให้แก่เจ้า
17 "'อย่าฆ่าคน
18 "'อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา
19 "'อย่าลักทรัพย์
20 "'อย่าเป็นพยานเท็จใส่ร้ายเพื่อนบ้าน
21 "'อย่าโลภภรรยาของเพื่อนบ้าน และอย่าอยากได้บ้านของเพื่อนคือไร่นา ทาส ทาสี วัว ลา หรือสิ่งใดๆซึ่งเป็นของของเพื่อนบ้าน'
22 "พระวจนะเหล่านี้พระเจ้า ได้ตรัสแก่ชุมนุมชนทั้งปวงของท่านที่ภูเขา ออกมาจากท่ามกลางเพลิงเมฆ และความมืดคลุ้มหนาทึบ ด้วยพระสุรเสียงอันดัง และมิได้ทรงเพิ่มเติมสิ่งใดอีก และพระองค์ทรงจารึกไว้บน แผ่นศิลาสองแผ่นและประทานแก่ข้าพเจ้า
23 "เมื่อท่านทั้งหลายได้ยินพระสุรเสียงออกมาจากความมืด ขณะเมื่อภูเขานั้นมีเพลิงลุกอยู่ ท่านทั้งหลายเข้ามาหาข้าพเจ้า คือหัวหน้าเผ่าของท่านทั้งหมด และพวกผู้ใหญ่ของท่าน
24 และท่านทั้งหลายกล่าวว่า 'ดูเถิด พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราได้ทรงสำแดง พระสิริและความใหญ่ยิ่งของพระองค์ และเราได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์จากท่ามกลางเพลิง ในวันนี้เราได้เห็นพระเจ้าตรัสกับมนุษย์ และมนุษย์ยังคงชีวิตอยู่ได้
25 เหตุฉะนี้เราทั้งหลายจะต้องตายเสียทำไม เพราะเพลิงใหญ่ยิ่งนี้จะเผาผลาญเรา ถ้าเราได้ยินพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราอีก เราก็จะต้องตาย
26 เพราะในบรรดามนุษย์ทั้งหลาย ใครเล่าผู้ได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ตรัส ออกมาจากท่ามกลางเพลิงอย่างที่เราได้ยิน และยังมีชีวิตอยู่ได้
27 ท่านจงเข้าไปใกล้ และฟังทุกสิ่งซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราตรัส และนำพระวจนะที่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราตรัส แก่ท่านนั้นมากล่าวแก่เราทั้งหลาย และเราทั้งหลายจะฟังและกระทำตาม'
28 "เมื่อท่านทั้งหลายพูดกับข้าพเจ้านั้น พระเจ้าทรงทราบถ้อยคำของท่านทั้งหลาย และพระเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าว่า 'เราได้ยินถ้อยคำของชนชาติซึ่งเขาพูดกับเจ้าแล้ว ซึ่งเขาพูดกับเจ้าเช่นนั้นก็ดีอยู่
29 โอ อยากให้มีจิตใจเช่นนี้อยู่เสมอไปหนอ คือที่จะยำเกรงเราและรักษาบัญญัติทั้งสิ้นของเรา เขาทั้งหลายก็จะสุขเจริญอยู่ตลอดชั่วลูกหลานของเขาเป็นนิตย์
30 จงกลับไปบอกแก่เขาว่า "เจ้าจงกลับไปเต็นท์ของเจ้าทุกคนเถิด"
31 แต่ตัวเจ้า จงยืนอยู่ที่นี่ใกล้เรา และเราจะบอกข้อบัญญัติและกฎเกณฑ์และกฎหมายทั้งสิ้นแก่เจ้า ซึ่งเจ้าจะต้องสอนเขาทั้งหลายเพื่อเขาทั้งหลายจะกระทำตาม ในแผ่นดินซึ่งเราให้เขายึดครองนั้น'
32 เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงระวังที่จะกระทำดังที่ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายได้ทรงบัญชาไว้นั้น ท่านทั้งหลายอย่าหันไปทางขวามือหรือทางซ้ายเลย
33 ท่านจงดำเนินตามวิถีทางทั้งสิ้นซึ่งพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านได้ทรงบัญชาท่านไว้เพื่อท่านจะมี ชีวิตอยู่และเพื่อท่านจะไปดีมาดี และมีชีวิตยืนนานอยู่ในแผ่นดินซึ่งท่านจะยึดครองนั้น

เฉลยธรรมบัญญัติ 6

1 "ต่อไปนี้เป็นบัญญัติ กฎเกณฑ์และกฎหมายซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย ทรงบัญชาให้สอนท่าน เพื่อท่านทั้งหลายจะได้กระทำตามในแผ่นดินซึ่งท่านจะ ข้ามไปยึดครองนั้น
2 เพื่อว่าพวกท่านจะได้ยำเกรงพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านโดย รักษากฎเกณฑ์และพระบัญญัติของพระองค์ทั้งสิ้น ซึ่งข้าพเจ้าบัญชาท่าน ทั้งตัวท่านและบุตรหลานของท่าน ตลอดวันคืนแห่งชีวิตของท่าน เพื่อว่าวันคืนของพวกท่านจะได้ยืนยาว
3 โอ คนอิสราเอลทั้งหลาย เหตุฉะนั้นขอจงฟัง และจงระวังที่จะกระทำตามเพื่อพวกท่านจะไปดีมาดี และเพื่อท่านทั้งหลายจะทวีมากยิ่งนัก ในแผ่นดินที่มีน้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์ ดังที่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษ ของท่านได้ทรงสัญญากับท่าน
4 "โอ คนอิสราเอล จงฟังเถิดพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราทั้งหลาย เป็นพระเจ้าเดียว
5 พวกท่านจงรักพระเยโฮวาห์พระเจ้า ของท่านด้วยสุดจิตสุดใจและสิ้นสุดกำลังของท่าน
6 และจงให้ถ้อยคำที่ข้าพเจ้า บัญชาพวกท่านในวันนี้อยู่ในใจของท่าน
7 และพวกท่านจงอุตส่าห์ สอนถ้อยคำเหล่านั้นแก่บุตรหลานของท่าน เมื่อท่านนั่งอยู่ในเรือน เดินอยู่ตามทาง และนอนลงหรือลุกขึ้น จงพูดถึงถ้อยคำนั้น
8 จงเอาถ้อยคำเหล่านี้พันไว้ที่มือของท่านเป็นหมายสำคัญ และจงจารึกไว้ที่หว่างคิ้วของท่าน
9 และเขียนไว้ที่เสาประตูเรือน และที่ประตูของท่าน
10 "เมื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่านจะ พาท่านมาถึงแผ่นดินซึ่ง พระองค์ทรงปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของท่าน คือแก่อับราฮัม อิสอัค และยาโคบ ว่าจะให้แก่ท่าน มีหัวเมืองใหญ่โตและดีซึ่งท่านไม่ได้สร้าง
11 และเรือนที่มีของดีเต็ม ซึ่งพวกท่านมิได้สะสมไว้ และบ่อขังน้ำที่ท่านมิได้ขุดและสวนองุ่นกับสวนมะกอกเทศ ซึ่งท่านมิได้ปลูกไว้และเมื่อท่านได้รับประทานก็อิ่มหนำ
12 แล้วจงระวังกลัวว่าพวกท่านจะลืมพระเยโฮวาห์ผู้ทรง พาท่านออกจากแผ่นดินอียิปต์ออกจากแดนทาสนั้น
13 พวกท่านจงยำเกรงพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ท่านจงปรนนิบัติพระองค์ และสาบานโดยออกพระนามของพระองค์
14 ท่านทั้งหลายอย่าติดตามพระอื่น ซึ่งเป็นพระของชนชาติทั้งหลายที่อยู่ล้อมรอบท่าน
15 เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่าน ผู้ทรงสถิตท่ามกลางท่าน เป็นพระเจ้าหวงแหน กลัวว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่านจะทรงพิโรธต่อท่าน และทำลายท่านเสียจากพื้นแผ่นดินโลก
16 "อย่าทดลองพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านทั้งหลาย ดังที่ได้ทดลองพระองค์ที่มัสสาห์
17 ท่านทั้งหลายจงอุตส่าห์รักษาพระบัญญัติ ของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน และพระโอวาทของพระองค์และกฎเกณฑ์ของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงบัญชาท่านไว้
18 พวกท่านจงกระทำการ ที่ชอบและที่ดีในสายพระเนตรพระเจ้า เพื่อพวกท่านจะไปดีมาดี และเพื่อท่านจะได้เข้าไปยึดครองแผ่นดินที่ดีซึ่งพระเจ้า ทรงปฏิญาณที่จะประทานแก่บรรพบุรุษของท่าน
19 โดยขับไล่ศัตรูทั้งสิ้นของท่านออกไปให้พ้นหน้าพวกท่าน ดังที่พระเจ้าทรงบัญชาไว้
20 "เมื่อเวลาต่อไป บุตรของท่านจะถามท่านว่า 'พระโอวาท กฎเกณฑ์และกฎหมายซึ่งพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของเราทั้งหลายได้บัญชา ท่านทั้งหลายไว้นั้นมีความหมายว่ากระไร'
21 แล้วท่านจะตอบบุตรของท่านว่า เราเป็นทาสของฟาโรห์อยู่ในอียิปต์ และพระเจ้าได้ทรงพาเราออกมา จากอียิปต์ด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์
22 และพระเจ้าทรงสำแดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ทั้งที่ใหญ่โตและที่ร้ายเหนืออียิปต์ และเหนือฟาโรห์ ตลอดจนราชวงศ์ของท่าน ต่อหน้าต่อตาเราทั้งหลาย
23 แล้วพระองค์ได้ทรงพาเราออกมาจากที่นั่น เพื่อจะทรงนำเราเข้าไปในแผ่นดิน ซึ่งพระองค์ทรงปฏิญาณว่าจะประทานแก่บรรพบุรุษของเรา และประทานแผ่นดินนั้นแก่เรา
24 พระเจ้าทรงบัญชาให้เรากระทำตาม กฎเกณฑ์เหล่านี้ทั้งสิ้น คือให้ยำเกรงพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราเพื่อ เป็นผลดีแก่เราเสมอ เพื่อพระองค์จะทรงรักษาชีวิตของเราไว้ให้คงอยู่ ดังทุกวันนี้
25 ถ้าเราทั้งหลายจะระวังที่จะ กระทำตามพระบัญญัตินี้ต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา ดังที่พระองค์ทรงบัญชาเราไว้ ก็จะเป็นความชอบธรรมแก่เราทั้งหลาย'

เฉลยธรรมบัญญัติ 7
1 "เมื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ทั้งหลายจะทรงพาท่านเข้าในแผ่นดิน ซึ่งท่านทั้งหลายกำลังจะเข้ายึดครอง และกวาดไล่ประชาชาติหลายชาติให้ออกไปพ้นท่าน คือคนฮิตไทต์ คนเกอร์กาชี คนอาโมไรต์ คนคานาอัน คนเปริสซี คนฮีไวต์ และคนเยบุสเป็นเจ็ดประชาชาติ ซึ่งใหญ่โตกว่าและมีกำลังมากกว่าท่าน
2 และเมื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของ ท่านจะทรงมอบเขาทั้งหลายไว้ในมือ ของท่านและท่านจะตีเขาให้พ่ายแพ้ไปนั้น พวกท่านต้องทำลายเขาให้สิ้นทีเดียว อย่าได้กระทำพันธสัญญาใดๆกับเขาเลย และอย่ามีความเมตตาต่อเขาด้วย
3 พวกท่านอย่าสัมพันธ์กับเขาโดยการแต่งงาน อย่ายกบุตรีของท่านให้แก่บุตรชายของเขา หรือรับบุตรหญิงของเขามาให้แก่บุตรชายของท่าน
4 เพราะว่าจะทำให้บุตรชายของพวกเจ้าหันเห ไปจากเราไปปฏิบัติพระอื่นๆ พระเจ้าจะทรงพระพิโรธต่อท่านทั้งหลาย และจะทรงทำลายท่านเสียโดยเร็ว
5 แต่จงกระทำแก่เขาทั้งหลายอย่างนี้ ท่านทั้งหลายจงทำลายแท่นบูชาของเขาเสีย และหักทำลายเสาศักดิ์สิทธิ์ของเขาเสีย จงโค่นอาเชริมของเขาลงเสียและเผา รูปเคารพแกะสลักของเขาเสียด้วยไฟ
6 "เพราะว่าพวกท่านเป็นชนชาติบริสุทธิ์สำหรับพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงเลือกท่านออกจากชนชาติ ทั้งหลายที่อยู่บนพื้นโลก ให้มาเป็นชนชาติในกรรมสิทธิ์ของพระองค์
7 ที่พระเจ้าทรงรักและทรงเลือกท่านทั้งหลายนั้น มิใช่เพราะท่านทั้งหลายมีจำนวนมากกว่าประชาชนชาติอื่น ด้วยว่าในบรรดาชนชาติทั้งหลาย ท่านเป็นจำนวนน้อยที่สุด
8 แต่เพราะพระเจ้าทรงรักท่านทั้งหลาย และพระองค์ทรงรักษาคำปฏิญาณซึ่งพระองค์ทรงปฏิญาณไว้ กับบรรพบุรุษของท่านทั้งหลาย พระเจ้าจึงทรงพาท่านทั้งหลายออกมาด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ และทรงไถ่ท่านทั้งหลายให้พ้นจากแดนทาส จากหัตถ์ฟาโรห์กษัตริย์อียิปต์
9 เหตุฉะนี้พึงทราบเถิดว่า พระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่านเป็นพระเจ้า เป็นพระเจ้าสัตย์ซื่อผู้ทรงรักษาพันธสัญญาและความรักมั่นคง ต่อบรรดาผู้ที่รักพระองค์และรักษาพระบัญญัติของพระองค์ ถึงพันชั่วอายุคน
10 และทรงตอบแทนผู้ที่เกลียดชังพระองค์ต่อตัวเขาเอง ด้วยทรงทำลายเขาเสีย พระองค์จะไม่ทรงลดหย่อนโทษผู้ที่เกลียดชังพระองค์ พระองค์จะทรงตอบแทนต่อตัวเขาเอง
11 เหตุฉะนี้พวกท่านจงระวังที่จะกระทำตามพระบัญญัติ กฎเกณฑ์และกฎหมาย ซึ่งข้าพเจ้าได้บัญชาท่านในวันนี้
12 "และเพราะท่านทั้งหลายเชื่อฟังกฎหมายเหล่านี้ รักษาและกระทำตาม พระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่านจะทรง กระทำตามพันธสัญญาและความรักมั่นคงกับท่าน ซึ่งพระองค์ทรงปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของท่าน
13 พระองค์จะทรงรักท่านอวยพระพรแก่ท่านให้จำเริญยิ่งทวีขึ้น พระองค์จะทรงอำนวยพระพรพงศ์พันธุ์ของท่านและผลแห่ง พื้นดินของท่านทั้งข้าว เหล้าองุ่นและน้ำมันของท่านทั้งหลายให้ลูกวัวและลูกแพะ แกะของท่านทวีขึ้นในแผ่นดิน ซึ่งพระองค์ทรงปฏิญาณแก่บรรพบุรุษของท่านที่จะให้แก่ท่าน
14 ท่านทั้งหลายจะได้รับพระพรเหนือชนชาติทั้งหลายหมด จะไม่มีชายหรือหญิงเป็นหมันท่ามกลางท่าน หรือในหมู่สัตว์เลี้ยงของท่านด้วย
15 และพระเจ้าจะทรงยกความเจ็บไข้ ไปเสียจากพวกท่านและโรคร้ายอย่างในอียิปต์ซึ่งท่านได้ทราบนั้น พระองค์จะไม่ทรงให้เกิดแก่ท่าน แต่จะทรงให้เกิดแก่ผู้ที่เกลียดชังพวกท่าน
16 พวกท่านจงทำลายชนชาติทั้งหลายซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่านทรงมอบให้ท่านอย่าให้นัยน์ตาของท่าน มีเมตตาต่อเขาเลย พวกท่านอย่าปฏิบัติพระของเขาเพราะการอย่างนั้นจะเป็นบ่วงดักท่านทั้งหลาย
17 "ถ้าท่านทั้งหลายจะนึกในใจว่า 'ประชาชาติเหล่านี้ใหญ่โตกว่าเรา เราจะขับไล่เขาอย่างไรได้'
18 ท่านทั้งหลายอย่ากลัวเขาเลย แต่จงระลึกถึงการที่พระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านกระทำต่อฟาโรห์และต่อชาวอียิปต์ทั้งสิ้นนั้น
19 การทดลองใหญ่ยิ่งซึ่งนัยน์ตาท่านได้เห็นแล้วทั้งหมายสำคัญ การอัศจรรย์ พระหัตถ์ทรงฤทธิ์ และพระกรที่เหยียดออก ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านได้ทรงใช้พาท่าน ทั้งหลายออกมา พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายจะทรงกระทำ ต่อชนชาติทั้งหลายที่ท่านกลัวอย่างนั้นแหละ
20 ยิ่งกว่านั้นอีกพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายจะ ทรงใช้ฝูงต่อมาท่ามกลางเขา จนกว่าผู้ที่เหลืออยู่และซ่อนตัวหลบจากท่านจะถูกทำลายสิ้น
21 พวกท่านอย่าวิตกเพราะเขา ด้วยว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้า ของพวกท่านอยู่ท่ามกลางท่าน ทรงเป็นพระเจ้ายิ่งใหญ่ที่น่ากลัว
22 พระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่านจะกวาดไล่ประชาชาติ เหล่านี้จากท่านทีละเล็กทีละน้อย ท่านอย่ากำจัดเขาเสียทันที กลัวว่าสัตว์ทุ่งจะเพิ่มแก่ท่านขึ้นมากไป
23 แต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงมอบเขาไว้ ให้ท่านทั้งหลาย และกระทำให้เขาเกิดโกลาหลใหญ่จนเขาทั้งหลายจะพินาศ
24 และพระองค์จะทรงมอบกษัตริย์ของเขาไว้ในมือของท่าน และท่านทั้งหลายจะกระทำให้ชื่อของเขาพินาศไปจากใต้ฟ้า จะไม่มีผู้ใดต่อต้านท่านทั้งหลายได้ จนกว่าท่านจะทำลาย เขาเสีย
25 ท่านทั้งหลายจงเผารูปแกะสลักอันเป็นรูปพระทั้งหลายของ เขาเสียด้วยไฟ ท่านทั้งหลายอย่าโลภอยากได้เงินหรือทองซึ่งปิดรูปพระอยู่นั้น หรือนำไปเป็นของท่าน เกรงว่าท่านจะหลงสิ่งเหล่านั้น เพราะว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นของพึงรังเกียจแด่พระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน
26 พวกท่านอย่านำสิ่งพึงรังเกียจเข้าไปในเรือนของท่าน กลัวว่าท่านจะเป็นเหมือนของนั้น พวกท่านจงรังเกียจและเกลียดมันอย่างที่สุด ด้วยเป็นของที่ต้องห้าม

เฉลยธรรมบัญญัติ 8

1 "บัญญัติทั้งสิ้นซึ่งข้าพเจ้าบัญชาท่านในวันนี้นั้น ท่านทั้งหลายจงระวังกระทำตาม เพื่อท่านทั้งหลายจะมีชีวิตและทวีมากขึ้น และเข้าไปยึดครองแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์ ทรงปฏิญาณที่จะกระทำแก่บรรพบุรุษของท่าน
2 ท่านทั้งหลายจงระลึกถึงทางซึ่งพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านทรงนำท่านอยู่ในถิ่นทุรกันดารถึงสี่สิบปี เพื่อพระองค์จะทรงกระทำให้ท่านถ่อมใจ และทดลองให้ทราบว่าจิตใจของท่านเป็นอย่างไร ดูว่าท่านจะรักษาพระบัญญัติของพระองค์หรือไม่
3 พระองค์ทรงกระทำให้ท่านถ่อมใจ และปล่อยท่านให้หิวและเลี้ยงท่านด้วยมานา ซึ่งท่านเองหรือปู่ย่าตายายของท่านก็ไม่ทราบว่าเป็นอะไร เพื่อพระองค์จะทรงกระทำให้ท่านตระหนักแก่ใจว่า มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารสิ่งเดียวก็หามิได้ แต่มนุษย์จะมีชีวิตอยู่ได้ ด้วยทุกสิ่งที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า
4 ในเวลาสี่สิบปีนั้น เสื้อผ้าของท่านก็ไม่ขาดวิ่น และเท้าของท่านก็ไม่บวม
5 ท่านทั้งหลายพึงทราบอยู่ในใจเถอะว่า พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายทรงตีสอนท่าน เหมือนกับบิดาตีสอนบุตรของตนเช่นกัน
6 เหตุฉะนั้นท่านจงรักษาพระบัญญัติของพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน โดยดำเนินตามพระมรรคาของพระองค์และเกรงกลัวพระองค์
7 เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงพาท่านเข้า ไปในแผ่นดินที่ดี เป็นแผ่นดินที่มีธารน้ำ น้ำพุ และน้ำบาดาลไหลออกมากลางหุบเขาและเนินเขา
8 แผ่นดินที่มีข้าวสาลีและข้าวบารลี เถาองุ่น มะเดื่อ ต้นทับทิม เป็นแผ่นดินที่มีต้นมะกอกเทศและน้ำผึ้ง
9 เป็นแผ่นดินที่ท่านจะรับประทานอาหารอย่างอุดม ซึ่งท่านจะไม่ขาดสิ่งใดเลย เป็นแผ่นดินที่ศิลาเป็นเหล็ก และท่านจะขุดทองแดงได้จากภูเขา
10 ท่านจะได้รับประทานอิ่มหนำ และท่านจะสรรเสริญพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่าน ในเรื่องแผ่นดินอันดีซึ่งพระองค์ประทานแก่ท่านนั้น
11 "ท่านทั้งหลายจงระวังตัวอย่าลืมพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ด้วยไม่รักษาพระบัญญัติและกฎหมายและกฎเกณฑ์ของพระองค์ ซึ่งข้าพเจ้าได้บัญชาท่านในวันนี้
12 เกรงว่า เมื่อท่านได้รับประทานอิ่มหนำ ได้สร้างบ้านเรือนดีๆ และได้อาศัยอยู่ในนั้น
13 และเมื่อฝูงวัวและฝูงแพะแกะของท่านทวีขึ้น มีเงินทองมากขึ้น และบรรดาซึ่งท่านมีอยู่ก็ทวีขึ้น
14 จิตใจของท่านทั้งหลายจะผยองขึ้น และท่านทั้งหลายก็ลืมพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านทั้งหลายผู้ทรงนำท่านทั้งหลาย ออกจากแผ่นดินอียิปต์ ออกจากแดนทาส
15 ผู้ทรงนำท่านมาตลอดถิ่นทุรกันดารใหญ่น่ากลัว ซึ่งมีงูแมวเซาและแมงป่อง และดินแห้งแล้งไม่มีน้ำ ผู้ทรงประทานน้ำจากหินแข็งให้แก่ท่าน
16 ผู้ทรงเลี้ยงท่านทั้งหลายด้วยมานาในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งปู่ย่าตายายของท่านไม่ทราบ เพื่อว่าพระองค์จะทรงกระทำให้ท่านถ่อมใจและทดลองท่าน เพื่อกระทำให้เกิดประโยชน์แก่ท่านในบั้นปลาย
17 จงระวังให้ดีเกรงว่าท่านจะนึกในใจว่า 'กำลังและเรี่ยวแรงของข้านำทรัพย์มีค่านี้มาให้'
18 ท่านทั้งหลายจงจำพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ให้กำลังแก่ท่านที่จะได้ ทรัพย์สมบัตินี้ เพื่อว่าพระองค์จะทรงดำรงพันธสัญญาซึ่งพระองค์ทรง กระทำโดยปฏิญาณต่อบรรพบุรุษของท่าน ดังวันนี้
19 และถ้าท่านลืมพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ไปติดตามพระอื่นและปฏิบัตินมัสการพระเหล่านั้น ข้าพเจ้าขอเตือนท่านจริงๆในวันนี้ว่า ท่านจะต้องพินาศเป็นแน่
20 อย่างกับบรรดาประชาชาติซึ่งพระเจ้าทรงกระทำให้ พินาศไปต่อหน้าท่าน ท่านทั้งหลายจะพินาศอย่างนั้นแหละ เพราะท่านไม่เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านทั้งหลาย

เฉลยธรรมบัญญัติ 9

1 "โอ คนอิสราเอล จงฟังเถิด ท่านกำลังจะข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปในวันนี้ เพื่อจะเข้าไปขับไล่ประชาชาติที่ใหญ่กว่า และมีกำลังมากกว่าท่าน ทั้งเมืองก็ใหญ่มีกำแพงสูงเทียมฟ้า
2 ประชาชนก็สูงใหญ่ เป็นลูกหลานของอานาค ผู้ที่ท่านทั้งหลายรู้จักแล้ว และผู้ที่ท่านได้ยินเขาพูดว่า 'ใครจะยืนหยัดต่อสู้กับลูกหลานของอานาคได้'
3 วันนี้ท่านทั้งหลายจงทราบเถอะว่า ผู้ที่ไปดังเพลิงเผาผลาญข้างหน้าท่าน นั้นคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน พระองค์จะทรงทำลายเขาและทรง กระทำให้เขาพ่ายแพ้ต่อหน้าท่าน ดังนั้นท่านจะได้ขับไล่เขาออกไป กระทำให้เขาพินาศโดยเร็ว ดังที่พระเยโฮวาห์ทรงสัญญาไว้กับท่านทั้งหลายแล้วนั้น
4 "เมื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้า ของท่านได้ขับไล่เขาออกไปต่อหน้าท่านทั้งหลายแล้ว ท่านทั้งหลายอย่านึกในใจว่า 'เพราะความชอบธรรมของข้า พระเจ้าจึงทรงนำข้ามาให้ยึดครองแผ่นดินนี้' แต่เพราะความชั่วของประชาชาติเหล่านี้ พระเจ้าจึงทรงขับไล่เขาออกไปต่อหน้าท่าน
5 ซึ่งท่านทั้งหลายกำลังเข้าไปยึดครองแผ่นดินนี้นั้น มิใช่เพราะความชอบธรรมของท่าน หรือความสัตย์ธรรม ในใจของท่าน แต่เป็นเพราะความชั่วช้าของประชาชาตินี้ ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านต้องขับไล่ เขาออกเสียต่อหน้าท่านทั้งหลาย และเพื่อว่าพระองค์จะทรงให้เป็นจริงตาม พระวจนะซึ่งพระเจ้าทรงปฏิญาณต่อบรรพบุรุษของท่าน คือต่ออับราฮัม ต่ออิสอัค และต่อยาโคบ
6 "เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายพึงทราบเถิดว่า ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ทรงประทานแผ่นดินดีนี้ให้ท่านยึดครองนั้น มิใช่เพราะความชอบธรรมของท่าน เพราะว่าท่านทั้งหลายเป็นชนชาติที่ดื้อดึง
7 จงจำไว้และอย่าลืมเสียว่า พวกท่านได้กระทำให้พระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านพิโรธที่ในถิ่นทุรกันดาร ตั้งแต่วันที่ท่านออกจากแผ่นดินอียิปต์ กระทั่งท่านมาถึงที่นี่ท่านมักกบฏต่อพระเจ้าอยู่
8 แม้ว่าที่โฮเรบท่านก็กระทำให้พระเจ้าทรงพิโรธ และพระเจ้าก็ทรงกริ้วมากถึงกับจะทำลายท่านทั้งหลายเสีย
9 เมื่อข้าพเจ้าขึ้นไปบนภูเขาเพื่อจะรับศิลาจารึก เป็นศิลาพันธสัญญาซึ่งพระเจ้ากระทำไว้กับท่าน ข้าพเจ้าอยู่บนภูเขาสี่สิบวันสี่สิบคืน ข้าพเจ้าไม่ได้รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ
10 และพระเจ้าได้ประทานศิลาจารึกสองแผ่นที่ พระองค์ทรงจารึกเองด้วยนิ้วพระหัตถ์ให้แก่ข้าพเจ้า บนศิลานั้นมีพระวจนะทั้งสิ้นซึ่งพระเจ้าได้ตรัสกับ ท่านทั้งหลายบนภูเขาจากท่ามกลางเพลิงในวันที่ประชุมกันอยู่
11 เมื่อสิ้นสี่สิบวันสี่สิบคืนแล้ว พระเจ้า ประทานศิลาสองแผ่นเป็นศิลาพันธสัญญา
12 แล้วพระเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าว่า 'จงลุกขึ้นลงไปจากที่นี่เถิด เพราะชนชาติของเจ้าซึ่งเจ้านำออกจากอียิปต์ได้หลงกระทำผิด เขาได้หันเสียจากทางซึ่งเราบัญชาเขาไว้นั้นอย่างรวดเร็ว เขาได้หล่อรูปเคารพไว้สำหรับตัวเขาทั้งหลาย'
13 "ยิ่งกว่านั้นอีกพระเจ้ายังตรัสกับข้าพเจ้าว่า 'เราได้เห็นชนชาตินี้แล้วและดูเถิด เขาทั้งหลายเป็นชนชาติที่ดื้อ
14 ขออย่าทักท้วงเรา ให้เราทำลายเขา และลบชื่อของเขาเสียจากใต้ฟ้า และเราจะตั้งเจ้าให้เป็นประชาชาติ ที่มีกำลังกว่าและใหญ่กว่าเขา'
15 ข้าพเจ้าจึงกลับลงมาจากภูเขา และภูเขานั้นก็มีเพลิงลุกอยู่ และศิลาพันธสัญญาสองแผ่นนั้นก็อยู่ในมือทั้งสองของข้าพเจ้า
16 ดูเถิด เมื่อข้าพเจ้ามองดูก็แลเห็นท่านทั้งหลายกระทำบาปต่อ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายแล้ว ท่านทั้งหลายได้หล่อรูปลูกวัวไว้สำหรับท่าน ท่านได้หันจากพระมรรคาซึ่งพระเจ้าได้บัญชา แก่ท่านอย่างรวดเร็ว
17 ข้าพเจ้าจึงยกศิลาทั้งสองแผ่นเหวี่ยงเสียจากมือทั้งสองของ ข้าพเจ้าและทำศิลาให้แตกต่อหน้าต่อตาของท่านทั้งหลาย
18 แล้วข้าพเจ้าก็กราบราบลงต่อพระเจ้าอย่างครั้งก่อน สี่สิบวันสี่สิบคืนมิได้รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ เพราะบาปที่ท่านทั้งหลายได้กระทำเป็นเหตุ คือได้กระทำความชั่วในสายพระเนตรของพระเจ้า กระทำให้พระองค์ทรงพิโรธ
19 เพราะข้าพเจ้ากลัวพระพิโรธ และความไม่พอพระทัยอย่างรุนแรง ซึ่งพระเจ้าทรงมีต่อท่าน พระองค์ก็จะทรงทำลายท่านอยู่แล้ว แต่พระเจ้าทรงฟังข้าพเจ้าในครั้งนั้นด้วย
20 พระเจ้าทรงพิโรธต่ออาโรนมากจะทำลายเขาอยู่แล้ว ในครั้งนั้นข้าพเจ้าก็อธิษฐานเผื่ออาโรนด้วย
21 แล้วข้าพเจ้าจึงเอาสิ่งที่บาปหนานั้น คือรูปลูกวัวซึ่งท่านสร้างขึ้นนั้นเผาเสียด้วยไฟแล้วทุบ แล้วบดให้เป็นผงละเอียดอย่างกับฝุ่น แล้วข้าพเจ้าก็โยนผงนั้นลงไปใน ลำธารซึ่งไหลลงมาจากภูเขา
22 "ท่านทั้งหลายได้กระทำให้พระเจ้าทรงพิโรธที่ทาเบ-ราห์ และที่มัสสาห์ และที่ขิบโรทหัทธาอาวาห์
23 และเมื่อพระเจ้าทรงใช้ท่านไปจากคาเดชบารเนีย ตรัสว่า 'จงขึ้นไปยึดครองแผ่นดินนั้นซึ่งเราได้ให้แก่เจ้า' และท่านก็กบฏต่อพระบัญญัติของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ไม่ยอมเชื่อฟังหรือประพฤติตามพระสุรเสียงของพระองค์
24 ท่านทั้งหลายเป็นคนกบฏต่อพระเจ้าเสมอ ตั้งแต่วันที่ข้าพเจ้ารู้จักท่านทั้งหลาย
25 "ข้าพเจ้าจึงกราบลงต่อพระเจ้าสี่สิบวันสี่สิบคืนนี้ เพราะพระเจ้าได้ตรัสว่าจะทรงทำลายท่านทั้งหลายเสีย
26 ข้าพเจ้าได้อธิษฐานต่อพระเจ้าว่า 'ข้าแต่พระเยโฮวาห์เจ้า ขออย่าทรงทำลายประชากรของพระองค์และ มรดกของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงไถ่เขาทั้งหลายมาด้วยความยิ่งใหญ่ เป็นคนที่พระองค์ทรงนำออกมาจากอียิปต์ด้วยพระหัตถ์ อันทรงฤทธิ์
27 ขอทรงระลึกถึงบรรดาผู้รับใช้ของพระองค์ คืออับราฮัม อิสอัค และยาโคบ ขออย่าทรงใส่พระทัยในความดื้อดึง ความชั่วร้าย หรือบาป ของชนชาตินี้
28 กลัวว่าชาวแผ่นดินซึ่งพระองค์ทรง พาข้าพระองค์ทั้งหลายจากมานั้นจะว่า "เพราะพระเจ้าไม่สามารถจะพาเขา ทั้งหลายเข้าไปในแผ่นดินซึ่งพระองค์ทรงสัญญากับเขาไว้ และเพราะว่าพระองค์ทรงเกลียดชังเขา พระองค์จึงทรงพาเขาออกมาฆ่าเสียในถิ่นทุรกันดาร"
29 เพราะว่าเขาทั้งหลายเป็นประชากรของพระองค์และเป็น มรดกของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงนำเขาออกมาด้วยเดชานุภาพยิ่งใหญ่ และด้วยพระกรที่เหยียดออกของพระองค์'

เฉลยธรรมบัญญัติ 10

1 "ครั้งนั้นพระเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าว่า 'จงสกัดศิลาสองแผ่นให้เหมือนอย่างเดิม และขึ้นมาหาเราที่บนภูเขาและทำหีบไม้ไว้ด้วย
2 และเราจะจารึกถ้อยคำที่อยู่ในศิลาจารึก แผ่นเดิมที่เจ้าทำแตกเสียนั้น จงเก็บศิลานั้นไว้ในหีบไม้'
3 ข้าพเจ้าจึงทำหีบด้วยไม้กระถินเทศ และสกัดศิลาสองแผ่นเหมือนอย่างเดิม ขึ้นไปบนภูเขา มีศิลาสองแผ่นอยู่ในมือของข้าพเจ้า
4 แล้วพระองค์จึงทรงจารึกพระบัญญัติ สิบประการลงบนศิลาอย่างครั้งก่อน ซึ่งเป็นพระวจนะที่พระเจ้าตรัสกับ ท่านบนภูเขาจากท่ามกลางเพลิง ในวันที่ประชุมนั้น และพระเจ้าทรงประทานศิลานั้นแก่ข้าพเจ้า
5 แล้วข้าพเจ้าก็กลับลงมาจากภูเขา และเก็บศิลานั้นไว้ในหีบซึ่งข้าพเจ้า ได้ทำขึ้นและศิลาก็ยังอยู่ในหีบนั้น ดังที่พระเจ้าทรงบัญชาข้าพเจ้าไว้
6 (คนอิสราเอลเดินทางจากเบเอโรทเบเนยาอะคัน มาถึงโมเสราห์อาโรนก็สิ้นชีวิต และฝังไว้ที่นั่นและเอเลอาซาร์บุตรของเขาจึงปฏิบัติ หน้าที่ปุโรหิตแทนเขา
7 เขาทั้งหลายเดินทางออกจากที่นั่นมาถึง กุดโกดาห์และจากกุดโกดาห์ถึงโยทบาธาห์ เป็นแผ่นดินที่มีลำธารมาก
8 ครั้งนั้นพระเจ้าได้แยกเผ่าเลวี ให้หามหีบพันธสัญญาแห่งพระเจ้า ให้เฝ้าพระเจ้าเพื่อปรนนิบัติพระองค์ และให้อำนวยพรในพระนามของพระองค์ จนถึงทุกวันนี้
9 เหตุฉะนี้คนเลวีจึงหามีส่วนแบ่งหรือมรดกกับพวก พี่น้องของตนไม่ พระเจ้าทรงเป็นส่วนมรดกของเขา ดังที่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายตรัสแก่เขานั้น)
10 "ข้าพเจ้าก็อยู่บนภูเขาอย่างครั้งก่อนสี่สิบวัน สี่สิบคืน ครั้งนั้นพระเจ้าทรงฟังข้าพเจ้าด้วย พระเจ้าไม่พอพระทัยที่จะทำลายท่านทั้งหลาย
11 พระเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าว่า 'จงลุกขึ้นเดินทางนำหน้าประชาชนต่อไปเถิด เพื่อเขาทั้งหลายจะได้เข้าไปยึดแผ่นดิน ซึ่งเราปฏิญาณไว้แก่บรรพบุรุษว่าจะให้แก่เขานั้น'
12 "ดูก่อน คนอิสราเอล พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงประสงค์ ให้ท่านกระทำอย่างไร คือให้ยำเกรงพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ให้ดำเนินตามทางทั้งปวงของพระองค์ ให้รักพระองค์ ให้ปรนนิบัติพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านด้วยสุดจิต สุดใจของท่านทั้งหลาย
13 และให้รักษาพระบัญญัติและกฎเกณฑ์ของพระเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าบัญชาท่านในวันนี้ เพื่อประโยชน์ของท่านทั้งหลาย
14 ดูเถิด ฟ้าสวรรค์และฟ้าสวรรค์อันสูงสุด และโลกกับบรรดาสิ่งสารพัดที่อยู่ใน โลกเป็นของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
15 แต่พระเยโฮวาห์ทรงฝังพระทัยในบรรพบุรุษของท่าน และทรงรักเขา และทรงเลือกเผ่าพันธุ์ ของเขาคือท่านทั้งหลายจากชนชาติทั้งหลาย อย่างเป็นอยู่ทุกวันนี้
16 เพราะฉะนั้นจงตัดใจ อย่าดื้อดึงอีกต่อไป
17 เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านเป็นพระเจ้าของพระทั้งหลาย และเป็นจอมของเจ้าทั้งปวง เป็นพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ ทรงฤทธิ์และน่ากลัว ทรงปราศจากอคติ และมิได้ทรงเห็นแก่อามิษสินบน
18 พระองค์ประทานความยุติธรรมแก่ลูกกำพร้าและแม่ม่าย และทรงรักคนต่างด้าว ประทานอาหารและเครื่องนุ่งห่มแก่เขา
19 เพราะฉะนั้นท่านจงมีความรักต่อคนต่างด้าว เพราะท่านทั้งหลายก็เป็นคนต่างด้าวในแผ่นดินอียิปต์
20 ท่านทั้งหลายจงยำเกรงพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน จงปรนนิบัติพระองค์และติดพันอยู่กับพระองค์ จงปฏิญาณด้วยออกพระนามของพระองค์
21 พระองค์ทรงเป็นที่สรรเสริญของท่านทั้งหลาย พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของท่าน ผู้ทรงกระทำการใหญ่และน่ากลัวซึ่งนัยน์ตาของท่านได้เห็นนี้
22 บรรพบุรุษของท่านลงไปในอียิปต์เจ็ดสิบคน และบัดนี้พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงกระทำให้ ท่านทั้งหลายมีมากดังดวงดาวในท้องฟ้า

เฉลยธรรมบัญญัติ 11

1 "เหตุฉะนี้พวกท่านจงรักพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน จงรักษาพระดำรัสสั่ง กฎเกณฑ์ และกฎหมายและพระบัญญัติของพระองค์เสมอไป
2 ท่านทั้งหลายจงพิจารณาในวันนี้ (เพราะข้าพเจ้ามิได้กล่าวกับลูกหลานของท่านทั้งหลาย ผู้ไม่ได้รู้เรื่องหรือเห็นเหตุการณ์เหล่านั้น) จงพิจารณาถึงวินัยของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ความยิ่งใหญ่ของพระองค์ พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์และพระกรที่เหยียดออกของพระองค์
3 ถึงหมายสำคัญและถึงพระราชกิจของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงกระทำในอียิปต์ต่อฟาโรห์กษัตริย์อียิปต์ และต่อแผ่นดินทั้งสิ้นของท่าน
4 และซึ่งพระองค์ทรงกระทำต่อกองทัพอียิปต์ ต่อม้าของเขา และต่อรถรบของเขา และที่พระองค์ทรงกระทำให้น้ำในทะเลแดงท่วมเขา เมื่อเขาไล่ติดตามท่านทั้งหลาย และที่พระเจ้าทรงทำลายเขาทั้งหลายจนทุกวันนี้
5 และที่พระองค์ทรงกระทำแก่ท่านทั้งหลายในถิ่นทุรกันดาร จนท่านทั้งหลายมาถึงที่นี่
6 และที่ทรงกระทำต่อดาธาน และอาบีรัมบุตรของเอลีอับ บุตรชายของรูเบน คือแผ่นดินได้อ้าปากกลืนเขาเข้าไป ทั้งครัวเรือน เต็นท์ และสิ่งมีชีวิตทุกอย่างที่ติดตามเขาไปในท่ามกลางคนอิสราเอลทั้งปวง
7 เพราะนัยน์ตาของท่านทั้งหลายได้เห็น พระราชกิจอันยิ่งใหญ่ทั้งหมดของ พระเจ้าซึ่งพระองค์ทรงกระทำนั้น
8 "เหตุฉะนี้ท่านทั้งหลายจงรักษาบัญญัติทั้งสิ้นซึ่งข้าพเจ้าได้ บัญชาแก่ท่านทั้งหลายในวันนี้ เพื่อท่านทั้งหลายจะเข้มแข็ง และเข้าไปยึดเอาแผ่นดินซึ่งท่านทั้งหลายกำลังจะข้ามไป ครอบครองนั้นมาเป็นกรรมสิทธิ์
9 และเพื่อท่านจะมีชีวิตยืนนานในแผ่นดินซึ่งพระเจ้าทรง ปฏิญาณแก่บรรพบุรุษว่าจะให้แก่เขา และแก่พงศ์พันธุ์ของเขาเป็นแผ่นดินที่มีน้ำนมและน้ำผึ้งไหล บริบูรณ์
10 เพราะว่าแผ่นดินซึ่งท่านทั้งหลายกำลังเข้าไปยึดครองนั้น ไม่เหมือนแผ่นดินอียิปต์ ซึ่งท่านได้จากมา ในที่นั้นท่านหว่านพืชและเอาเท้ารดน้ำเหมือนเป็นสวนผัก
11 แต่แผ่นดินซึ่งท่านจะไปยึดครองนั้นเป็นแผ่นดินที่มี เนินเขาและหุบเขา ซึ่งมีน้ำฝนจากฟ้ารดอยู่
12 เป็นแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ทั้งหลายทรงดูแล พระเนตรของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านอยู่เหนือ แผ่นดินนั้นเสมอ ตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นปี
13 "ถ้าท่านทั้งหลายจะกระทำตามบัญญัติของข้าพเจ้าซึ่ง ข้าพเจ้าบัญชาท่านไว้ในวันนี้ ให้รักพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายและปรนนิบัติ พระองค์ด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน
14 'เราจะให้ฝนตกบนแผ่นดินของเจ้าตามฤดูกาล คือฝนต้นฤดูและฝนชุกปลายฤดู เพื่อเจ้าทั้งหลายจะได้เก็บพืชผล เหล้าองุ่น และน้ำมัน
15 และเราจะให้หญ้าในทุ่งสำหรับฝูงสัตว์ของเจ้า และเจ้าจะได้รับประทานอิ่มหนำ'
16 จงระวังตัวอย่าให้จิตใจของท่านทั้งหลายลุ่มหลงและ หันเหไปปรนนิบัตินมัสการพระอื่น
17 และพระเจ้าจึงทรงกริ้วต่อท่าน ปิดฟ้าสวรรค์ไม่ให้ฝนตก และแผ่นดินก็ไม่งอกพืชผลและท่านทั้งหลายจะพินาศจาก แผ่นดินดีซึ่งพระเจ้าประทานแก่ท่านนั้นเสียอย่างรวดเร็ว
18 "เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงจดจำถ้อยคำเหล่านี้ของ ข้าพเจ้าไว้ในจิตในใจของท่านทั้งหลาย จงเอาถ้อยคำเหล่านี้พันไว้ที่มือของท่านเป็นหมายสำคัญ และจารึกไว้ที่หว่างคิ้วของท่าน
19 และท่านจงสอนถ้อยคำเหล่านี้แก่บุตรหลานของท่านทั้งหลาย จงพูดถึงถ้อยคำเหล่านี้เมื่อท่านอยู่ในเรือน และเมื่อท่านเดินอยู่ตามทาง เมื่อท่านนอนลงหรือลุกขึ้น
20 ท่านจงเขียนคำเหล่านี้ไว้ที่เสาประตูเรือน และที่ประตูของท่าน
21 เพื่ออายุของท่านและอายุของบุตรหลานของท่านจะได้ยืน นานในแผ่นดิน ซึ่งพระเจ้าทรงปฏิญาณที่จะประทานแก่บรรพบุรุษของท่าน ตราบเท่าที่ฟ้าสวรรค์อยู่เหนือโลก
22 เพราะถ้าท่านระวังที่จะกระทำตาม บัญญัติทั้งปวงซึ่งข้าพเจ้าได้บัญชาท่าน คือรักพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ดำเนินในทางทั้งสิ้นของพระองค์ และติดสนิทอยู่กับพระองค์แล้ว
23 พระเจ้าจะทรงขับไล่บรรดาประชาชาติเหล่านี้ให้ออกไปพ้นหน้าท่านทั้งหลาย แล้วท่านจะเข้ายึดแผ่นดินของประชาชาติที่ ใหญ่กว่าและมีกำลังมากกว่าท่าน
24 ฝ่าเท้าของท่านทั้งหลายจะเหยียบลงที่ใด ที่นั่นจะเป็นของท่าน อาณาเขตของท่านจะ เริ่มจากถิ่นทุรกันดารไปจนถึงเลบานอน และจากแม่น้ำ คือแม่น้ำยูเฟรติสไปจนถึงทะเลตะวันตก
25 จะไม่มีผู้ใดสามารถต่อต้านท่านได้ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน จะทรงกระทำให้ท่านทั้งหลาย เป็นที่เกรงขามและตกใจกลัวของแผ่นดิน ที่ท่านทั้งหลายจะเหยียบย่ำไป ตามที่พระองค์ทรงสัญญาไว้กับท่าน
26 "ดูเถิด วันนี้ข้าพเจ้าได้นำคำอวยพรและคำสาปแช่งมาไว้ ตรงหน้าท่านทั้งหลาย
27 ถ้าท่านกระทำตามพระบัญญัติของพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน ซึ่งข้าพเจ้าบัญชาท่านในวันนี้ ท่านก็จะเป็นไปตามพรนั้น
28 ถ้าท่านไม่กระทำตามพระบัญญัติของ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน แต่หันเหไปเสียจากทางซึ่งข้าพเจ้า ได้บัญชาท่านในวันนี้ไปติดตามพระอื่นซึ่งท่านไม่รู้จัก ท่านก็จะเป็นไปตามคำสาปแช่งนั้น
29 และเมื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของ ท่านนำท่านเข้าไปในแผ่นดินซึ่งท่านจะเข้าไปยึดครองนั้น ท่านจงตั้งคำอวยพรไว้บนภูเขาเกริซิม และตั้งคำสาปแช่งไว้บนภูเขาเอบาล
30 ภูเขาเหล่านี้อยู่ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้นทิศ ตะวันตกของหนทาง ไปตามทางที่ดวงอาทิตย์ตกในแผ่นดินคนคานาอัน ผู้อาศัยอยู่ในอาราบาห์ตรงหน้ากิลกาล ข้างหมู่ต้นก่อหลวงตำบลโมเรห์มิใช่หรือ
31 เพราะท่านทั้งหลายจะต้องข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปยึดครองแผ่นดิน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่าน และเมื่อท่านยึดครองและอาศัยอยู่ในแผ่นดินนั้น
32 ท่านจงระวังที่จะกระทำตามกฎเกณฑ์และกฎหมายทั้งปวง ซึ่งข้าพเจ้าตั้งไว้ต่อหน้าท่านทั้งหลายในวันนี้

เฉลยธรรมบัญญัติ 12

1 "ต่อไปนี้เป็นกฎเกณฑ์และกฎหมายซึ่งท่านจะต้องระวังที่ จะกระทำตาม ในแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของท่าน ทรงประทานให้ท่านยึดครองตลอดวันคืนซึ่งท่านมีชีวิตอยู่ในโลก
2 ท่านทั้งหลายจงทำลายสถานที่ซึ่งประชาชาติที่ท่านขับไล่ ออกไปนั้นใช้เป็นที่ปรนนิบัติพระของเขา ซึ่งอยู่บนภูเขาสูงและบนเนินเขา และใต้ต้นไม้เขียวสดทุกต้น
3 ท่านจงรื้อแท่นบูชาของเขา และทุ่ม เสาศักดิ์สิทธิ์ของเขาให้แตกเป็นชิ้นๆ และเผาอาเชริมของเขาเสียด้วยไฟ ท่านจงฟันทำลายรูปแกะสลักอันเป็นรูปพระของเขาเสีย และลบชื่อของพระเหล่านั้นออกเสียจากที่นั่น
4 ท่านทั้งหลายอย่ากระทำดังนั้นแก่พระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน
5 ท่านจงแสวงหาสถานที่จากเขตแดนของบรรดาเผ่าของท่าน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายจะทรงเลือก เพื่อสถาปนาพระนามของพระองค์ไว้ คือให้เป็นที่ประทับ ของพระองค์ ท่านทั้งหลายจงไปเฝ้าพระองค์ที่นั่น
6 และท่านทั้งหลายจงนำเครื่องเผาบูชาและเครื่องสัตวบูชา ของท่านไปที่นั่น ทั้งทศางค์ และเครื่องบูชา ที่จะยื่นถวายทั้งเครื่องบูชาแก้บน เครื่องบูชาตามใจสมัคร และผลรุ่นแรก ที่ได้จากฝูงวัวและฝูงแพะแกะ
7 ท่านทั้งหลายจงรับประทานที่นั่นต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ทั้งท่านและครอบครัวของท่านจงปีติร่าเริงในบรรดากิจการ ซึ่งท่านได้กระทำนั้น ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านอวยพระพรแก่ท่านทั้งหลาย
8 ท่านทั้งหลายอย่ากระทำตามอย่างที่เรากระทำอยู่ที่นี่ ทุกวันนี้ คือทุกคนทำตามความเห็นดีเห็นชอบในสายตาของตนเอง
9 เพราะว่าท่านทั้งหลายยังไปไม่ถึงที่หยุดพัก และถึงมรดกซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่าน
10 แต่เมื่อท่านข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปแล้ว และอาศัยอยู่ในแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านทั้งหลายประทานเป็นมรดกแก่ท่าน และเมื่อพระองค์โปรดให้ท่านพักพ้นศัตรูรอบข้างของ ท่านทั้งสิ้นท่านจึงอยู่อย่างปลอดภัย
11 แล้วจงไปยังสถานที่ซึ่งพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านจะทรงเลือกไว้ ให้พระนามของพระองค์ประทับที่นั่น จงนำบรรดาสิ่งต่างๆไปด้วย ซึ่งข้าพเจ้าได้บัญชาท่านทั้งหลาย คือเครื่องเผาบูชาและเครื่องสัตวบูชาของท่าน ทั้งทศางค์และเครื่องบูชาที่จะยื่นถวาย ทั้งเครื่องบูชาแก้บนซึ่งท่านได้บนไว้ต่อพระเจ้า
12 และท่านทั้งหลายจงปีติร่าเริงต่อพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน ทั้งตัวท่านทั้งหลายและบุตรชายบุตรหญิงของท่าน ทั้งทาสชายหญิงของท่านและคนเลวีซึ่งอยู่ในเมืองของท่าน เพราะเขาไม่มีส่วนแบ่งหรือส่วนมรดกกับท่าน
13 ท่านทั้งหลายจงระวังให้ดีอย่าถวายเครื่องบูชาตามที่ทุก แห่งซึ่งท่านเห็นชอบ
14 แต่จงถวายในสถานที่ซึ่งพระเจ้าจะทรง เลือกในท่ามกลางเผ่าหนึ่งของท่าน ท่านจงถวายเครื่องเผาบูชาของท่านที่นั่น และที่นั่นท่านจงกระทำทุกสิ่งที่ข้าพเจ้าได้บัญชาท่านไว้
15 "อย่างไรก็ตาม ท่านจะฆ่าสัตว์และรับประทานเนื้อในเมืองใดๆของท่าน ตามที่ท่านปรารถนาก็ได้ ตามซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านอำนวย พระพรประทานแก่ท่านทั้งหลาย ทั้งผู้ที่สะอาดและผู้ที่มลทินก็รับประทานได้ อย่างที่รับประทานเนื้อละมั่งและเนื้อกวาง
16 แต่ท่านทั้งหลายอย่ารับประทานเลือดสัตว์เลย ท่านจงเทลงบนพื้นดินเหมือนเทน้ำ
17 ส่วนทศางค์ของพืชหรือเหล้าองุ่น หรือน้ำมัน หรือลูกคอกรุ่นแรกจากฝูงวัวหรือฝูงแพะแกะ หรือของถวายแก้บนตามที่ท่านบนไว้ หรือของถวายตามใจสมัคร หรือของที่ท่านนำมายื่นถวาย ท่านทั้งหลายอย่ารับประทานในเมืองของท่าน
18 แต่ว่าท่านจงรับประทานของเหล่านี้ ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ในสถานที่ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงเลือกไว้ ทั้งตัวท่านและบุตรชายบุตรหญิงของท่าน ทาสชายหญิงของท่านและคนเลวีผู้อยู่ในเมืองของท่าน และท่านจงปีติร่าเริงต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ในบรรดากิจการซึ่งท่านได้กระทำนั้น
19 ท่านจงระวังอย่าทอดทิ้งคนเลวี ตราบเท่าวันที่ท่านอาศัยอยู่ในแผ่นดินของท่านนั้น
20 "เมื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงขยายอาณาเขต ของท่าน ดังที่พระองค์ทรงสัญญาไว้กับท่านแล้วนั้นและท่านกล่าวว่า 'เราจะกินเนื้อสัตว์' เพราะพวกท่านอยากรับประทานเนื้อสัตว์ ท่านจะรับประทานเนื้อตามใจปรารถนาของท่านได้
21 ถ้าสถานที่ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงเลือกไว้ เพื่อสถาปนาพระนามของพระองค์ที่นั่นนั้นห่างจากท่านเกินไป ท่านจงฆ่าสัตว์จากฝูงวัวฝูงแพะแกะของท่านเถอะ ซึ่งพระเจ้าประทานแก่ท่าน ดังที่ข้าพเจ้าบัญชาท่านไว้แล้วนั้น ท่านจงรับประทานในเมืองของท่านตามที่ใจของท่าน ปรารถนาเถิด
22 ท่านจะรับประทานได้อย่างที่ท่านรับประทานเนื้อละมั่ง หรือเนื้อกวางทั้งผู้ที่มลทินและผู้ที่สะอาดด้วยก็ รับประทานได้
23 แต่พึงแน่ใจว่าท่านไม่รับประทานเลือดสัตว์เลย เพราะว่าเลือดเป็นปัจจัยชีวิตของมัน ท่านอย่ารับประทานชีวิตพร้อมกับเนื้อ
24 ท่านอย่ารับประทานเลือดแต่ท่าน จงเทเลือดลงบนดินอย่างเทน้ำ
25 ท่านอย่ารับประทานเลือด เพื่อท่านเองและบุตรหลานของท่านต่อไปจะจำเริญเป็นสุข เมื่อท่านกระทำสิ่งที่ถูกต้องตามสายพระเนตรพระเจ้า
26 แต่สิ่งบริสุทธิ์ซึ่งเป็นส่วนกำหนดจากท่านและ ของแก้บนของท่านนั้น ท่านจงนำไปยังสถานที่ซึ่งพระเจ้าจะทรงเลือกไว้
27 และถวายเครื่องเผาบูชาทั้งเนื้อและเลือดบนแท่นบูชาของ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ท่านจงเทเลือดแห่งเครื่องสัตวบูชา ลงบนแท่นบูชาของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน แต่ส่วนเนื้อนั้นท่านรับประทานได้
28 จงระวังที่จะเชื่อฟังถ้อยคำเหล่านี้ซึ่งข้าพเจ้าได้บัญชาท่านไว้ เพื่อท่านเองและลูกหลานของท่านจะจำเริญเป็นนิตย์ เมื่อท่านกระทำสิ่งที่ดีและถูกต้องในสายพระเนตรของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
29 "เมื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะตัด ประชาชาติซึ่งท่านเข้าไปขับไล่นั้นออกเสียจากท่าน และท่านก็ขับไล่เขาและเข้าอาศัยอยู่ในแผ่นดินนั้น
30 จงระวังตัวว่าท่านจะไม่หลงติดตามเขา ภายหลังจากที่เขาถูกทำลายต่อหน้าท่านแล้วนั้น และท่านจงระวังตัวว่าจะไม่ไต่ถามเรื่อง พระของเขาโดยกล่าวว่า 'ประชาชาตินี้นมัสการพระของเขาอย่างไร เพื่อเราจะกระทำด้วย'
31 ท่านอย่ากระทำอย่างนั้นแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย เพราะว่าสิ่งพึงรังเกียจใดๆซึ่งพระเจ้าทรงรังเกียจ เขากระทำสิ่งนั้นต่อพระของเขา แม้ว่าบุตรชายหรือบุตรหญิงของเขา เขาก็เผาด้วยไฟบูชาแด่พระของเขา
32 "ทุกสิ่งที่ข้าพเจ้าบัญชาท่านไว้นั้น จงระวังที่จะกระทำตาม ท่านอย่าเพิ่มอะไรเข้าหรือตัดอะไรออกไปจากที่ข้าพเจ้าได้บัญชาไว้

เฉลยธรรมบัญญัติ 13
1 "ถ้าในหมู่พวกท่านเกิดมีผู้เผยพระวจนะหรือ ผู้ฝันเห็นเหตุการณ์ขึ้น และสำแดงหมายสำคัญหรือการอัศจรรย์แก่ท่าน
2 และหมายสำคัญหรือการอัศจรรย์ซึ่งเขาบอก ท่านนั้นสำเร็จจริง ถ้าเขากล่าวว่า 'ให้เราติดตามพระอื่นกันเถิด (ซึ่งเป็นพระที่ท่านไม่รู้จัก) และให้เรามาปรนนิบัติพระนั้น'
3 ท่านอย่าเชื่อฟังคำของผู้เผยพระวจนะหรือผู้ฝัน เห็นเหตุการณ์คนนั้น เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านลองใจท่านดู เพื่อให้ทรงทราบว่าท่านทั้งหลายรักพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านด้วยสุดจิตสุดใจของท่านหรือไม่
4 ท่านทั้งหลายจงดำเนินตามพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านและยำเกรงพระองค์ และรักษาพระบัญญัติของพระองค์ และเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์ และท่านจงปรนนิบัติพระองค์และติดสนิทอยู่กับพระองค์
5 แต่ผู้เผยพระวจนะหรือผู้ฝันเห็นเหตุการณ์คนนั้น ต้องมีโทษถึงตาย เพราะว่าเขาได้สั่งสอนให้กบฏต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้า ของท่าน ผู้ทรงนำท่านออกจากอียิปต์ และทรงไถ่ท่านออกจากแดนทาส เขากระทำให้ท่านทิ้งหนทางซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้า ของท่านบัญชาให้ท่านดำเนินตามเสีย ดังนั้นแหละท่านจะต้องล้างความชั่วเช่นนี้จากท่ามกลางท่าน
6 "ถ้าพี่ชายน้องชายของท่านมารดาเดียวกันกับท่าน หรือบุตรชายบุตรหญิงของท่าน หรือภรรยาที่อยู่ในอ้อมอกของท่าน หรือมิตรสหายร่วมใจของท่าน ชักชวนท่านอย่างลับๆว่า 'ให้เราไปปรนนิบัติพระอื่นกันเถิด' ซึ่งเป็นพระที่ท่านเองหรือบรรพบุรุษของท่านไม่รู้จัก
7 เป็นพระบางองค์ของชนชาติทั้งหลาย ซึ่งอยู่รอบท่าน ไม่ว่าใกล้หรือไกล จากสุดปลายแผ่นดินโลกข้างนี้ถึงที่สุดปลายโลกข้างโน้น
8 ท่านอย่ายอมตามหรือเชื่อฟังเขา อย่าให้นัยน์ตาของท่านเมตตาปรานีเขาท่านอย่าไว้ชีวิตเขา หรืออย่าซ่อนเขาไว้เลย
9 ท่านจงประหารชีวิตเขาเสีย ท่านควรลงมือก่อนในการทำโทษเขาถึงตาย และต่อไปให้คนอื่นร่วมมือด้วย
10 ท่านจงเอาหินขว้างเขาให้ตาย เพราะเขาแสวงหาช่องที่จะพาท่านไปจาก พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ผู้ทรงพาท่านออกจากแผ่นดินอียิปต์ออกจากแดนทาส
11 และคนอิสราเอลทั้งปวงจะฟังและยำเกรง ไม่กระทำความชั่วเช่นนี้ท่ามกลางท่านทั้งหลายอีกเลย
12 "ถ้าท่านทั้งหลายได้ยินว่าในหัวเมืองหนึ่งหัวเมืองใด ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานให้ท่านอาศัยอยู่นั้น
13 มีคนถ่อยบางคนได้ออกไปจากท่าน ชักชวนชาวเมืองนั้นว่า 'ให้เราไปปรนนิบัติพระอื่นกันเถิด' ซึ่งเป็นพระที่ท่านไม่รู้จัก
14 ท่านทั้งหลายจงสอบถามและอุตส่าห์ค้นคว้า และถามดู และดูเถิด ถ้าเป็นความจริงและแน่นอนว่าสิ่งพึงรังเกียจ นั้นมีคนกระทำกันอยู่ในหมู่พวกท่าน
15 ท่านจงฆ่าชาวเมืองนั้นเสียด้วยคมดาบ ทำลายเสียให้สิ้นเชิงด้วยคมดาบของท่าน ทั้งคนที่อาศัยในเมืองนั้นและฝูงสัตว์ด้วย
16 ท่านจงเก็บข้าวของในเมืองนั้นไปกองไว้ที่ลานเมือง และเผาเมืองนั้นกับบรรดาข้าวของในเมืองนั้นเสียด้วยไฟ เป็นเครื่องเผาบูชาถวายแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ให้เมืองนั้นร้างอยู่เป็นนิตย์ อย่าสร้างขึ้นมาใหม่อีกเลย
17 อย่าให้ของต้องห้ามนั้นมาติดพันมือของท่าน เพื่อว่าพระเยโฮวาห์จะทรงหันจากพระพิโรธยิ่งของพระองค์ และทรงสำแดงพระกรุณาคุณต่อท่าน และทรงมีความรักเอ็นดูท่าน ให้ท่านทวีมากขึ้น ดังที่พระองค์ปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของท่านนั้น
18 ถ้าท่านทั้งหลายเชื่อฟังพระสุรเสียงของ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน คือรักษาพระบัญญัติทั้งสิ้นของพระองค์ ดังที่ข้าพเจ้าบัญชาท่านไว้ในวันนี้ และกระทำสิ่งที่ถูกต้องตามสายพระเนตร พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน

เฉลยธรรมบัญญัติ 14

1 "ท่านทั้งหลายเป็นบุตรของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ท่านอย่าเชือดเนื้อตัวเอง หรือกระทำหน้าผากให้โล้นเพื่อคนตาย
2 เพราะท่านทั้งหลายเป็นชนชาติบริสุทธิ์แด่พระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน และพระเยโฮวาห์ทรงเลือกจากประชาชาติทั้งหลาย ที่อยู่บนพื้นโลก ให้เป็นชนชาติในกรรมสิทธิ์ของพระองค์
3 "ท่านทั้งหลายอย่ารับประทานสิ่งพึงน่ารังเกียจ
4 สัตว์ที่รับประทานได้มีดังต่อไปนี้ คือ วัว แกะ แพะ
5 กวาง ละมั่ง อีเก้ง แพะป่า สมัน โครำขาวและแกะป่า
6 ท่านรับประทานสัตว์ทุกชนิด ที่แยกกีบและกีบผ่าออกเป็นสองและเคี้ยวเอื้องนั้นได้
7 แต่ในจำพวกสัตว์ทั้งหลายที่เคี้ยวเอื้อง หรือมีกีบผ่า ท่านอย่ารับประทานสัตว์ต่อไปนี้ คือ อูฐ กระต่าย ตัวกระจงผา เพราะว่าสัตว์เหล่านี้เคี้ยวเอื้อง แต่กีบไม่ผ่า จึงเป็นสัตว์มลทินแก่ท่าน
8 และหมูด้วย เพราะหมูมีกีบผ่าแต่ไม่เคี้ยวเอื้อง จึงเป็นสัตว์มลทินแก่ท่าน ท่านอย่ารับประทานเนื้อของมัน และซากของมันท่านก็อย่าแตะต้อง
9 "ในบรรดาสัตว์น้ำทั้งสิ้น ท่านรับประทานสัตว์เหล่านี้ได้คือ สัตว์ใดๆที่มีครีบและเกล็ด ท่านรับประทานได้
10 แต่สัตว์ใดๆที่ไม่มีครีบและเกล็ดท่านอย่ารับประทาน เป็นสัตว์มลทินแก่ท่าน
11 "นกสะอาดทุกชนิดท่านรับประทานได้
12 แต่นกเหล่านี้ท่านอย่ารับประทานคือ นกอินทรี นกแร้งหนวดแพะ นกออก
13 นกเหยี่ยวหางยาว นกเหยี่ยวดำ ตามชนิดของมัน
14 นกแกตามชนิดของมัน
15 นกกระจอกเทศ นกเค้าโมง นกนางนวล เหยี่ยวนกเขาตามชนิดของมัน
16 นกเค้าแมวเล็ก นกทึดทือ นกอีโก้ง
17 นกกระทุง แร้ง และนกอ้ายงั่ว
18 นกกระสาดำ นกกระสา ตามชนิดของมัน นกหัวขวานและค้างคาว
19 แมลงมีปีกทุกชนิดเป็นสัตว์มลทินแก่ท่าน อย่ารับประทานเลย
20 สัตว์มีปีกที่สะอาดทุกชนิดท่านรับประทานได้
21 "ท่านอย่ารับประทานสัตว์ชนิดใดที่ตายเอง ท่านจะให้แก่คนต่างด้าวที่อยู่ภายในเมือง ของท่านรับประทานก็ได้ หรือท่านจะขายให้แก่คนต่างประเทศก็ได้ เพราะว่าท่านเป็นชนชาติที่บริสุทธิ์แด่พระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านทั้งหลาย "ท่านอย่าต้มลูกแพะด้วยน้ำนมแม่ของมันเลย
22 "ผลได้เป็นปีๆ จากพืชพันธุ์ในนาของท่านนั้น ท่านจงถวายทศางค์
23 ท่านจงรับประทานทศางค์ที่ได้จากข้าว หรือเหล้าองุ่นของท่าน หรือน้ำมันของท่าน และผลรุ่นแรกจากฝูงวัวและฝูงแพะแกะของท่าน ต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านใน สถานที่ซึ่งพระองค์ทรงเลือกไว้ เพื่อให้พระนามของพระองค์สถิตที่นั่นเพื่อท่านทั้งหลายจะ ได้เรียนรู้ที่จะยำเกรงพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ทั้งหลายเสมอ
24 ถ้าระยะทางไกลเกินไป ท่านไม่สามารถนำทศางค์มาได้ ในเมื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านอวยพรแก่ท่าน เพราะว่าสถานที่ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงเลือก เพื่อเป็นที่ตั้งพระนามของพระองค์นั้น อยู่ห่างไกลจากท่านเกินไป
25 ท่านจงขายของนั้นเอาเงิน และห่อเงินถือไว้ และไปยังสถานที่ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของ ท่านได้ทรงเลือกไว้
26 และเอาเงินนั้นซื้อสิ่งใดๆที่ท่านปรารถนา จะเป็นวัว แกะ หรือเหล้าองุ่นหรือสุรา และสิ่งใดๆที่ท่านอยากรับประทาน และท่านจงรับประทานที่นั่นต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน และจงปีติร่าเริงทั้งตัวท่านและครอบครัวของท่านด้วย
27 ท่านทั้งหลายอย่าทอดทิ้งคนเลวีซึ่งอยู่ในเมืองของท่าน เพราะเขาไม่มีส่วนแบ่งหรือมรดกกับท่าน
28 "พอครบสามปีทุกทีท่านทั้งหลายจงนำทศางค์จาก พืชผลที่ได้ในปีนั้นมาสะสมไว้ในเมืองของท่าน
29 คนเลวี เพราะเขาไม่มีส่วนแบ่งหรือมรดกอย่างท่าน และคนต่างด้าวและลูกกำพร้า และแม่ม่าย ผู้ซึ่งอยู่ภายในเมืองของท่าน จะได้มารับประทานอย่างอิ่มหนำ เพื่อว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงอำนวย พระพรแก่บรรดากิจการซึ่งมือของท่านทั้งหลายได้กระทำนั้น

เฉลยธรรมบัญญัติ 15

1 "ทุกๆเจ็ดปีท่านทั้งหลายต้องมีการปลดปล่อย
2 ให้กระทำการปลดปล่อยดังนี้ เจ้าหนี้ทุกคนจะต้องยกสิ่งที่ตนให้เพื่อนบ้านยืมไปนั้นเสีย อย่าทวงสิ่งนั้นคืนจากเพื่อนบ้านหรือพี่น้องของตนเลย เพราะว่าได้ประกาศการปลดปล่อยของพระเจ้าแล้ว
3 ท่านทั้งหลายจะทวงจากคนต่างประเทศคืนได้ แต่ถ้ามีสิ่งใดของท่านซึ่งอยู่กับพี่น้องก็ให้หลุดไป
4 แต่จะไม่มีคนยากจนในหมู่พวกท่านทั้งหลาย (เพราะว่าพระเจ้าจะทรงอำนวยพระพรแก่ท่านในแผ่นดิน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานให้ท่านเป็น มรดกยึดครองนั้น)
5 ถ้าท่านเพียงแต่กระทำตามพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน พึงระวังที่จะกระทำตามพระบัญญัติซึ่งข้าพเจ้าได้บัญชา ท่านในวันนี้
6 เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงอำนวย พระพรท่านดังที่พระองค์สัญญาต่อท่านนั้น ท่านทั้งหลายจะให้ประชาชาติหลายชาติยืมของ ของท่านแต่ท่านอย่ายืมของเขาเลย ท่านทั้งหลายจะปกครองอยู่เหนือหลายประชาชาติ แต่เขาทั้งหลายจะไม่ปกครองเหนือท่าน
7 "ถ้าในท่ามกลางท่านทั้งหลายมีคนจนสักคนหนึ่งเป็น พี่น้องของท่านอยู่ในเมืองใดๆ ในแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่าน ท่านอย่ามีใจแข็ง หดมือของท่านไว้เสียต่อหน้าพี่น้องของ ท่านที่ยากจนนั้น
8 แต่ท่านทั้งหลายจงยื่นมือของท่านให้เขา และให้เขายืมข้าวของพอแก่ความต้องการของเขา ไม่ว่าเป็นข้าวของสิ่งใดๆ
9 จงระวังให้ดีเกรงว่าจะมีการ คิดถ่อยในจิตใจของท่านว่า 'ปีที่เจ็ด ปีที่จะต้องปลดปล่อยมาถึงแล้ว' และท่านก็ริษยาต่อพี่น้องของท่าน ท่านจึงไม่ยอมให้อะไรเขาเลยและเขาจะร้องทูลพระเจ้า บาปก็จะตกแก่ท่าน
10 ท่านจงให้เขาด้วยเต็มใจ และเมื่อให้เขาแล้วอย่ามีจิตคิดเสียดาย ในกรณีนี้พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงอำนวย พระพรแก่ท่าน ในบรรดากิจการทั้งสิ้นของท่านไม่ว่าท่านจะกระทำสิ่งใด
11 เพราะว่าคนจนจะไม่หมดไปจากแผ่นดิน เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงบัญชาท่านว่า ท่านต้องยื่นมือให้อย่างใจกว้างต่อพี่น้องของท่าน คือต่อคนขัดสนคนยากจน ซึ่งอยู่ในแผ่นดินของท่าน
12 "ถ้าพี่น้องของท่านซึ่งเป็นคนฮีบรูไม่ว่าชายหรือหญิง ที่เขาขายไว้แก่ท่าน จงให้ปรนนิบัติท่านหกปี เมื่อถึงปีที่เจ็ด ก็ให้ปล่อยเขาเป็นอิสระพ้นไปจากท่าน
13 และเมื่อท่านปล่อยเขาเป็นอิสระไปจากท่าน ท่านอย่าปล่อยเขาไปมือเปล่า
14 ท่านจงมีใจกว้างขวางจัดของให้แก่เขา เป็นของจากฝูงแพะแกะของท่าน จากลานนวดข้าวของท่าน และจากบ่อย่ำองุ่นของท่าน ท่านจงให้แก่เขา ตามสมควรแก่ที่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรง อำนวยพระพรแก่ท่าน
15 ท่านจงจำไว้ว่าท่านเคยเป็นทาสในแผ่นดินอียิปต์ และพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านได้ทรงไถ่ท่านไว้ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงบัญชาเรื่องนี้แก่ท่าน
16 แต่ถ้าทาสนั้นจะกล่าวแก่ท่านว่า 'ข้าพเจ้าจะไม่ไปจากท่าน' เพราะเขารักท่านและครอบครัวของท่าน เพราะเขาอยู่กับท่านสบายดี
17 จงเอาเหล็กแทงใบหูของเขาให้ทะลุไปติดกับประตูเรือน ดังนี้เขาจะเป็นทาสเด็ดขาดของท่าน ท่านจงกระทำเช่นนี้แก่ทาสหญิงด้วย
18 เมื่อท่านปล่อยเขาให้เป็นอิสระนั้น ท่านอย่ารู้สึกหนักอกหนักใจ เพราะว่าเขาได้รับใช้ท่านมาเจ็ดปี ด้วยค่าแรงครึ่งหนึ่งของลูกจ้างเท่านั้น พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงอำนวยพระพรแก่ท่าน ในการที่ท่านได้กระทำนั้น
19 "สัตว์ตัวผู้หัวปีซึ่งเกิดในฝูงวัวหรือฝูงแพะแกะนั้น ท่านทั้งหลายจงถวายไว้แด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ท่านอย่าใช้วัวหัวปีทำงานหรือตัดขนจากแกะหัวปี
20 ท่านและครอบครัวของท่าน จงรับประทานสัตว์หัวปีนั้นต่อพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านทุกๆปี ในสถานที่ซึ่งพระเจ้าทรงกำหนดไว้นั้น
21 แต่ถ้าสัตว์นั้นมีตำหนิใดๆ คือขาเกหรือตาบอดหรือมีตำหนิอย่างใดมาก ท่านอย่าถวายบูชาแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
22 ท่านจงรับประทานสัตว์นั้นภายในเมืองของท่าน คนมลทินและคนสะอาดก็รับประทานได้ ดังว่าเป็นละมั่งหรือกวาง
23 เพียงแต่ท่านอย่ารับประทานเลือดของมันเท่านั้น ท่านจงเทออกทิ้งบนดินเหมือนเทน้ำ

เฉลยธรรมบัญญัติ 16

1 "ท่านจงถือเดือนอาบีบ ท่านทั้งหลายจงถือปัสกา แด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน เพราะว่าในเดือนอาบีบนั้นพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ทรงนำท่านออกจากอียิปต์ในเวลากลางคืน
2 และท่านจงถวายปัสกา เป็นเครื่องบูชาแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน จากฝูงแพะแกะหรือฝูงวัว ณที่ซึ่งพระเจ้าทรงเลือกไว้ ให้พระนามของพระองค์ประทับที่นั่น
3 อย่ารับประทานขนมปัง มีเชื้อกับปัสกา ตลอดเจ็ดวันท่านจงรับประทานขนมปังไร้เชื้อ เป็นขนมปังแห่งความทุกข์ใจ เพราะท่านรีบหนีออกมาจากแผ่นดินอียิปต์ เพื่อท่านจะระลึกถึงวันที่ท่านออกจากแผ่นดินอียิปต์นั้น ตลอดชีวิตของท่าน
4 ตลอดเจ็ดวันนั้นอย่าให้เห็นเชื้อขนมภายในอาณาเขต ประเทศของท่าน หรือเนื้อสัตว์ซึ่งท่านได้บูชาในเวลาเย็นวันแรกเหลืออยู่ ตลอดคืนจนเช้าวันรุ่งขึ้น
5 ท่านทั้งหลายอย่าถวายปัสกาภายในหัวเมือง ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่าน
6 แต่ท่านจงถวายปัสกา ณสถานที่ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ทรงเลือกไว้ให้พระนามของพระองค์ประทับที่นั่น ท่านจงถวายปัสกาในเวลาเย็นเมื่อดวงอาทิตย์ตกแล้ว ในเวลาเดียวกับที่ท่านออกจากอียิปต์
7 ท่านจงทำให้สุกและรับประทานในสถานที่ ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงเลือกไว้ พอรุ่งเช้าท่านจงกลับไปสู่เต็นท์ของท่าน
8 ท่านจงรับประทานขนมปังไม่มีเชื้อหกวัน แต่ในวันที่เจ็ดเป็นวันประชุมถวายแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ในวันนั้นอย่ากระทำการงานใดๆ
9 "ท่านทั้งหลายจงนับให้ครบเจ็ดสัปดาห์ จงตั้งต้นนับให้ครบเจ็ดสัปดาห์เริ่มด้วยวันแรกที่ท่าน เอาเคียวเกี่ยวข้าว
10 ท่านทั้งหลายจงถือเทศกาลสัปดาห์ ถวายแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ตามขนาดของถวายตามใจสมัครถวายจากมือของท่าน ซึ่งท่านจะถวายตามที่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรง อำนวยพระพรแก่ท่าน
11 ท่านจงปีติร่าเริงต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ทั้งตัวท่านและบุตรชายหญิงของท่าน ทั้งทาสชายหญิงของท่าน คนเลวีซึ่งอยู่ในเมืองของท่าน ทั้งคนต่างด้าว เด็กกำพร้า และแม่ม่าย ซึ่งอยู่ท่ามกลางท่าน ณสถานที่ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงเลือกไว้ ให้พระนามของพระองค์ประทับที่นั่น
12 ท่านพึงจำไว้ว่าท่านเคยเป็นทาสในอียิปต์ ท่านพึงระวังที่จะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เหล่านี้
13 "ท่านจงถือเทศกาลอยู่เพิงเจ็ดวัน เมื่อท่านเก็บรวบรวมพืชผลของท่านจากลานนวดข้าว และจากบ่อย่ำองุ่นของท่านแล้ว
14 ในการเลี้ยงนั้นท่านจงปีติร่าเริง ทั้งท่านและบุตรชายหญิงของท่าน และทาสชายหญิงของท่าน ทั้งคนเลวีและคนต่างด้าว ทั้งเด็กกำพร้า และแม่ม่ายซึ่งอยู่ในเมืองของท่าน
15 ท่านจงถือเทศกาลนั้นแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านเจ็ดวัน ณสถานที่ซึ่งพระเยโฮวาห์ทรงเลือกไว้ เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้า ของท่านจะทรงอำนวยพระพรแก่พืชผลของท่าน และแก่ผลงานที่มือท่านกระทำ เพื่อว่าท่านจะมีแต่ความปีติยินดี
16 "บรรดาผู้ชายทั้งสิ้นจะต้องเข้า มาเฝ้าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านปีละสามครั้ง ณสถานที่ซึ่งพระองค์ทรงเลือกไว้ คือ ณเทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อ เทศกาลสัปดาห์ และเทศกาลอยู่เพิง อย่าให้เขาไปเฝ้าพระเจ้ามือเปล่าๆ
17 ให้ทุกคนถวายตามความสามารถของเขา ตามส่วนพระพรที่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของ ท่านทั้งหลายประทานแก่ท่าน
18 "ท่านทั้งหลายจงเลือกตั้งผู้พิพากษาและ เจ้าหน้าที่ตามหัวเมืองของท่าน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่าน ตามเผ่าคนของท่าน ให้เขาพิพากษาประชาชนตามความยุติธรรม
19 ท่านอย่ากระทำให้เสียความยุติธรรมอย่าลำเอียง อย่ารับสินบน เพราะว่าสินบนทำให้ตาของคนมีปัญญามืดมัวไป และกลับคดีของคนชอบธรรมเสีย
20 ความยุติธรรม ท่านจงติดตามความยุติธรรมเท่านั้น เพื่อท่านจะมีชีวิตและสืบมรดกในแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่าน
21 "ท่านทั้งหลายอย่าปลูกต้นไม้ใดๆใช้เป็นอาเชริม ข้างแท่นบูชาพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านซึ่งท่านสร้างไว้
22 และท่านอย่าตั้งเสาศักดิ์สิทธิ์เป็นรูปเคารพ ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงรังเกียจ

เฉลยธรรมบัญญัติ 17
1 "ท่านทั้งหลายอย่านำวัวผู้หรือแกะที่มีตำหนิหรือส่วน พิการใดๆ เป็นเครื่องบูชาแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน เพราะเป็นการที่พึงรังเกียจแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
2 "ในเมืองของท่านทั้งหลายซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้า ของท่านประทานแก่ท่านนั้น ถ้ามีชายหรือหญิงคนใดกระทำ สิ่งที่ชั่วต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน โดยละเมิดพันธสัญญาของพระองค์
3 และไปปรนนิบัติพระอื่น และนมัสการพระเหล่านั้น หรือดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ หรืออันใดที่เป็นบริวารท้องฟ้าซึ่ง ข้าพเจ้าได้ห้ามไว้
4 มีคนเขาบอกท่านแล้วและท่านก็ได้ยิน ท่านทั้งหลายจงอุตส่าห์สืบสวน และถ้าเป็นความจริงและประจักษ์ว่า สิ่งพึงรังเกียจนั้นมีคนกระทำกันในอิสราเอล
5 ท่านจงนำชายหรือหญิง ผู้กระทำสิ่งที่ชั่วร้ายนั้นมาที่ประตูเมือง และท่านจงเอาหินขว้างชายหรือหญิงนั้นเสียให้ตาย
6 ผู้ที่ถูกกล่าวโทษถึงตายนั้น ให้มีพยานสองหรือสามปาก ยืนยันว่าผู้นั้นมีความผิด จึงให้ปรับโทษถึงตายได้ อย่าลงโทษผู้ใดถึงตายด้วยพยานปากเดียว
7 ผู้ที่เป็นพยานต้องลงมือก่อน ในการทำโทษเขาถึงตาย ต่อไปคนทั้งปวงจึงร่วมมือด้วยกัน ทั้งนี้เพื่อท่านทั้งหลายจะกำจัดความชั่วเสียจากท่ามกลางท่าน
8 "ถ้าคดีใดเกิดขึ้นเป็นเรื่องยากที่จะตัดสินได้ว่า เป็นคดีฆ่าคนตายโดยเจตนาหรือไม่ เป็นคดีเกี่ยวด้วยการเกี่ยงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ เป็นคดีทำร้ายร่างกาย เป็นคดีใดๆซึ่งโต้แย้งกันในเมืองของท่าน ท่านจงลุกขึ้นพากันไปยังสถานที่ ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงเลือกไว้
9 จงไปหาคนเลวีซึ่งเป็นปุโรหิต และไปหาผู้พิพากษาประจำการในสมัยนั้น ท่านจงปรึกษาหารือกับเขา และเขาจะชี้แจงให้ท่านทราบถึงคำตัดสิน
10 แล้วท่านจงกระทำตามซึ่งเขาชี้แจงแก่ท่าน จากสถานที่ซึ่งพระเจ้าทรงเลือกนั้น และท่านจงระวังกระทำตามทุกสิ่งซึ่งเขาแนะนำท่าน
11 ท่านจงกระทำตามคำแนะนำซึ่งเขาให้แก่ท่าน และกระทำตามคำตัดสินซึ่งเขาได้สั่งท่าน ท่านทั้งหลายอย่าหันเหไปจากคำตัดสินซึ่งเขาชี้แจงแก่ท่าน อย่าหันไปทางขวามือหรือซ้ายมือ
12 ผู้ใดที่ขัดขืนมิได้กระทำตาม คือ ไม่ได้เชื่อฟังปุโรหิตผู้ที่ยืนปรนนิบัติ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านที่นั่น หรือเชื่อฟังผู้พิพากษาผู้นั้นต้องตาย ทั้งนี้เพื่อท่านทั้งหลายจะกำจัดความชั่วเสียจากอิสราเอล
13 และประชาชนทั้งหลายจะได้ยินและยำเกรง และมิได้ขัดขืนต่อไปอีก
14 "เมื่อท่านมาถึงแผ่นดินที่พระเยโฮวาห์พระเจ้า ของท่านประทานแก่ท่าน และท่านถือกรรมสิทธิ์อาศัยอยู่ในแผ่นดินนั้น แล้วท่านจะกล่าวว่า 'เราจะตั้งกษัตริย์ไว้เหนือเราเหมือนประชาชาติอื่นซึ่งอยู่รอบเรา'
15 ก็จงตั้งผู้ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงเลือก ไว้ให้เป็นกษัตริย์เหนือท่าน คือตั้งผู้หนึ่งผู้ใดในพวกพี่น้องของท่านให้เป็นกษัตริย์เหนือท่าน ท่านอย่าตั้งคนต่างด้าวซึ่งมิใช่พี่น้องของท่านให้อยู่เหนือท่าน
16 แต่ว่าอย่าให้ผู้นั้นมีม้าของตนเองมากเกินไป หรือเป็นเหตุให้ประชาชนกลับไปอียิปต์ เพื่อจะมีม้ามากๆ เพราะพระเจ้าได้ตรัสกับท่านทั้งหลายแล้วว่า 'เจ้าทั้งหลายจะไม่ได้กลับไปทางนั้นอีกเลย'
17 และอย่าให้ผู้นั้นมีภรรยามาก เกรงว่าจิตใจของเขาจะหันเหไปเสีย หรืออย่าให้มีเงินมีทองเป็นของตนอย่างมากมาย
18 "เมื่อผู้นั้นนั่งบัลลังก์ในราชอาณาจักรก็ให้ผู้นั้นคัดลอก กฎหมายนี้ไว้ในหนังสือเพื่อประโยชน์แก่ตนเองจากหนังสือ ที่ปุโรหิตคนเลวีรักษาอยู่นั้น
19 ให้กฎหมายนั้นอยู่กับผู้นั้น และให้เขาอ่านอยู่เสมอตลอดชีวิตของตน เพื่อเขาจะได้เรียนรู้ที่จะยำเกรงพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของเขา โดยรักษาถ้อยคำในกฎหมายนี้ และกฎเกณฑ์เหล่านี้และ กระทำตาม
20 เพื่อว่าจิตใจของเขาจะมิได้พองขึ้นสูงกว่าพี่น้อง ของตน และเพื่อเขาเองจะมิได้หันเหจากพระบัญญัติไปทาง ขวามือหรือทางซ้ายมือ เพื่อเขาจะได้ปกครองราชอาณาจักรของเขาอยู่ได้นาน ทั้งตนเองและลูกหลานของตนในอิสราเอล

เฉลยธรรมบัญญัติ 18

1 "คนเลวีซึ่งเป็นปุโรหิต และเผ่าเลวีทั้งหมด จะไม่มีส่วนแบ่งหรือมรดกร่วมกับคนอิสราเอล เขาจะรับประทานผลที่ถวายด้วยไฟแด่พระเจ้า และส่วนที่ตกเป็นของพระองค์
2 เขาจะไม่มีมรดกในหมู่พวกพี่น้องของเขาพระเจ้า ทรงเป็นมรดกของเขา ตามที่พระองค์ทรงสัญญาไว้แก่เขาแล้วนั้น
3 ให้ส่วนต่อไปนี้เป็นส่วนที่ปุโรหิตได้อันตกจากประชาชน คือส่วนที่ได้จากผู้ที่ถวายสัตวบูชา ไม่ว่าจะเป็นวัวผู้หรือแกะ ก็ให้เขามอบเนื้อสันขาหน้าเนื้อแก้มทั้งสองข้างและ เนื้อท้องให้แก่ปุโรหิต
4 ผลรุ่นแรกของท่านคือ ผลข้าว ผลเหล้าองุ่น ผลน้ำมัน และขนแกะรุ่นแรกที่ได้จากแกะของท่าน จงมอบให้แก่ปุโรหิต
5 เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้า ของท่านได้เลือกเขาจากเผ่าชนทั้งสิ้นของท่าน ให้ยืนปรนนิบัติในพระนามพระเจ้า ทั้งตัวเขาและบุตรหลานของเขาสืบต่อกันไปเป็นนิตย์
6 "ถ้าคนเลวีคนใดมาจากตำบลใดในอิสราเอล อันเป็นที่อยู่ของเขา จะมายังสถานที่ซึ่งพระเยโฮวาห์ ทรงเลือกไว้ก็ให้เขามาได้ตามใจปรารถนา
7 แล้วเขาจะปรนนิบัติในพระนาม พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขา เช่นเดียวกับคนเลวีพี่น้องของเขา ผู้ยืนปรนนิบัติต่อพระเยโฮวาห์อยู่ที่นั่น
8 ให้เขาได้ส่วนที่จะรับประทานเท่าๆกัน นอกเหนือจากส่วนที่เขาได้มาด้วยการขายทรัพย์สินของเขาเอง
9 "เมื่อท่านทั้งหลายเข้าไปในแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่าน ท่านอย่าเรียนรู้ที่จะกระทำสิ่ง พึงรังเกียจตามประชาชาติเหล่านั้น
10 อย่าให้มีคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านซึ่งให้บุตรชาย หรือบุตรหญิงของเขาลุยไฟ อย่าให้ผู้ใดเป็นคนทำนาย เป็นหมอดู เป็นหมอจับยามดูเหตุการณ์ หรือเป็นนักวิทยาคม
11 เป็นหมอผี เป็นคนทรง เป็นพ่อมด แม่มด หรือเป็นหมอพราย
12 ผู้ใดที่กระทำอย่างนี้ย่อมเป็นที่รังเกียจแด่พระเจ้า เพราะกระทำสิ่งพึงรังเกียจเหล่านี้ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย จึงทรงขับไล่เขาเสียจากท่าน
13 ท่านทั้งหลายจงเป็นคนปราศจากตำหนิต่อพระพักตร์ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
14 เพราะว่าประชาชาติเหล่านี้ ซึ่งท่านกำลังจะไปขับไล่นั้นเชื่อฟังหมอดูและคนทำนาย แต่ส่วนตัวท่านนั้นพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านไม่ทรง ยินยอมให้ท่านกระทำเช่นนั้น
15 "พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะโปรด ให้ผู้เผยพระวจนะอย่างข้าพเจ้านี้เกิดขึ้น ในหมู่พวกท่านจากพี่น้องของท่าน ท่านทั้งหลายจงเชื่อฟังเขา
16 อย่างที่ท่านปรารถนาจากพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านที่โฮเรบในวันประชุมเมื่อท่านกล่าวว่า 'อย่าให้ข้าพเจ้าได้ยินพระสุรเสียง ของพระเยโฮวาห์พระเจ้า ของข้าพเจ้าหรือได้เห็นเพลิงมหึมานี้อีกเลย เกรงว่าข้าพเจ้าจะตายเสีย'
17 และพระเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าว่า 'ซึ่งเขาพูดมาเช่นนั้นก็ดีอยู่
18 เราจะโปรดให้บังเกิดผู้เผยพระวจนะ อย่างเจ้าในหมู่พวกพี่น้องของเขา และเราจะใส่ถ้อยคำของเราในปากของเขา และเขาจะกล่าวบรรดาสิ่งที่เราบัญชาเขา ไว้นั้นแก่ประชาชนทั้งหลาย
19 ผู้ใดไม่เชื่อฟังถ้อยคำของเรา ซึ่งผู้เผยพระวจนะกล่าวในนามของเรา เราจะกำหนดโทษผู้นั้น
20 แต่ผู้เผยพระวจนะคนใดบังอาจ กล่าวคำในนามของเราซึ่งเรามิได้บัญชาให้กล่าว หรือผู้นั้นกล่าวในนามของพระอื่น ผู้เผยพระวจนะนั้นต้องมีโทษถึงตาย'
21 และถ้าท่านนึกในใจว่า 'ทำอย่างไรเราจึงจะรู้พระวจนะที่พระเจ้ายังมิได้ ตรัสนั้นได้'
22 เมื่อผู้เผยพระวจนะกล่าวคำในพระนามของพระเจ้า ถ้ามิได้เป็นไปจริงตามถ้อยคำของผู้กล่าว ถ้อยคำนั้นมิได้เป็นพระวจนะที่พระเจ้าตรัส ผู้เผยพระวจนะนั้นบังอาจกล่าวเอง ท่านทั้งหลายอย่าเกรงกลัวเขาเลย

เฉลยธรรมบัญญัติ 19

1 "เมื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของ ท่านทั้งหลายทรงอเปหิบรรดาประชาชาติ ผู้ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของ ท่านประทานแผ่นดินของเขาแก่ท่าน และท่านทั้งหลายขับไล่เขาออกไป และเข้าไปอยู่ในหัวเมืองและในบ้านเรือนของเขาเหล่านั้น
2 ท่านจงแยกเมืองไว้สามเมือง สำหรับพวกท่านทั้งหลาย ในแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ประทานแก่ท่านเป็นกรรมสิทธิ์นั้น
3 ท่านจงจัดเตรียมให้มีทาง และจงแบ่งแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้า ของท่านประทานแก่ท่านเป็นกรรมสิทธิ์นั้นออกเป็นสามส่วน เพื่อว่าผู้ใดที่ได้ฆ่าคนแล้วจะหลบหนีไป อยู่ในเมืองเหล่านั้นได้
4 "ต่อไปนี้เป็นเรื่องของคนฆ่าคนผู้ที่หนีไปอยู่ ในเมืองเหล่านั้นได้และรอดชีวิตอยู่ คือผู้ใดที่ได้ฆ่าเพื่อนบ้านของตนโดยมิได้เจตนา โดยมิได้เป็นอริกันมาก่อน
5 อาทิเช่นชายคนหนึ่งเข้าไปในป่าพร้อม กับเพื่อนบ้านของเขาเพื่อจะตัดไม้ เมื่อเขาเหวี่ยงขวานเพื่อจะโค่นต้นไม้ลง หัวขวานหลุดจากด้ามถูกเพื่อนบ้านของเขาและคนนั้นก็ถึงตาย ก็ให้เขาหนีไปยังเมืองเหล่านี้เมืองใดเมืองหนึ่งและรอด ตายได้
6 ด้วยเกรงว่าผู้อาฆาตกำลังโกรธจัดจะไล่ตาม ชายผู้ฆ่าคนคนนั้นทัน เพราะหนทางไกลแล้วฆ่าเขาเสียแม้ว่าชายผู้นั้น ไม่มีโทษถึงตาย เพราะเขามิได้เป็นอริกับเพื่อนบ้านของเขามาก่อน
7 เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงบัญชาท่านว่า ให้ท่านจัดแยกหัวเมืองไว้สามหัวเมือง
8 และถ้าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านขยาย อาณาเขตของท่าน ดังที่พระองค์ได้ทรงปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของท่าน และประทานแผ่นดินทั้งสิ้นซึ่งพระองค์ทรงสัญญาจะประทาน แก่บรรพบุรุษของท่านให้แก่ท่าน
9 โดยมีข้อแม้ว่า ท่านได้ระวังที่จะรักษาบัญญัติทั้งหมดนี้ ซึ่งข้าพเจ้าได้บัญชาท่านในวันนี้โดยที่ท่านทั้งหลายรัก พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน และดำเนินอยู่ในพระมรรคาของพระองค์เสมอ แล้วท่านจงเพิ่มหัวเมืองอีกสามหัวเมืองนอกจาก สามหัวเมืองเหล่านั้น
10 ด้วยเกรงว่าผู้ที่ไม่มีผิดจะตายในแผ่นดินของท่าน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่านเป็นมรดก และท่านทั้งหลายจึงต้องรับผิดชอบความผิดในเรื่อง ที่เขาตายนั้น
11 "แต่ทว่าผู้ใดเกลียดชังเพื่อนบ้านของตน และซุ่มคอยดักเขาอยู่และได้ลอบตีเขาถึงแก่ความตาย แล้วชายผู้นั้นก็หนีเข้าไปในหัวเมืองเหล่านั้นเมืองใดเมืองหนึ่ง
12 แล้วพวกผู้ใหญ่ในเมืองของชาย ผู้นั้นจะส่งคนให้ไปรับตัวชายผู้นั้นมาจากที่นั่น และส่งตัวเขาให้แก่ผู้อาฆาต เพื่อเขาจะต้องถูกโทษถึงตาย
13 ท่านอย่าเมตตาสงสารเขาเลย แต่ท่านจงกำจัดความผิดอันเนื่องจาก ความตายของผู้ที่มิได้กระทำผิดนั้น ให้สิ้นไปจากอิสราเอลเพื่อท่านทั้งหลายจะได้ไปดีมาดี
14 "ในเรื่องมรดกซึ่งท่านจะรับในแผ่นดิน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ ท่านเป็นกรรมสิทธิ์นั้น ท่านอย่ายกย้ายเสาเขตของเพื่อนบ้านของท่าน ซึ่งคนโบราณได้ปักไว้
15 "อย่าให้พยานปากเดียวยืนยันกล่าวโทษผู้หนึ่งผู้ใด ไม่ว่าในเรื่องอาชญากรรม หรือในเรื่องความผิดใดๆซึ่งเขาได้กระทำผิดไป แต่ต้องมีพยานสองหรือสามปาก คำพยานนั้นจึงจะเป็นที่เชื่อถือได้
16 ถ้ามีพยานกล่าวปรักปรำความผิดของคนหนึ่งคนใด
17 ก็ให้ทั้งสองฝ่ายที่ต่อสู้คดีกันนั้นเข้าเฝ้าพระเจ้า ต่อหน้าปุโรหิตและผู้พิพากษาซึ่งประจำหน้าที่อยู่ในกาลนั้นๆ
18 ผู้พิพากษาจะอุตส่าห์ไต่สวน ถ้าพยานนั้นเป็นพยานเท็จกล่าวปรักปรำพี่น้องของตน เป็นความเท็จ
19 ท่านจงกระทำต่อพยานคนนั้นดังที่เขาตั้งใจจะ กระทำแก่พี่น้องของตน ดังนี้แหละท่านจะกำจัดความชั่วจากท่ามกลางท่านเสีย
20 คนอื่นๆจะได้ยินได้ฟัง และยำเกรงไม่กระทำผิดเช่นนั้นท่ามกลางพวกท่านทั้งหลายอีก
21 อย่าให้นัยน์ตาของท่านเมตตาสงสาร ควรให้ชีวิตแทนชีวิต ตาแทนตา ฟันแทนฟัน มือแทนมือ เท้าแทนเท้า

เฉลยธรรมบัญญัติ 20
1 "เมื่อท่านทั้งหลายจะยกไปทำสงครามกับพวกศัตรูของท่าน เห็นม้า รถรบ และกองทัพมากมายใหญ่โตกว่าของท่าน ท่านอย่ากลัวเขาเลยเพราะว่าพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านทรงสถิตอยู่กับท่าน ผู้ทรงนำท่านขึ้นมาจากแผ่นดินอียิปต์
2 และเมื่อใกล้จะรบกัน ปุโรหิตจะออกมาอยู่ข้างหน้าและกล่าวแก่ประชาชน
3 และจะกล่าวว่า 'โอ อิสราเอล จงฟังเถิด วันนี้ท่านมาใกล้จะสู้รบกับศัตรูของท่าน อย่าให้ใจของท่านทั้งหลายวิตก อย่ากลัวหรือหวาดหวั่น หรือครั่นคร้ามต่อศัตรูเลย
4 เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านเสด็จไปกับท่าน ทรงต่อสู้ศัตรูของท่านเพื่อท่าน จะประทานชัยชนะแก่ท่าน'
5 แล้วนายทหารจะพูดกับประชาชนว่า 'ใครที่สร้างบ้านใหม่ และยังไม่ได้ทำพิธีถวายบ้านนั้น ให้ผู้นั้นกลับไปบ้านของตน เกรงว่าเขาจะตายเสียในสงคราม และคนอื่นจะถวายบ้านนั้น
6 ใครที่ปลูกสวนองุ่นและยังมิได้รับประทานผลจากสวนองุ่นนั้น ให้ผู้นั้นกลับไปบ้าน เกรงว่าเขาจะตายเสียในสงคราม และคนอื่นจะรับประทานผลองุ่นนั้น
7 ผู้ใดที่หมั้นหญิงไว้เป็นภรรยาแล้ว แต่ยังไม่ได้แต่งงานกัน ให้ผู้นั้นกลับไปบ้านของตน เกรงว่าเขาจะตายเสียในสงคราม และชายอื่นจะได้นางไปเสีย'
8 และนายทหารจะพูดกับประชาชนต่อไปอีกว่า 'ผู้ใดที่อยู่ที่นี่มีจิตใจกลัวและวิตก ให้ผู้นั้นกลับไปบ้านของตนเสีย เกรงว่าจิตใจเพื่อนของเขาจะ ละลายไปเหมือนกับจิตใจของเขา'
9 เมื่อนายทหารพูดกับประชาชนจบลงแล้ว ก็ให้เลือกตั้งผู้บังคับบัญชากองต่างๆให้เป็นหัวหน้าประชาชน
10 "เมื่อพวกท่านเข้าไปใกล้เมืองซึ่งท่านจะไปสู้รบนั้น จงเสนอหลักสันติภาพแก่เมืองนั้นก่อน
11 ถ้าเขาตอบท่านอย่างสันติและเปิดประตูเมืองให้แก่ท่าน ก็ให้ประชาชนทั้งปวงที่พบอยู่ในเมืองนั้นทำงานโยธา ให้แก่ท่านและปรนนิบัติท่าน
12 ถ้าเมืองนั้นไม่ร่วมสันติกับท่าน แต่กลับออกมารบ ก็ให้ท่านเข้าล้อมตีเมืองนั้นได้
13 เมื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้า ประทานเมืองนั้นไว้ในมือท่านแล้ว ท่านจงฆ่าชายทุกคนเสียด้วยคมดาบ
14 แต่ผู้หญิงและเด็ก สัตว์และทุกสิ่งในเมืองนั้น คือของที่ริบไว้ทั้งหมดท่านจงยึดเอาเป็นของตัว ท่านจงอิ่มใจในของที่ริบมาจากศัตรูของท่าน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่าน
15 ท่านทั้งหลายจงกระทำเช่นนี้แก่ทุกหัวเมือง ที่อยู่ไกลจากท่าน ซึ่งไม่ใช่หัวเมืองของประชาชาติใกล้ๆนี้
16 แต่ในหัวเมืองของชนชาติทั้งหลายนี้ ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ประทานแก่ท่านเป็นมรดก ท่านอย่าไว้ชีวิตสิ่งใดๆที่หายใจได้เลย
17 แต่จงทำลายเขาเสียให้สิ้นเชิง คือคนฮิตไทต์ คนอาโมไรต์ คนคานาอัน คนเปริสซี คนฮีไวต์ และคนเยบุส ดังที่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงบัญชาไว้
18 เพื่อว่าเขาจะมิได้สอนท่านให้กระทำสิ่งพึงรังเกียจ ซึ่งเขาได้กระทำเป็นการปรนนิบัติต่อพระของเขา เพราะการกระทำเช่นนั้นเป็นการกระทำบาปต่อ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
19 "เมื่อท่านล้อมหัวเมืองหนึ่งอยู่ช้านาน เพื่อจะสู้รบเอาหัวเมืองนั้น อย่าใช้ขวานฟันทำลายต้นไม้ของเมืองนั้นเสีย เพราะท่านทั้งหลายจะรับประทานผล จากต้นไม้นั้น อย่าโค่นลงเลย ต้นไม้ในทุ่งนาเป็นมนุษย์หรือ ท่านจึงต้องล้อมเพื่อจะรบกับมัน
20 เฉพาะต้นไม้ที่ท่านทราบว่าไม่ใช้เป็นอาหาร ท่านจะทำลายและโค่นลงก็ได้ เพื่อจะใช้สร้างเครื่องล้อมเมืองซึ่งสู้รบกับท่าน จนกว่าเมืองนั้นจะแตก

เฉลยธรรมบัญญัติ 21

1 "ในแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้า ของท่านประทานให้ท่านเป็นกรรมสิทธิ์นั้น ถ้าพบศพคนที่ถูกฆ่าทิ้งอยู่กลางแจ้ง ไม่ทราบว่าผู้ใดฆ่าเขาตาย
2 ก็ให้พวกผู้ใหญ่และผู้พิพากษาของท่านออกมาวัดดูว่า เมืองที่อยู่กับศพผู้ตายนั้นเมืองใดอยู่ใกล้ที่สุด
3 ให้พวกผู้ใหญ่ของเมืองที่อยู่ใกล้ที่สุดนั้นนำโคตัวเมียตัวหนึ่ง ซึ่งยังไม่เคยใช้งานและยังไม่เคยเทียมแอก
4 และให้พวกผู้ใหญ่ของเมืองนั้น นำโคเมียตัวนั้นไปที่หุบเขาซึ่งมีน้ำไหล ซึ่งไม่มีใครไถหรือหว่านเลย และให้หักคอโคเมียที่หุบเขานั้น
5 และปุโรหิตผู้เป็นบุตรหลานของเลวีจะต้องออกมา ด้วยพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขาได้ทรงเลือก เขาไว้ให้ปรนนิบัติพระองค์ และให้อวยพรในพระนามของพระเจ้า ให้การวิวาทและการทำร้ายทุกเรื่องสิ้นสุด ลงด้วยคำของปุโรหิตเหล่านี้
6 และพวกผู้ใหญ่ของเมืองที่อยู่ใกล้ผู้ถูกฆ่าที่สุดนั้นจะล้างมือ ของเขาทั้งหลายเหนือโคเมียซึ่งถูกหักคอที่ในหุบเขานั้น
7 และเขาจะเป็นพยานว่า 'มือของเราทั้งหลายมิได้กระทำให้โลหิตของชายผู้นี้ตก และตาของเราทั้งหลายก็มิได้แลเห็นโลหิตของเขาตก
8 ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงลบมลทินบาปชนชาติ อิสราเอลคือประชากรของพระองค์ ผู้ซึ่งพระองค์ได้ทรงไถ่ไว้ ขออย่าทรงถือโทษชนชาติอิสราเอลเนื่องด้วยความ ตายของผู้ไม่มีผิด แต่ขอทรงอภัยโทษอันเนื่องจากความตายนี้ให้แก่เขา'
9 ดังนี้แหละท่านจะกำจัดความผิด อันเนื่องจากความตายของผู้ที่ไม่มีผิดนั้นเสียจากท่ามกลางท่าน เมื่อท่านกระทำสิ่งที่ชอบในสายพระเนตรของพระเจ้า
10 "เมื่อท่านออกไปสู้รบกับศัตรูของท่าน และพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรง มอบเขาไว้ในมือของท่านแล้ว และท่านจับเขามาเป็นเชลย
11 และท่านเห็นหญิงงามคนหนึ่งในหมู่เชลยนั้น และปรารถนาอยากได้มาเป็นภรรยาของท่าน
12 ท่านจงพาหญิงมาไว้ที่เรือนของท่าน ให้นางโกนศีรษะและตัดเล็บมือเสีย
13 และให้นางเปลื้องเครื่องแต่งกายอย่างเชลยออก และให้อยู่ในเรือนของท่าน ให้ไว้ทุกข์ถึงบิดามารดาของนางหนึ่งเดือนเต็ม หลังจากนั้นท่านจึงจะเข้าไปหานางและเป็นสามีของนางได้ และให้นางเป็นภรรยาของท่าน
14 ภายหลังถ้าท่านไม่พอใจนางนั้นเสียแล้ว จงปล่อยนางไปตามแต่นางจะพอใจไปไหน อย่าขายนางเอาเงิน อย่ากระทำกับนางเยี่ยงทาส เพราะท่านได้กระทำให้นางได้อายแล้ว
15 "ถ้าชายคนหนึ่งมีภรรยาสองคน รักคนหนึ่ง ไม่ชอบอีกคนหนึ่ง ภรรยาทั้งสองคือทั้ง คนที่รักและคนที่ไม่ชอบก็มีบุตรด้วยกัน และบุตรหัวปีเป็นบุตรของภรรยาคนที่ตนไม่ชอบ
16 เมื่อถึงวันแบ่งทรัพย์สินให้แก่บุตรเป็นมรดกนั้น อย่าให้เขากระทำแก่บุตรของภรรยาคนที่ตนรัก นั้นอย่างกับเป็นบุตรหัวปี แทนบุตรของภรรยาที่ตนไม่ชอบซึ่งเป็นบุตรหัวปี
17 แต่เขาต้องยอมรับบุตรหัวปีคือบุตรของ ภรรยาคนที่ตนไม่ชอบ โดยแบ่งข้าวของให้แก่บุตรหัวปีสองเท่า เพราะว่าคนนี้เป็นต้นกำลังของบิดา สิทธิของบุตรหัวปีเป็นของเขา
18 "ถ้าชายคนใดมีบุตรที่ดื้อและไม่อยู่ในโอวาท ไม่เชื่อฟังเสียงของบิดาของตนหรือเสียงของมารดาของตน แม้ว่าบิดามารดาจะได้ตีสอน เขาก็ไม่ยอมฟัง
19 ให้บิดามารดาจับตัวเขาให้ออกมาหาพวกผู้ใหญ่ของ เมืองนั้นณประตูเมืองที่เขาอาศัยอยู่
20 และเขาจะพูดกับพวกผู้ใหญ่ของเมืองนั้นว่า 'บุตรชายของเราคนนี้เป็นคนดื้อดึงและไม่อยู่ในโอวาท ไม่เชื่อฟังเสียงเราเป็นคนตะกละและขี้เมา'
21 แล้วผู้ชายในเมืองนั้นจะเอาหินขว้างเขาให้ตาย ดังนั้นท่านจะได้กำจัดความชั่วเสียจากท่ามกลางท่าน คนอิสราเอลทั้งปวงจะได้ยินและยำเกรง
22 "ถ้าคนใดได้กระทำความผิดอันมีโทษถึงตาย และเขาถูกประหารชีวิต และแขวนเขาไว้ที่ต้นไม้
23 อย่าให้ศพค้างอยู่ที่ต้นไม้ข้ามคืน ท่านจงฝังเขาเสียในวันเดียวกันนั้น ด้วยว่าผู้ที่ต้องถูกแขวนไว้บนต้นไม้ ก็ต้องถูกสาปแช่งโดยพระเจ้า ท่านอย่ากระทำให้แผ่นดินของท่านซึ่งพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่านให้เป็นมรดกนั้นเป็นมลทิน

เฉลยธรรมบัญญัติ 22
1 "เมื่อท่านทั้งหลายเห็นวัวหรือแกะของพี่น้อง ของท่านหลงมาอย่านิ่งเฉยเสีย จงพาสัตว์เหล่านั้นกลับไปให้พี่น้องของท่าน
2 ถ้าบ้านเขาอยู่ไม่ใกล้ หรือท่านไม่รู้จักตัวเขา จงนำสัตว์นั้นมาไว้ที่บ้าน ของท่านและให้อยู่กับท่านจนพี่น้องมาเที่ยวหา แล้วท่านจงมอบคืนให้เขาไป
3 ลาของพี่น้องท่านก็จงคืนให้เหมือนกัน เสื้อผ้าของพี่น้องท่านก็จงคืนให้เหมือนกัน สิ่งใดของพี่น้องที่หายไป และที่ท่านพบเข้าท่านจงคืนให้แก่เขา ท่านอย่านิ่งเฉยเสียไม่ช่วยเขา
4 ถ้าท่านเห็นลาหรือวัวของพี่น้องล้มอยู่ตามทาง อย่านิ่งเฉยเสียท่านจงช่วยพยุงสัตว์เหล่านั้นขึ้นอีก
5 "อย่าให้ผู้หญิงใช้เครื่องแต่งกายของผู้ชาย และอย่าให้ผู้ชายแต่งกายด้วยเครื่องของผู้หญิง เพราะผู้ใดกระทำสิ่งเหล่านี้ก็เป็นที่พึง รังเกียจแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
6 "ถ้าท่านเผอิญไปพบรังนกอยู่ตามทาง บนต้นไม้หรือพื้นดิน มีลูกนกหรือไข่และแม่นกกกอยู่บนลูกนกหรือไข่นั้น ท่านอย่าเอาแม่นกกับลูกนกไป
7 ท่านจงปล่อยแม่นกไปเสีย แต่ลูกนกนั้นท่านจะเอาไปเป็นของท่านก็ได้ เพื่อท่านจะได้รับความจำเริญ และท่านจะมีอายุยืนนาน
8 "เมื่อท่านก่อเรือนใหม่ จงก่อขอบขึ้นกันไว้ที่ดาดฟ้าหลังคา เพื่อท่านจะมิได้นำโทษมาสู่เรือนนั้นเพราะมีคนพลัดตกลง มาจากหลังคาตาย
9 "อย่าเอาเมล็ดพืชสองชนิดหว่านลงในสวนองุ่นของท่าน เกรงว่าผลทั้งหมดนั้นจะต้องมอบให้แก่สถานนมัสการ คือทั้งพืชผลที่ท่านหว่านและผลองุ่นของสวนนั้น
10 ท่านอย่าเอาวัวและลาเข้าเทียมไถด้วยกัน
11 ท่านอย่าสวมเครื่องแต่งกายที่ทอด้วยขนสัตว์ปนด้ายป่าน
12 "ท่านจงทำพู่ห้อยไว้ที่มุมทั้งสี่ของชายเสื้อคลุมของท่าน ซึ่งท่านใช้คลุมตัว
13 "ถ้าชายคนใดได้ภรรยา และได้สมสู่อยู่กับนาง แล้วเกิดเกลียดชังนาง
14 และหาเหตุว่าหญิงนั้นประพฤติสิ่งน่าอาย กระทำให้ชื่อเสียงของนางเสียหาย โดยกล่าวว่า 'ข้ารับหญิงคนนี้มาเป็นภรรยา ครั้นข้าเข้าสมสู่กับนางก็เห็นว่า นางไม่มีเครื่องหมายของหญิงพรหมจารี'
15 บิดาของหญิงสาวคนนั้นและมารดาจะต้องนำของสำคัญ อันเป็นพยานว่าหญิงนั้นเป็นพรหมจารีมาให้พวกผู้ใหญ่ของ เมืองนั้นที่ประตูเมือง
16 และบิดาของหญิงสาวนั้นจะบอกกับพวกผู้ใหญ่ว่า 'ข้าได้ยกลูกสาวของข้าให้เป็นภรรยาชายคนนี้ และเขากลับเกลียดชัง
17 นี่แหละชายผู้นี้หาเหตุกล่าวติเตียนว่า "ข้าพเจ้าไม่เห็นว่า บุตรสาวของท่านมีเครื่องหมายของหญิงพรหมจารีเลย" นี่แหละเป็นของสำคัญว่า ลูกสาวของข้าเป็นหญิงพรหมจารี' แล้วเขาจะคลี่เครื่องแต่งกายนั้นออก ต่อหน้าพวกผู้ใหญ่ให้เป็นพยาน
18 ให้พวกผู้ใหญ่ของเมืองนั้นจับชายคนนั้นมาเฆี่ยน
19 และปรับเขาหนึ่งร้อยเชเขล และมอบเงินนั้นให้แก่บิดาของหญิงสาว เพราะเขาทำให้หญิงพรหมจารีอิสราเอลคนหนึ่งเสียชื่อ หญิงนั้นจะเป็นภรรยาของเขาต่อไป เขาจะหย่าร้างไม่ได้เลยตลอดชีวิต
20 แต่ถ้าเรื่องนั้นเป็นความจริงและหาเครื่องหมายของหญิง พรหมจารีที่หญิงสาวนั้นไม่ได้
21 เขาจะพาหญิงสาวนั้นออกมานอกประตูเรือนบิดาของเธอ แล้วชาวเมืองจะเอาหินขว้างเธอให้ตาย เพราะเธอได้กระทำความโง่เขลาในอิสราเอล คือเป็นหญิงโสเภณีในเรือนของบิดา ดังนี้แหละท่านจะกำจัดความชั่วออกจากท่ามกลางท่าน
22 "ถ้าพบชายคนหนึ่งไปร่วมกับภรรยาของคนอื่น ทั้งสองคน คือชายที่ไปร่วมกับหญิงและหญิงคนนั้นจะต้องมีโทษถึงตาย ดังนี้แหละท่านจะกำจัดความชั่วจากอิสราเอล
23 "ถ้ามีหญิงพรหมจารีคนหนึ่งหมั้นไว้แล้ว และมีชายคนหนึ่งไปพบเธอในเมืองและได้ร่วมกับเธอ
24 ท่านจงพาเขาทั้งสองออกไปนอกประตูเมืองนั้น และท่านจงเอาหินขว้างเขาทั้งสองให้ตายเสีย หญิงสาวคนนั้นเพราะว่าแม้อยู่ในเมืองก็มิได้ร้องขอความช่วยเหลือ ชายคนนั้นเพราะว่าได้กระทำให้ภรรยาของเพื่อนบ้านได้รับความละอาย ดังนี้แหละ ท่านทั้งหลายจะกำจัดความชั่วเสียจากท่ามกลางท่าน
25 "แต่ถ้าชายคนหนึ่งไปพบหญิงสาวที่คนอื่นหมั้นไว้แล้วที่ กลางทุ่ง ชายคนนั้นจับตัวหญิงคนนั้นและได้ร่วมกับเธอ เฉพาะผู้ชายคนที่ร่วมกับเธอเท่านั้นจะต้องมีโทษถึงตาย
26 แต่ท่านอย่าทำโทษหญิงสาวนั้นเลย ฝ่ายหญิงสาวนั้นไม่มีความผิดสิ่งใดที่จะต้องมีโทษถึงตาย เพราะคดีเรื่องนี้ก็เหมือนกับคดีเรื่องชายคนหนึ่งเข้าต่อสู้ และฆ่าเพื่อนบ้านของตน
27 เพราะชายนั้นพบเธอที่กลางทุ่ง แม้ว่าหญิงสาวที่เขาหมั้นไว้คนนั้น จะร้องขอความช่วยเหลือก็ไม่มีผู้ใดมาช่วยได้
28 "ถ้าชายคนหนึ่งพบหญิงพรหมจารียังไม่มีคนหมั้น เขาจึงจับตัวเธอและได้ร่วมกับเธอ มีผู้รู้เห็น
29 ชายผู้ที่ได้ร่วมกับเธอนั้นจะต้องมอบเงิน ห้าสิบเชเขลให้แก่บิดาของหญิงสาวคนนั้น และให้หญิงนั้นตกเป็นภรรยาของผู้ชายคนนั้น เพราะเขาได้ทำให้เธอได้รับความอาย และเขาจะหย่าร้างเธอไม่ได้ตลอดชีวิต
30 "ห้ามมิให้ผู้ชายคนใดเอาภรรยาของ บิดามาเป็นภรรยาของตน และห้ามมิให้เปิดผ้าของนางผู้เป็นของบิดา

เฉลยธรรมบัญญัติ 23
1 "ชายคนใดมีลูกอัณฑะฝ่อ หรืออวัยวะสืบพันธุ์ด้วน อย่าให้เข้าในการประชุมของพระเจ้า
2 "ห้ามไม่ให้ลูกนอกกฎหมาย เข้าในการประชุมของพระเจ้า อย่าให้พงศ์พันธุ์ของเขา เข้าในการประชุมของพระเจ้า จนถึงสิบชั่วอายุคน
3 "อย่าให้คนอัมโมนหรือคนโมอับ เข้าในการประชุมของพระเจ้า บุคคลที่เป็นเชื้อสายของคนทั้งสองเผ่านี้ ห้ามไม่ให้เข้าในการประชุมของพระเจ้าเลย จนถึงสิบชั่วอายุคน
4 เพราะว่าคนเหล่านี้มิได้มาต้อนรับท่านทั้งหลายตามทาง ด้วยขนมปังและน้ำเมื่อท่านออกจากอียิปต์ เพราะว่าเขาได้จ้างบาลาอัมบุตรเบโอร์มาจากเปโธร์ แห่งเมโสโปเตเมียให้สาปแช่งท่านทั้งหลาย
5 อย่างไรก็ดีพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านมิได้ฟังบาลาอัม แต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงเปลี่ยนคำ สาปแช่งให้เป็นคำอวยพรท่าน เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงรักท่าน
6 ท่านอย่าเสริมสวัสดิภาพหรือความเจริญให้เขาตลอดชีวิต ของท่านทั้งหลายเป็นนิตย์
7 "ท่านทั้งหลายอย่าเกลียดคนเอโดม เพราะเขาเป็นพี่น้องของท่าน ท่านอย่าเกลียดคนอียิปต์ เพราะท่านทั้งหลายเป็นคนต่างด้าวอยู่ในแผ่นดินของเขานั้น
8 เด็กๆชั่วอายุที่สาม ซึ่งเกิดกับคนเหล่านี้จะเข้าในการประชุมของพระเจ้าก็ได้
9 "เมื่อท่านออกไปสู้รบกับศัตรูของ ท่านและเมื่อท่านยังอยู่ในค่าย ท่านจงระวังตัวให้พ้นจากสิ่งชั่วทุกอย่าง
10 "ถ้าคนใดในพวกท่านไม่สะอาดด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลากลางคืน เขาต้องไปอยู่นอกค่าย อย่าให้เขาเข้ามาในค่าย
11 แต่เมื่อถึงเวลาเย็นแล้วให้เขาอาบน้ำชำระตัว และเมื่อดวงอาทิตย์ตกแล้วเขาจะกลับเข้ามาในค่ายก็ได้
12 "ท่านทั้งหลายต้องมีที่ภายนอกค่าย เพื่อจะออกไปถึงได้
13 และท่านต้องมีไม้เสี้ยมรวมไว้กับเครื่องอาวุธ และเมื่อท่านนั่งลงในที่ข้างนอกนั้น ท่านจงใช้ไม้ขุดหลุมไว้ และหันไปกลบสิ่งปฏิกูลของท่านเสีย
14 เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงดำเนิน อยู่ท่ามกลางค่ายของท่าน เพื่อจะช่วยกู้ท่านและมอบศัตรูของท่านไว้ในมือท่าน เพราะฉะนั้นค่ายของท่านต้องบริสุทธิ์ เพื่อพระองค์จะไม่ทอดพระเนตรสิ่งโสโครกในหมู่พวกท่าน และเสด็จไปเสียจากท่าน
15 "ถ้ามีทาสหนีจากนายของเขามาอยู่กับท่าน อย่าจับทาสนั้นไปส่งนายของเขา
16 จงให้ทาสนั้นอยู่กับท่าน อยู่ในหมู่พวกท่าน ให้อยู่ในที่ซึ่งเขาจะเลือกในเมืองหนึ่งเมืองใด ตามความพอใจของเขา อย่ากดขี่ข่มเหงเขาเลย
17 "ผู้หญิงชาวอิสราเอลนั้น อย่าให้คนหนึ่งคนใดเป็นเทวทาสี อย่าให้บุตรชายอิสราเอลคนหนึ่งคนใด เป็นเทวทาส
18 ท่านอย่านำค่าจ้างของเทวทาสี หรือค่าจ้างจากหมา มาในโบสถ์ของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน เป็นเงินแก้บนอย่างหนึ่งอย่างใด เพราะสิ่งทั้งสองนี้ เป็นสิ่งพึงรังเกียจแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
19 "ท่านอย่าให้พี่น้องของท่านยืมเงินเพื่อเอาดอกเบี้ย ไม่ว่าดอกเบี้ยเงินกู้ หรือดอกเบี้ยเครื่องบริโภคหรือ ดอกเบี้ยของสิ่งใดๆที่ให้ยืมเพื่อเอาดอกเบี้ย
20 ท่านจะให้คนต่างด้าวยืมเพื่อเอาดอกเบี้ยก็ได้ แต่สำหรับพี่น้องของท่าน ท่านอย่าให้ยืมเพื่อเอาดอกเบี้ย เพื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงอำนวย พระพรแก่ท่าน ในทุกสิ่งซึ่งท่านกระทำ ในแผ่นดินซึ่งท่านกำลังจะเข้าไปยึดครองนั้น
21 "เมื่อท่านบนต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ท่านอย่าละเลยไม่แก้บน เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรง เรียกเอาจากท่านเป็นแน่ และท่านจะมีบาป
22 ถ้าท่านงดไม่บน ท่านก็จะไม่มีบาป
23 ท่านจงระวังที่จะกระทำตามถ้อยคำที่ผ่านออกมา จากริมฝีปากของท่าน ตามที่ท่านได้สมัครใจบนต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ซึ่งท่านสัญญาด้วยปากของท่านแล้ว
24 "เมื่อท่านเข้าไปในสวนองุ่นแห่งเพื่อนบ้านของท่าน ท่านจะรับประทานผลองุ่นให้อิ่มหนำตามที่ท่านปรารถนาก็ได้ แต่อย่าใส่ในภาชนะของท่านไป
25 เมื่อท่านเข้าไปในนาของเพื่อนบ้านของท่าน ท่านจะเอามือเด็ดรวงข้าวมาก็ได้ แต่ท่านจะใช้เคียวเกี่ยวข้าวของเพื่อนบ้านของท่านไม่ได้

เฉลยธรรมบัญญัติ 24

1 "เมื่อชายคนใดมีภรรยาแต่งงานอยู่กินด้วยกันกับนาง และสามีไม่ชอบภรรยาคนนั้น เพราะมาทราบว่านางมีสิ่งน่าอาย และเขาทำหนังสือหย่าใส่มือให้นาง แล้วไล่ออกจากเรือนไป
2 และนางก็ออกจากเรือนไปเสีย และถ้านางไปเป็นภรรยาของชายอีกคนหนึ่ง
3 และสามีคนหลังนี้ไม่ชอบนางจึงทำหนังสือหย่าใส่ มือนางแล้วไล่นางออกจากเรือน หรือสามีคนหลังนี้ที่ได้นางเป็นภรรยาถึงแก่ความตาย
4 สามีคนเดิมที่ได้ไล่นางไปนั้นจะรับ นางที่มลทินแล้วมาเป็นภรรยาอีกไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจแด่พระเจ้า ท่านทั้งหลายอย่ากระทำให้แผ่นดินซึ่ง พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทาน แก่ท่านให้เป็นมรดกนั้นมีความผิด
5 "เมื่อชายคนใดมีภรรยาใหม่ๆ อย่าให้ผู้นั้นต้องไปทัพ หรือทำราชการอย่างใด ให้เขาอยู่บ้านปีหนึ่งเพื่อเขาจะให้ภรรยา ซึ่งเขาได้มานั้นมีความสุข
6 "อย่าให้ผู้ใดยึดโม่หรือหินโม่ลูกบนไว้เป็นประกัน เพราะสิ่งที่ยึดเป็นประกันนั้นเขาใช้เลี้ยงชีพของเขา
7 "ถ้าชายคนใดถูกเขาจับได้ว่าได้ลักพี่น้อง คนอิสราเอลคนหนึ่งคนใดไปใช้เป็นทาสหรือขายเสีย ขโมยคนนั้นจะต้องมีโทษถึงตาย ดังนี้แหละท่านจะกำจัดความชั่วเสียจากท่ามกลางท่าน
8 "ท่านทั้งหลายจงระวังเรื่องโรคเรื้อน จงระวังที่จะกระทำตามคำชี้แจงของปุโรหิตคนเลวี ดังที่ข้าพเจ้าได้บัญชาเขาไว้ ท่านจงระวังที่จะทำตามอย่างนั้น
9 จงระลึกถึงเรื่องที่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน กระทำแก่มีเรียม ตามทางเมื่อท่านทั้งหลายออกจากอียิปต์
10 "เมื่อท่านทั้งหลายให้พี่น้องขอยืมสิ่งใด อย่าเข้าไปในเรือนของเขาและเอาสิ่งที่เขาใช้เป็นประกัน
11 ท่านจงยืนอยู่ภายนอก และคนที่ยืมนั้นจะนำของประกันออกมาให้ท่านเอง
12 ถ้าเขาเป็นคนยากจน อย่าเอาของประกันนั้นเก็บ ไว้จนข้ามคืน
13 เมื่อดวงอาทิตย์ตกท่านจงเอาของนั้นมาคืนให้เขา เพื่อเขาจะมีของคลุมตัวเมื่อเวลานอน และอวยพรแก่ท่าน นี่จะเป็นความชอบธรรมแก่ท่าน เฉพาะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
14 "ท่านอย่าข่มขี่ลูกจ้างที่เป็นคนยากจนและขัดสน ไม่ว่าเขาจะเป็นพี่น้องของท่านหรือคนต่างด้าว อยู่ในแผ่นดินภายในเมืองของท่าน
15 ท่านจงจ่ายเงินค่าจ้างวันนั้นให้แก่เขาก่อนดวงอาทิตย์ตก (เพราะเขาเป็นคนยากจน และมีใจจดจ่ออยู่ที่ค่าจ้างนั้น) ด้วยเกรงว่าเขาจะกล่าวหาท่านต่อพระเจ้า และจะเป็นความบาปแก่ท่าน
16 "อย่าให้บิดาต้องรับโทษถึงตายแทนบุตรของตน หรือให้บุตรต้องรับโทษถึงตายแทนบิดาของตน ให้ทุกคนรับโทษถึงตายด้วยโทษของคนนั้นเอง
17 "ท่านทั้งหลายอย่าให้เสียความยุติธรรม ซึ่งควรได้แก่คนต่างด้าวหรือควรได้ แก่ลูกกำพร้าและอย่ารับเสื้อผ้าของหญิงม่ายไว้เป็นประกัน
18 แต่ท่านพึงจำไว้ว่า ท่านเคยเป็นทาสอยู่ในอียิปต์ และพระเยโฮวาห์พระเจ้าของ ท่านไถ่ท่านออกจากที่นั่น เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงบัญชาท่านให้กระทำเช่นนี้
19 "เมื่อท่านเกี่ยวข้าวในนาของท่าน และลืมฟ่อนข้าวไว้ในนาฟ่อนหนึ่ง อย่ากลับไปเอามาเลย ให้เป็นของคนต่างด้าว ลูกกำพร้าและแม่ม่าย เพื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของ ท่านจะอวยพระพรแก่กิจการทั้งหลายแห่งมือของท่าน
20 เมื่อท่านฟาดต้นมะกอกเทศ ท่านอย่าเก็บที่กิ่งเดิมซ้ำครั้งที่สอง ให้เหลือไว้สำหรับคนต่างด้าว ลูกกำพร้า และแม่ม่าย
21 เมื่อท่านเก็บผลองุ่นจากสวนองุ่นของท่าน ท่านอย่าไปเก็บเล็มอีก จงเหลือไว้สำหรับคนต่างด้าว ทั้งลูกกำพร้าและแม่ม่าย
22 ท่านจงจำไว้ว่าท่านเคยเป็นทาสอยู่ในอียิปต์ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงบัญชาท่านให้กระทำเช่นนี้

เฉลยธรรมบัญญัติ 25

1 "ถ้าสองคนเป็นความกันถึงโรงศาล เมื่อผู้พิพากษาพิจารณาความของเขาทั้งสองแล้ว และประกาศความบริสุทธิ์ของฝ่ายถูก และกล่าวโทษฝ่ายผิด
2 ถ้าผู้ผิดสมควรถูกโบยก็ให้ผู้พิพากษาให้เขานอนลง แล้วกำหนดให้โบยต่อหน้ามากน้อยตามความผิดของผู้นั้น
3 ให้โบยเขาสี่สิบทีก็ได้ แต่อย่าให้เกินนั้นไปเลย เกรงว่าถ้าโบยเขาเกินนั้น พี่น้องของท่านก็เป็นที่ดูถูกของท่าน
4 "อย่าเอาตะกร้อครอบปากวัวเมื่อมันกำลังนวดข้าวอยู่
5 "ถ้าพี่น้องอยู่ด้วยกัน และคนหนึ่งตายเสียหามีบุตรชายไม่ ภรรยาของผู้ที่ตายนั้นจะออกไปเป็นภรรยาของคนนอกไม่ได้ ให้พี่น้องของสามีนางเข้าไปหานางและรับหญิงนั้นมาเป็น ภรรยา และทำหน้าที่ของสามีแก่นาง
6 บุตรหัวปีที่เกิดมากับหญิงคนนั้นให้ สืบชื่อพี่น้องคนที่ตายไปนั้น เพื่อชื่อของเขาจะมิได้ลบไปจากอิสราเอล
7 ถ้าชายคนนั้นไม่ประสงค์จะรับภรรยาของพี่น้องของเขา ก็ให้ภรรยาของพี่น้องของเขาไปหาพวกผู้ใหญ่ที่ประตูเมือง และกล่าวว่า 'พี่น้องของสามีดิฉันไม่ยอมสืบชื่อของ พี่น้องของเขาในอิสราเอล เขาไม่ยอมรับหน้าที่ของสามีของดิฉัน'
8 แล้วพวกผู้ใหญ่ของเมืองนั้นจะเรียกชายคนนั้นมาพูดกับเขา ถ้าเขายังยืนยันโดยกล่าวว่า 'ข้าพเจ้าไม่ประสงค์จะรับนาง'
9 แล้วนางนั้นจะเข้าไปใกล้ชายคนนั้นต่อหน้าพวกผู้ใหญ่ ดึงเอารองเท้าของชายคนนั้นออกมาข้างหนึ่ง และถ่มน้ำลายรดหน้าชายนั้นแล้วกล่าวว่า 'เลิกกันทีกับผู้ชายที่ไม่ยอมสร้างครอบครัวของพี่น้องของตน'
10 ในอิสราเอลเขาจะเรียกชื่อครอบครัวนี้ว่าครอบครัวที่รองเท้าถูกดึงออก
11 "ถ้าชายสองคนวิวาททุบตีกัน และภรรยาของชายคนหนึ่งเข้า มาใกล้จะช่วยสามีของตนให้พ้นจากมือของผู้ที่ตี และนางยื่นมือออกเค้นของลับของผู้ชายคนนั้น
12 ท่านจงตัดมือของนางทิ้งเสีย อย่าให้ตาของท่านสงสารนางเลย
13 "ท่านอย่ามีลูกตุ้มสำหรับตาชั่งต่างกันไว้ในถุง อันหนึ่งหนักอันหนึ่งเบา
14 ในเรือนของท่านอย่าให้มีเครื่องตวงสองชนิด ใหญ่อันหนึ่งเล็กอันหนึ่ง
15 ท่านจงมีลูกตุ้มอันเที่ยงตรงและมีถังตวงอันเที่ยงตรง เพื่อว่าวันคืนของท่านจะยืนนานในแผ่นดินซึ่ง พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่าน
16 เพราะว่าผู้ใดที่กระทำดังนี้ คือทุกคนที่คดโกงเป็นผู้ที่พึงรังเกียจ แด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
17 "จงระลึกถึงการที่คนอามาเลขกระทำแก่ท่านทั้งหลาย ตามทางที่ท่านออกจากอียิปต์
18 เขาได้ออกโจมตีท่านตามทาง เมื่อท่านอ่อนเพลียเมื่อยล้าและ ตัดตอนพวกที่อยู่รั้งท้าย เขามิได้ยำเกรงพระเจ้า
19 เพราะฉะนั้นเมื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานให้ท่านหยุดพักจากศัตรูที่อยู่รอบข้างแล้ว ในแผ่นดินที่พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่านเป็นมรดกให้เป็นกรรมสิทธิ์นั้น ท่านทั้งหลายจงทำลายล้างคนอามาเลขเสียจากความทรงจำภายใต้ฟ้า ท่านทั้งหลายอย่าลืมเสีย

เฉลยธรรมบัญญัติ 26

1 "เมื่อท่านทั้งหลายเข้าไปใน แผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้า ของท่านประทานแก่ท่านเป็นมรดก และท่านเข้ายึดเป็นกรรมสิทธิ์ และอาศัยอยู่ในแผ่นดินนั้นแล้ว
2 ท่านจงเอาผลแรกทั้งหมดซึ่งท่านเกี่ยวเก็บมาจาก แผ่นดินของท่าน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่าน จงนำผลนั้นใส่กระจาด นำไปยังที่ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงเลือกไว้ เพื่อให้พระนามของพระองค์ประทับที่นั่น
3 ท่านจงไปหาปุโรหิตผู้ประจำเวรอยู่ในเวลานั้น และกล่าวแก่เขาว่า 'ข้าพเจ้ายอมรับในวันนี้แด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านว่า ข้าพเจ้าได้เข้ามาในแผ่นดินซึ่งพระเจ้าทรงปฏิญาณแก่ บรรพบุรุษว่าจะประทานแก่เราทั้งหลาย'
4 แล้วปุโรหิตจะรับกระจาดไปจากมือของท่าน และวางไว้ที่หน้าแท่นบูชาแห่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
5 "และท่านจงตอบสนองต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านว่า 'บิดาของข้าพระองค์เป็นชาวอารัมผู้หลงทางท่องเที่ยวไป ท่านลงไปในอียิปต์และอาศัยอยู่ที่นั่นมีแต่จำนวนน้อย ที่นั่นท่านก็กลายเป็นประชาชาติหนึ่งใหญ่โตแข็งแรง และมีพลเมืองมาก
6 และชาวอียิปต์ทำแก่เราอย่างเลวทราม และข่มใจเรา และทำทารุณแก่เรา
7 แล้วเราก็ร้องทูลต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้า แห่งบรรพบุรุษของเรา และพระเยโฮวาห์ทรงสดับเสียงของเรา ทอดพระเนตรความทุกข์ใจของเรา การลำบากของเรา การถูกบีบคั้นของเรา
8 และพระเจ้าทรงนำเราทั้งหลายออกจากอียิปต์ด้วยพระหัตถ์ อันทรงฤทธิ์ และด้วยพระกรที่เหยียดออก ด้วยหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ทรงให้เกิดความยำเกรงยิ่งใหญ่
9 พระองค์ทรงนำเรามาที่นี่และประทานแผ่นดินนี้แก่เรา เป็นแผ่นดินที่มีน้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์
10 ข้าแต่พระเจ้าเจ้าข้า บัดนี้ข้าพระองค์นำผลรุ่นแรกมาจากแผ่นดินนั้น ซึ่งพระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์' และท่านจงวางสิ่งของนั้นถวายแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน และกราบนมัสการพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
11 ท่านจงปีติร่าเริงด้วยของดีทุกสิ่งซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่าน แก่ครอบครัวของท่าน แก่ตัวท่านเอง และคนเลวี และคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในหมู่พวกท่าน
12 "เมื่อท่านถวายทศางค์จากผลไม้ของท่านเสร็จแล้ว ในปีที่สามอันเป็นปีทศางค์ คือให้ทศางค์นั้นแก่คนเลวีและคนต่างด้าว ลูกกำพร้า และแม่ม่าย เพื่อเขาจะได้รับประทานให้อิ่มหนำ ภายในเมืองของท่าน
13 แล้วท่านจงทูลพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านว่า 'ข้าพระองค์ยกส่วนศักดิ์สิทธิ์ออกจากบ้านของข้าพระองค์แล้ว และยิ่งกว่านั้น ข้าพระองค์ได้ให้แก่คนเลวีและคนต่างด้าว ลูกกำพร้าและแม่ม่าย ตามพระบัญญัติซึ่งพระองค์ทรงบัญชาไว้แก่ข้าพระองค์ทุก ประการ ข้าพระองค์มิได้ละเมิดพระบัญญัติของพระองค์ในข้อใดเลย และข้าพระองค์มิได้ลืมเลย
14 ข้าพระองค์มิได้รับประทานทศางค์ เมื่อข้าพระองค์ไว้ทุกข์ หรือยกส่วนใดออกไปเมื่อข้าพระองค์เป็นมลทิน หรืออุทิศส่วนใดเพื่อผู้ตาย ข้าพระองค์ได้เชื่อฟังพระสุรเสียง ของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ได้กระทำตามทุกสิ่ง ที่พระองค์ทรงบัญชาไว้
15 ขอพระองค์ทอดพระเนตรจากสถานประทับบริสุทธิ์ของพระองค์ คือจากสวรรค์ และขอทรงอำนวยพระพรแก่อิสราเอลประชากรของพระองค์ และแก่ที่ดิน ซึ่งพระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย ดังที่พระองค์ทรงปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของข้าพระองค์ เป็นแผ่นดินที่มีน้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์'
16 "วันนี้พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงบัญชาท่าน ให้กระทำตามกฎเกณฑ์และกฎหมายเหล่านี้ ฉะนั้นท่านจงระวังที่จะกระทำตามด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน
17 ในวันนี้ท่านได้ยอมรับแล้วว่า พระเยโฮวาห์เป็นพระเจ้าของท่าน และท่านจะดำเนินตามพระมรรคาของพระองค์ และรักษากฎเกณฑ์ พระบัญญัติและกฎหมายของพระองค์ และจะเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์
18 และในวันนี้พระเจ้าทรงรับว่าท่านทั้งหลายเป็นชนชาติในกรรมสิทธิ์ของพระองค์ ดังที่พระองค์ทรงสัญญาไว้กับท่าน และว่าท่านจะรักษาพระบัญญัติทั้งสิ้นของพระองค์
19 และว่าพระองค์จะทรงตั้งท่านให้สูงเหนือบรรดาประชาชาติ ซึ่งพระองค์ได้ทรงสร้าง ในเรื่องสรรเสริญ ชื่อเสียงและเกียรติยศ และว่าท่านจะเป็นชนชาติที่บริสุทธิ์แด่พระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน ดังที่พระองค์ตรัสแล้ว"

เฉลยธรรมบัญญัติ 27

1 โมเสสและพวกผู้ใหญ่ของคนอิสราเอลได้บัญชาประชาชนว่า "จงรักษาพระบัญญัติทั้งสิ้นซึ่งข้าพเจ้าบัญชาท่านทั้งหลาย ในวันนี้
2 ในวันที่ท่านทั้งหลายจะข้ามแม่น้ำจอร์แดนเข้าสู่แผ่นดิน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่าน ท่านจงตั้งศิลาก้อนใหญ่ๆขึ้น เอาปูนโบกเสีย
3 แล้วท่านจงจารึกถ้อยคำของกฎหมายนี้ไว้บนนั้น เมื่อท่านข้ามไปเพื่อเข้าแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่าน และแผ่นดินซึ่งมีน้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์ ดังที่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของ ท่านได้ทรงสัญญาไว้กับท่าน
4 และเมื่อท่านข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปแล้ว บนภูเขาเอบาลท่านจงตั้งศิลาเหล่านี้ ตามเรื่องที่ข้าพเจ้าบัญชาท่านในวันนี้ แล้วจงโบกเสียด้วยปูน
5 และท่านจงสร้างแท่นบูชาแด่พระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านที่นั่น เป็นแท่นศิลา อย่าใช้เครื่องมือเหล็กสกัดศิลานั้น
6 ท่านจงสร้างแท่นบูชาแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านด้วย ศิลาที่ไม่ต้องตกแต่ง และท่านจงถวายเครื่องเผาบูชาบนแท่นนั้นแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
7 และท่านจงถวายศานติบูชา และรับประทานเสียที่นั่น และท่านจงปีติร่าเริงต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
8 และท่านจงจารึกบรรดาถ้อยคำของกฎหมายนี้บนศิลานั้นอย่างชัดเจน"
9 โมเสสและปุโรหิตคนเลวีได้กล่าวแก่คนอิสราเอลทั้งหลายว่า "โอ อิสราเอล จงเงียบและสดับตรับฟัง วันนี้ท่านทั้งหลายได้เป็นประชากรของพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน
10 เพราะฉะนั้นท่านจงเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน คือรักษาพระบัญญัติและกฎเกณฑ์ของพระองค์ ซึ่งข้าพเจ้าบัญชาท่านไว้ในวันนี้"
11 ในวันเดียวกันนั้นโมเสสได้กำชับประชาชนว่า
12 "เมื่อท่านทั้งหลายยกข้ามแม่น้ำจอร์แดนนั้นแล้วให้คนต่อไป นี้ยืนบนภูเขาเกริซิมกล่าวคำอวยพรแก่ประชาชน เลวี ยูดาห์ อิสสาคาร์ โยเซฟและเบนยามิน
13 และให้คนต่อไปนี้ยืนแช่งอยู่บนภูเขาเอบาลคือ รูเบน กาด อาเชอร์ เศบูลุน ดาน และนัฟทาลี
14 และให้คนเลวีกล่าวประกาศแก่ประชาชนด้วยเสียงดังว่า
15 "'ผู้ใดที่กระทำรูปเคารพเป็นรูปสลักหรือ รูปหล่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่พึงรังเกียจแด่พระเจ้า เป็นสิ่งที่ทำด้วยฝีมือช่าง และตั้งไว้อย่างลับๆ ให้ผู้นั้นถูกสาปแช่ง' ให้ประชาชนทั้งปวงตอบพร้อมกันและกล่าวว่า 'อาเมน'
16 "'ผู้ใดหมิ่นประมาทบิดาของตนหรือมารดาของตน ให้ผู้นั้นรับคำสาปแช่ง' ให้ประชาชนทั้งปวงกล่าวพร้อมกันว่า 'อาเมน'
17 "'ผู้ใดที่ยักย้ายเสาเขตของเพื่อนบ้าน ให้ผู้นั้นรับคำสาปแช่ง' ให้ประชาชนทั้งปวงกล่าวพร้อมกันว่า 'อาเมน'
18 "'ผู้ใดทำให้คนตาบอดหลงทาง ให้ผู้นั้นรับคำสาปแช่ง' ให้ประชาชนทั้งปวงกล่าวพร้อมกันว่า 'อาเมน'
19 "'ผู้ใดทำให้เสียความยุติธรรมอันควรได้แก่คนต่างด้าว ลูกกำพร้า และแม่ม่าย ให้ผู้นั้นรับคำสาปแช่ง' ให้ประชาชนทั้งปวงกล่าวพร้อมกันว่า 'อาเมน'
20 "'ผู้ใดสมสู่กับภรรยาของบิดาตน เพราะเขาได้เปิดผ้าของนางผู้เป็นของบิดา ให้ผู้นั้นรับคำสาปแช่ง' ให้ประชาชนทั้งปวงกล่าวพร้อมกันว่า 'อาเมน'
21 "'ผู้ใดสมสู่กับสัตว์เดียรัจฉานชนิดใดๆ ก็ตาม ให้ผู้นั้นรับคำสาปแช่ง' ให้ประชาชนทั้งปวงกล่าวพร้อมกันว่า 'อาเมน'
22 "'ผู้ใดที่สมสู่กับพี่สาวหรือน้องสาว จะเป็นบุตรสาวของบิดา หรือบุตรสาวของมารดาของตนก็ตาม ให้ผู้นั้นรับคำสาปแช่ง' ให้ประชาชนทั้งปวงกล่าวพร้อมกันว่า 'อาเมน'
23 "'ผู้ใดสมสู่กับแม่ยายของตน ให้ผู้นั้นรับคำสาปแช่ง' ให้ประชาชนทั้งปวงกล่าวพร้อมกันว่า 'อาเมน'
24 "'ผู้ใดฆ่าเพื่อนบ้านของตนอย่างลับๆ ให้ผู้นั้นรับคำสาปแช่ง' ให้ประชาชนทั้งปวงกล่าวพร้อมกันว่า 'อาเมน'
25 "'ผู้ใดรับสินบนให้ฆ่าบุคคลที่มิได้กระทำผิด ให้ผู้นั้นรับคำสาปแช่ง' ให้ประชาชนทั้งปวงกล่าวพร้อมกันว่า 'อาเมน'
26 "'ผู้ใดไม่ดำรงถ้อยคำแห่งธรรมบัญญัตินี้ โดยการกระทำตาม ให้ผู้นั้นรับคำสาปแช่ง' ให้ประชาชนทั้งปวงกล่าวพร้อมกันว่า 'อาเมน'

เฉลยธรรมบัญญัติ 28

1 "ถ้าท่านทั้งหลายเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน และระวังที่จะกระทำตามพระบัญญัติของพระองค์ซึ่งข้าพเจ้า บัญชาท่านในวันนี้ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงตั้งท่านไว้ให้สูงกว่า บรรดาประชาชาติทั้งหลายทั่วโลก
2 พระพรเหล่านี้จะตามมาทันท่าน ถ้าท่านทั้งหลายฟังพระสุรเสียงของ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
3 ท่านทั้งหลายจะรับพระพรในเมือง ท่านทั้งหลายจะรับพระพรในทุ่งนา
4 พงศ์พันธุ์ของตัวท่านเอง ผลแห่งพื้นดินของท่านและพันธุ์แห่งสัตว์ของท่านจะรับพระพร คือฝูงวัวของท่านที่เพิ่มขึ้น ฝูงแกะของท่านที่เพิ่มลูกขึ้น
5 กระจาดของท่าน และรางนวดแป้งของท่านจะรับพระพร
6 ท่านจะรับพระพรเมื่อท่านเข้ามา และท่านจะรับพระพรเมื่อท่านออกไป
7 "พระเจ้าจะทรงกระทำให้ศัตรูผู้ลุกขึ้นต่อสู้ท่าน พ่ายแพ้แก่ท่าน เขาจะออกมาต่อสู้ท่านทางหนึ่ง และหนีจากท่านเจ็ดทาง
8 พระเจ้าจะทรงบัญชาพระพรให้แก่ฉางของท่าน และบรรดากิจการที่ท่านกระทำ และพระองค์จะทรงอำนวยพระพร แก่ท่านในแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่าน
9 พระเจ้าจะทรงตั้งท่านให้เป็นชนชาติบริสุทธิ์แด่พระองค์ ดังที่พระองค์ทรงปฏิญาณแก่ท่านแล้ว ถ้าท่านรักษาพระบัญญัติของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน และดำเนินในมรรคาของพระองค์
10 และชนชาติทั้งหลายในโลกจะ เห็นว่าเขาเรียกท่านตามพระนามพระเจ้า และเขาทั้งหลายจะเกรงกลัวท่าน
11 พระเจ้าจะทรงกระทำให้ท่านทั้งหลายอุดมสมบูรณ์ ไปด้วยพันธุ์ของตัวท่านเอง ผลของฝูงสัตว์ของท่านและผลแห่งพื้นดินของท่าน ในแผ่นดินซึ่งพระเจ้าทรงปฏิญาณแก่บรรพบุรุษว่าจะให้ท่าน
12 พระเจ้าจะเปิดคลังฟ้าอันดีของพระองค์ประทานฝน แก่ท่านตามฤดูกาล และทรงอำนวยพระพรแก่กิจการน้ำมือของท่าน และท่านจะให้ประชาชาติหลายประชาชาติขอยืม แต่ท่านจะไม่ขอยืมเขา
13 ถ้าท่านเชื่อฟังพระบัญญัติของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ซึ่งข้าพเจ้าบัญชาท่านในวันนี้ และระวังที่จะกระทำตาม พระเจ้าจะทรงกระทำให้ท่านเป็นหัวไม่ใช่เป็นหาง กระทำให้สูงขึ้นทางเดียวมิใช่ให้ต่ำลง
14 และถ้าท่านไม่หันเหไปจากถ้อยคำ ซึ่งข้าพเจ้าบัญชาท่านในวันนี้ โดยหันไปทางขวามือหรือทางซ้าย ไปติดตามปรนนิบัติพระอื่น
15 "แต่ถ้าท่านไม่เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์พระเจ้า ของท่าน และไม่ระวังที่จะกระทำตามพระบัญญัติทั้งสิ้นของพระองค์ และพระราชกำหนดกฎเกณฑ์ของพระองค์ ซึ่งข้าพเจ้าบัญชา ท่านในวันนี้ แล้วคำสาปแช่งเหล่านี้จะตามมาทันท่าน
16 ท่านทั้งหลายจะรับคำสาปแช่งในเมือง ท่านทั้งหลายจะรับคำสาปแช่งในทุ่งนา
17 กระจาดของท่านและรางนวดแป้งของท่านจะรับคำสาปแช่ง
18 พันธุ์ของตัวท่านเองจะรับคำสาปแช่ง ผลแห่งพื้นดินของท่าน ฝูงวัวของท่านที่เพิ่มขึ้น ฝูงแกะของท่านที่เพิ่มจะรับคำสาปแช่ง
19 ท่านจะรับคำสาปแช่งเมื่อท่านเข้ามา และท่านจะรับคำสาปแช่งเมื่อท่านออกไป
20 "พระเจ้าจะทรงบันดาลให้คำสาปแช่ง ความวุ่นวาย และการลบล้างมีขึ้นแก่กิจการที่ท่านกระทำจนท่านจะถูก ทำลายและพินาศอย่างรวดเร็ว เนื่องด้วยความชั่วซึ่งท่านได้กระทำเพราะท่านได้ทอดทิ้งเราเสีย
21 พระเจ้าจะทรงบันดาลให้โรคร้ายติดพันท่าน จนพระองค์จะทรงเผาผลาญท่านให้สิ้นเสียจากแผ่นดินซึ่งท่านเข้าไปยึดครองนั้น
22 พระเจ้าจะทรงเฆี่ยนตีท่านด้วยความซูบผอม และด้วยความไข้ ความอักเสบ ความร้อนอย่างรุนแรง ด้วยดาบ ด้วยพายุร้อนกล้า ด้วยราขึ้น และสิ่งเหล่านี้จะติดตามท่านไปจนท่านพินาศ
23 และฟ้าสวรรค์ที่อยู่เหนือศีรษะของท่านจะเป็นทองเหลือง และแผ่นดินที่อยู่ใต้ท่านจะเป็นเหล็ก
24 พระเจ้าจะทรงบันดาลให้ฝนในแผ่นดินของท่านเป็นฝุ่นและละอองลงมาจากอากาศ อยู่เหนือท่านทั้งหลายจนกว่าท่านจะถูกทำลาย
25 "พระเจ้าจะทรงกระทำให้ท่านพ่ายแพ้ต่อศัตรูของท่าน ท่านจะออกไปต่อสู้เขาทางเดียว แต่จะหนีจากเขาเจ็ดทาง และท่านทั้งหลายจะเป็นที่น่าสยดสยองยิ่งแก่บรรดา ราชอาณาจักรทั่วโลก
26 ซากศพของท่านทั้งหลายจะเป็นอาหาร ของนกในอากาศและสำหรับสัตว์ป่าในโลก และไม่มีผู้ใดขับไล่ฝูงสัตว์เหล่านั้นไป
27 พระเจ้าจะทรงเฆี่ยนตีท่านด้วยฝีอียิปต์ ด้วยแผลร้าย ด้วยโรคลักปิดลักเปิด และด้วยโรคคัน ซึ่งจะรักษาไม่ได้
28 พระเจ้าจะทรงเฆี่ยนตีท่านด้วยโรควิกลจริต โรคตาบอด และให้จิตใจยุ่งเหยิง
29 ท่านจะต้องคลำไปในเวลาเที่ยง เหมือนคนตาบอดคลำไปในความมืด และท่านจะไม่มีความเจริญในหนทางของท่าน ท่านจะถูกบีบคั้นและถูกปล้นอยู่เสมอ และจะไม่มีใครช่วยท่านได้เลย
30 ท่านจะหมั้นหญิงคนหนึ่งไว้เป็นภรรยา และชายอื่นจะเข้าไปสมสู่กับนาง ท่านจะก่อสร้างเรือน แต่จะไม่ได้อาศัยอยู่ในนั้น ท่านจะปลูกสวนองุ่น แต่ท่านจะไม่ได้ใช้ผล
31 คนจะฆ่าวัวของท่านต่อหน้าต่อตาท่าน ท่านจะมิได้รับประทานเนื้อวัวนั้น เขาจะมาแย่งชิงลาไปต่อหน้าต่อตาท่าน และเขาจะไม่เอากลับคืนมาให้ท่าน ฝูงแพะแกะของท่านจะต้องเอาไป ให้ศัตรูของท่านและจะไม่มีใครช่วยท่านได้เลย
32 เขาจะเอาบุตรชายและบุตรหญิงของท่านไปให้แก่ ประชาชาติอื่น ส่วนตาของท่านจะมองดูและมืดมัวลงด้วยความ อาลัยอาวรณ์ตลอดเวลา อำนาจน้ำมือของท่านก็ไม่สามารถจะป้องกันได้
33 ชนชาติที่ท่านไม่เคยรู้จักมาแต่ก่อนจะมารับประทาน พืชผลแห่งแผ่นดินของท่าน และกินผลงานของท่าน เขาจะบีบคั้นและเหยียบย่ำท่านเสมอไป
34 ดังนั้นภาพที่ท่านเห็นจึงจะกระทำให้ท่านบ้าคลั่งไป
35 พระเจ้าจะทรงเฆี่ยนตีท่านด้วยฝีร้ายที่หัวเข่า และที่ขา ซึ่งท่านจะรักษาให้หายไม่ได้ เป็นตั้งแต่ส้นเท้าจนถึง กระหม่อมของท่าน
36 "พระเจ้าจะทรงนำท่านและกษัตริย์ผู้ที่ท่านแต่งตั้งไว้เหนือท่านนั้น ไปยังประชาชาติซึ่งท่านและบรรพบุรุษของท่านไม่รู้จักมาก่อน ณที่นั้นท่านจะปรนนิบัติพระอื่นที่ทำด้วยไม้และด้วยหิน
37 ท่านจะเป็นที่น่ากลัว เป็นภาษิต เป็นขี้ปากท่ามกลางชนชาติทั้งหลายที่พระเจ้าทรงพาท่านไปนั้น
38 ท่านจะต้องเอาพืชไปหว่านไว้ ในนามากและเก็บผลเข้ามาแต่น้อย เพราะตั๊กแตนใหญ่จะกัดกินเสีย
39 ท่านจะปลูกและแต่งต้นองุ่น แต่ท่านจะไม่ได้ดื่มเหล้าองุ่นหรือเก็บผลเข้ามา เพราะตัวหนอนจะกินมันเสีย
40 ท่านจะมีต้นมะกอกเทศอยู่ทั่วอาณาเขตของท่าน แต่ท่านจะไม่ได้น้ำมันมาชโลมตัวท่าน เพราะว่าผลมะกอกเทศของท่านจะร่วงหล่นเสีย
41 ท่านจะมีบุตรชายและบุตรหญิง แต่จะไม่เป็นของท่าน เพราะเขาจะตกไปเป็นเชลย
42 ต้นไม้ทั้งหลายของท่านและผลจากพื้นดินของท่านนั้นตั๊กแตน จะถือกรรมสิทธิ์
43 คนต่างด้าวซึ่งอยู่ท่ามกลางท่าน จะสูงขึ้นไปเหนือท่านทุกทีๆ และท่านจะต่ำลงทุกทีๆ
44 เขาจะให้ท่านทั้งหลายยืมของของเขาได้ และท่านจะไม่มีให้เขายืม เขาจะเป็นหัว และท่านจะเป็นหาง
45 คำสาปแช่งทั้งหมดนี้จะตามหาท่านและตามทันท่าน จนกว่าท่านจะถูกทำลายเพราะว่าท่านไม่เชื่อฟัง พระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ที่จะรักษาพระบัญญัติและกฎเกณฑ์ของพระองค์ซึ่ง พระองค์บัญชาท่านไว้
46 สิ่งเหล่านี้จะเป็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์อยู่เหนือท่าน และเหนือพงศ์พันธุ์ของท่านเป็นนิตย์
47 "เพราะท่านมิได้ปรนนิบัติพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านด้วยความร่าเริงและใจยินดี เพราะเหตุมีสิ่งสารพัดบริบูรณ์
48 เพราะฉะนั้นท่านจึงต้องปรนนิบัติศัตรูของท่าน ซึ่งพระเจ้าจะทรงใช้มาต่อสู้ท่าน ด้วยความหิวและกระหาย เปลือยกายและขัดสนทุกอย่าง และพระองค์จะทรงวางแอกเหล็กบนคอของท่าน จนกว่าพระองค์จะทำลายท่านเสียสิ้น
49 พระเจ้าจะทรงนำประชาชาติหนึ่งมาต่อสู้กับท่านจากทางไกล จากที่สุดปลายแผ่นดินโลก เร็วเหมือนนกอินทรีบินมา เป็นประชาชาติที่ท่านไม่รู้จักภาษาของเขา
50 เป็นประชาชาติที่มีหน้าตาดุ คือผู้ซึ่งไม่เคารพคนแก่และไม่พอใจหนุ่มสาว
51 และจะรับประทานลูกสัตว์ของท่าน และพืชผลจากพื้นดินของท่าน จนท่านจะถูกทำลาย ทั้งเขาจะไม่เหลือข้าว เหล้าองุ่น หรือน้ำมัน ลูกวัวหรือลูกแกะอ่อนไว้ให้ท่าน จนกว่าเขาจะกระทำให้ท่านพินาศ
52 เขาจะล้อมท่านไว้ทุกหัวเมืองจนกำแพงสูงและเข้มแข็ง ซึ่งท่านไว้วางใจนั้นพังทลายลงทั่วแผ่นดินของท่าน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่าน
53 ท่านจะต้องรับประทานพงศ์พันธุ์แห่งร่างกายของท่านเป็นอาหาร คือเนื้อบุตรชายและบุตรหญิงของท่าน ผู้ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่าน ในการล้อมและในความทุกข์ลำบาก ซึ่งศัตรูของท่านมาทำให้ท่านทั้งหลายทุกข์ลำบากนั้น
54 ผู้ชายสำรวยและสำอางเหลือเกินในหมู่พวกท่านทั้งหลาย จะหวงอาหารไม่ให้พี่น้องของตน ไม่ให้ภรรยาที่อยู่ในอ้อมอกของตน และไม่ให้ลูกๆคนสุดท้ายที่เหลืออยู่กับตน
55 จนเขาจะไม่ยอมให้ใครกินเนื้อลูกของตนซึ่งกำลังกินอยู่ เพราะไม่มีอะไรเหลือให้เขาอีกแล้ว ในการล้อมและในความทุกข์ลำบาก ซึ่งศัตรูของท่านมาทำให้ท่านทั้งหลายทุกข์ลำบากทุกหัวเมือง
56 ผู้หญิงสำรวยและสำอางเหลือเกินในหมู่พวกท่าน ซึ่งไม่เคยย่างเท้าลงที่พื้นดิน เพราะเป็นคนสำอางและสำรวยอย่างนั้น จะหวงไม่ให้สามีในอ้อมอกของเธอ และไม่ให้บุตรชายและบุตรหญิงของเธอ
57 ได้รกซึ่งเพิ่งออกมาจากหว่างขาของเธอ และลูกแดงที่เพิ่งคลอด เพราะว่าเธอจะกินเป็นอาหารเงียบๆ เพราะขัดสนทุกอย่าง ในการถูกล้อมและในความทุกข์ลำบาก ซึ่งศัตรูของท่านมาทำให้ท่านทั้งหลายทุกข์ลำบากทุกหัวเมือง
58 "ถ้าท่านทั้งหลายไม่ระวังที่จะกระทำตามถ้อยคำของธรรม บัญญัติซึ่งเขียนไว้ในหนังสือเล่มนี้ ที่จะให้ยำเกรงพระนามที่ทรงพระสิริและที่น่าสะพรึงกลัวนี้ คือพระนามพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
59 แล้วพระเจ้าจะทรงนำมาสู่ท่านและลูกหลานของท่านซึ่ง ความทุกข์ใจอย่างผิดธรรมดา ความทุกข์ใจร้ายแรงและช้านานและความเจ็บไข้ต่างๆที่ร้ายแรงและช้านาน
60 และพระองค์จะทรงนำโรคทั้งหลายแห่งอียิปต์ ซึ่งท่านกลัวนั้นมาสู่ท่านอีก และมันจะติดพันท่านอยู่
61 โรคทุกอย่างและความทุกข์ใจทุกอย่าง ซึ่งมิได้ระบุไว้ในหนังสือนี้ พระเจ้าจะทรงนำมายังท่าน จนกว่าท่านทั้งหลายจะถูกทำลาย
62 ซึ่งพวกท่านทั้งหลายมีมากอย่างดวงดาวในท้องฟ้านั้น ท่านก็จะเหลือแต่จำนวนน้อย เพราะว่าท่านไม่เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน
63 ซึ่งพระเจ้าพอพระทัยที่จะทรงกระทำดีต่อท่าน และอำนวยพระพรให้ท่านทวีมากขึ้นนั้น พระองค์ก็จะทรงพอพระทัยที่จะทรงทำ ให้ท่านพินาศและทำลายท่านเสียเช่นเดียวกัน ท่านจะต้องถูกเด็ดทิ้งไปเสียจากแผ่นดินซึ่ง ท่านกำลังจะเข้าไปยึดครองนั้น
64 และพระเจ้าจะทรงกระทำให้ท่าน ทั้งหลายกระจัดกระจายไปท่ามกลางชนชาติทั้งหลาย ตั้งแต่ที่สุดปลายโลกข้างนี้ไปถึงข้างโน้น ณที่นั้นท่านจะปรนนิบัติพระอื่นๆซึ่งท่านและ บรรพบุรุษของท่านไม่รู้จัก คือพระซึ่งทำด้วยไม้และศิลา
65 เมื่อท่านอยู่ท่ามกลางประชาชาติต่างๆนั้น ท่านจะไม่พบความสบายเลย ส้นเท้าของท่านจะไม่มีที่หยุดพัก เพราะพระเจ้าจะประทานให้ท่าน มีจิตใจที่หวาดหวั่นมีตาที่มืดมัวลง และมีชีวิตที่ค่อยๆวอดลง
66 และชีวิตของท่านก็จะแขวนอยู่ข้างหน้าท่านอย่างสงสัย ท่านจะครั่นคร้ามอยู่ทั้งกลางคืนและกลางวัน ไม่มีความแน่ใจในชีวิตของท่านเลย
67 ในเวลาเช้าท่านจะกล่าวว่า 'ถ้าเป็นเวลาเย็นก็จะดี' และในเวลาเย็นท่านจะกล่าวว่า 'ถ้าเป็นเวลาเช้าก็จะดี' เพราะความครั่นคร้ามที่ท่านมีอยู่นั้น และเพราะสิ่งที่ตาท่านจะเห็น
68 และพระเจ้าจะนำท่านกลับมาทางเรือถึงอียิปต์ เป็นการเดินทางซึ่งข้าพเจ้าได้สัญญาว่าท่านจะไม่พบเห็น อีกเลย ณที่นั่นท่านจะต้องมอบตัวขายให้ศัตรูเป็นทาสชายและทาสหญิง แต่จะไม่มีผู้ใดซื้อท่าน"

เฉลยธรรมบัญญัติ 29

1 ต่อไปนี้เป็นถ้อยคำในพันธสัญญา ซึ่งพระเจ้าทรงบัญชาโมเสสให้กระทำกับคนอิสราเอล ในแผ่นดินโมอับ นอกเหนือพันธสัญญาซึ่งพระองค์ทรงกระทำกับเขาที่โฮเรบ
2 โมเสสเรียกบรรดาคนอิสราเอลมาและกล่าวแก่เขาว่า "ท่านทั้งหลายได้เห็นทุกสิ่งกับนัยน์ตาของท่าน ซึ่งพระเจ้าทรงกระทำในแผ่นดินอียิปต์ ต่อฟาโรห์และต่อข้าราชบริพารของ ท่านและต่อประเทศของท่านทั้งสิ้น
3 ทั้งการทดลองใหญ่ซึ่งนัยน์ตาของท่านได้เห็น ทั้งหมายสำคัญและการอัศจรรย์ยิ่งใหญ่เหล่านั้น
4 แต่จนกระทั่งวันนี้พระเจ้ามิได้ประทานจิตใจที่เข้าใจ ตาที่มองเห็นได้ และหูที่ยินได้ให้แก่ท่าน
5 เราได้นำเจ้าอยู่ในถิ่นทุรกันดารสี่สิบปี เสื้อผ้าของเจ้ามิได้ขาดวิ่นไปจากเจ้า และรองเท้ามิได้ขาดหลุดไปจากเท้าของเจ้า
6 เจ้าทั้งหลายมิได้รับประทานขนมปัง เจ้ามิได้ดื่มเหล้าองุ่นหรือสุรา เพื่อเจ้าจะได้รู้ว่าเราเป็นพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า
7 และเมื่อท่านมาถึงที่นี้ สิโหนกษัตริย์เมืองเฮชโบน และโอกกษัตริย์เมืองบาชาน ออกมาทำสงครามกับท่าน แต่เราทั้งหลายก็ได้กระทำให้เขาพ่ายแพ้ไป
8 เราริบแผ่นดินของเขาและมอบให้เป็นมรดกแก่คนเผ่ารูเบน คนเผ่ากาด และคนครึ่งเผ่ามนัสเสห์
9 เพราะฉะนั้นจงระวังที่จะกระทำตามถ้อยคำแห่งพันธสัญญานี้ เพื่อท่านทั้งหลายจะจำเริญในบรรดากิจการซึ่งท่านกระทำ
10 "ในวันนี้ท่านทั้งหลายทุกคนยืน อยู่ต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน คือบรรดาผู้หัวหน้าเผ่าทั้งหลาย พวกผู้ใหญ่ของท่าน และเจ้าหน้าที่ของท่าน บรรดาผู้ชายของอิสราเอล
11 เด็กๆของท่าน ภรรยาของท่าน และคนต่างด้าวที่อยู่ในค่ายของท่าน ทั้งคนที่ตัดฟืนให้ท่านและคนที่ตักน้ำให้ท่าน
12 เพื่อท่านจะได้เข้ามาในพันธสัญญา แห่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน คือในพันธสัญญาที่สาบานไว้ ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงกระทำกับท่านในวันนี้
13 เพื่อพระองค์จะทรงแต่งตั้งท่านทั้งหลายในวันนี้ ให้เป็นประชากรของพระองค์ และเพื่อพระองค์จะเป็นพระเจ้าของท่านดังที่ พระองค์ทรงสัญญากับท่านนั้น และดังที่พระองค์ทรงปฏิญาณกับบรรพบุรุษของท่าน คือกับอับราฮัม กับอิสอัคและกับยาโคบ
14 ข้าพเจ้ามิได้กระทำพันธสัญญานี้กับท่านเท่านั้น
15 แต่กับผู้ที่ยืนอยู่กับเราทั้งหลายในวันนี้ ต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา และกับผู้ที่ไม่ได้อยู่ที่นี่กับเราในวันนี้
16 "ท่านทราบอยู่แล้วว่าเราอาศัยอยู่ในแผ่นดินอียิปต์อย่างไร และเราทั้งหลายได้ผ่านท่ามกลางประชาชาติซึ่งท่าน ทั้งหลายผ่านพ้นอย่างไร
17 ท่านทั้งหลายได้เห็นสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนของเขาทั้งหลายแล้ว คือเห็นรูปเคารพที่ทำด้วยไม้ ด้วยหิน และด้วยเงินและทอง ซึ่งอยู่ท่ามกลางเขาทั้งหลาย
18 จงระวังให้ดี เกรงว่าจะมีชายหรือหญิงคนใด หรือครอบครัวใด หรือเผ่าใด ซึ่งจิตใจของเขาหันไปจากพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเรา ไปปรนนิบัติพระของประชาชาติเหล่านั้น เกรงว่าท่ามกลางท่านจะมีรากซึ่งเกิด เป็นดีหมีและบอระเพ็ด
19 และเมื่อคนนั้นได้ยินถ้อยคำของพันธสัญญาที่สาบานนี้ จะนึกอวยพรตัวเองในใจว่า 'แม้ข้าจะเดินด้วยความดื้อดึงตามใจของข้า ข้าก็จะเป็นสุข' ความคิดเช่นนี้ก็นำการกวาดทำลายไม่ว่าผลที่ลุ่ม และที่แล้งไปด้วยกัน
20 พระเจ้าจะมิได้ทรงให้อภัยแก่คนนั้น แต่พระพิโรธของพระเจ้าและความหวงแหนของพระองค์จะพลุ่งขึ้นต่อชายคนนั้น และคำสาปแช่งซึ่งเขียนไว้ในหนังสือเล่มนี้จะตกอยู่เหนือเขา และพระเจ้าจะทรงลบชื่อของเขาเสียจากใต้ฟ้า
21 แล้วพระเจ้าจะทรงแยกเขาออกจาก เผ่าคนอิสราเอลทั้งปวงให้ประสบ หายนะตามคำสาปแช่งทั้งสิ้นของพันธสัญญา ซึ่งจารึกไว้ในหนังสือพระบัญญัตินี้
22 และคนชั่วอายุต่อมาคือลูกหลานซึ่งเกิดมาภายหลังท่านและ ชนต่างด้าวซึ่งมาจากแผ่นดินที่อยู่ห่างไกล จะกล่าวเมื่อเขาเห็นความทุกข์ใจของแผ่นดินนั้นและโรคภัย ซึ่งพระเจ้าทรงบันดาลให้เป็น
23 คือแผ่นดินทั้งหมดเป็นกำมะถันและเป็นเกลือ เป็นที่ว่างเปล่าเพราะถูกเผาไฟไม่มีใครปลูกหว่าน และไม่มีอะไรงอกขึ้น เป็นที่ที่หญ้าไม่งอก เป็นการที่ถูกคว่ำอย่างโสโดม และโกโมราห์ เมืองอัดมาห์ เมืองเศโบอิม ซึ่งพระเจ้าทรงคว่ำด้วยความกริ้วและพระพิโรธ
24 เออ ประชาชาติทั้งหลายจะกล่าวว่า 'ทำไมพระเจ้าทรงกระทำเช่นนี้แก่แผ่นดินนี้ พระพิโรธมากมายเช่นนี้หมายความว่ากระไร'
25 แล้วคนจะพูดกันว่า 'เพราะเขาทอดทิ้งพันธสัญญาของพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของบรรพบุรุษของเขา ซึ่งพระองค์ทรงกระทำไว้กับเขาเมื่อพระองค์ทรงพา เขาออกจากแผ่นดินอียิปต์
26 ไปปรนนิบัตินมัสการพระอื่น เป็นพระซึ่งเขาไม่เคยรู้จัก และซึ่งพระองค์มิได้ประทานแก่เขา
27 เพราะฉะนั้น พระพิโรธของพระเจ้าจึงพลุ่งขึ้นต่อแผ่นดินนี้ นำเอาคำสาปแช่งซึ่งจารึกไว้ในหนังสือนี้มาถึง
28 และพระเจ้าจึงทรงถอนรากเขาเสียจากแผ่นดินด้วยความกริ้วและพระพิโรธอันมากมายและทิ้ง เขาไปในอีกแผ่นดินหนึ่ง ดังที่เป็นอยู่วันนี้'
29 "สิ่งลี้ลับทั้งปวงเป็นของพระเยโฮวาห์พระเจ้า ของเราทั้งหลาย แต่สิ่งทรงสำแดงนั้นเป็นของเราทั้งหลายและของ ลูกหลานของเราเป็นนิตย์ เพื่อเราจะกระทำตามถ้อยคำทั้งสิ้นของกฎหมายนี้

เฉลยธรรมบัญญัติ 30

1 "เมื่อบรรดาเหตุการณ์เหล่านี้ คือพระพรและคำสาปแช่งซึ่งข้าพเจ้ากล่าวไว้ต่อหน้า ท่านมาถึงท่านทั้งหลายแล้ว และท่านทั้งหลายระลึกขึ้นได้ในเมื่อท่านทั้งหลายอยู่ ท่ามกลางประชาชาติ ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงขับไล่ท่านไปนั้น
2 และท่านก็หันกลับมาหาพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ทั้งตัวท่านและลูกหลานของท่าน และเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์ ในทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งข้าพเจ้าได้บัญชา ท่านในวันนี้ด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน
3 แล้วพระเยโฮวาห์พระเจ้า ของท่านทั้งหลายจะทรงให้ท่านคืนสู่สภาพเดิม และทรงพระกรุณาต่อท่าน และจะรวบรวมพวกท่านทั้งหลายอีก จากชนชาติทั้งหลายซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ทรงให้ท่านทั้งหลายกระจายไปอยู่นั้น
4 ถ้ามีคนของท่านที่ถูกขับไล่ไปอยู่สุดท้ายปลายสวรรค์ จากที่นั่นพระเยโฮวาห์พระเจ้าของ ท่านจะทรงรวบรวมท่านให้มา จากที่นั่นพระองค์จะทรงนำท่านกลับ
5 และพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะนำท่านเข้า มาในแผ่นดิน ซึ่งบรรพบุรุษของท่านยึดครองเพื่อท่านจะได้ยึดครอง และพระองค์จะทรงกระทำให้ท่านทั้งหลายจำเริญ มั่งคั่งและทวีมากขึ้นยิ่งกว่าบรรพบุรุษของท่าน
6 แล้วพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน จะทรงตัดใจของท่านและใจของบุตรหลานของท่าน เพื่อท่านจะได้รักพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน เพื่อท่านทั้งหลายจะมีชีวิตอยู่ได้
7 และพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงให้คำสาปแช่ง เหล่านี้ตกอยู่บนข้าศึกและศัตรูผู้ข่มเหงท่านทั้งหลาย
8 และท่านทั้งหลายจะฟังเสียงของพระเจ้า อีกและรักษาพระบัญญัติทั้งสิ้นของพระองค์ ซึ่งข้าพเจ้าบัญชาท่านทั้งหลายในวันนี้
9 พระเยโฮวาห์พระเจ้าของ ท่านจะทรงกระทำให้ท่านจำเริญมั่งคั่งอย่างยิ่ง ในกิจการที่มือท่านกระทำ ในพงศ์พันธุ์ของตัวท่านเอง และในผลแห่งฝูงสัตว์ของท่าน และในผลแห่งพื้นดินของท่าน เพราะพระเจ้าจะทรงพอพระทัยที่จะให้ท่านจำเริญมั่งคั่ง ดังที่พระองค์ทรงปลื้มปีติในบรรพบุรุษของท่าน
10 ถ้าท่านฟังพระสุรเสียงแห่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน โดยรักษาพระบัญญัติและกฎเกณฑ์ของพระองค์ ซึ่งจารึกไว้ในหนังสือของกฎหมายนี้ ถ้าท่านทั้งหลายหันกลับมาหาพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน
11 "เพราะว่าพระบัญญัติซึ่งข้าพเจ้าบัญชาท่านในวันนี้ สำหรับท่านไม่ยากเกินไป และไม่ห่างเหินเกินไปด้วย
12 มิใช่พระบัญญัตินั้นอยู่บนสวรรค์ แล้วท่านจะกล่าวว่า 'ใครจะแทนเราขึ้นไปบนสวรรค์และนำมาให้เรา และกระทำให้เราได้ฟังและประพฤติตาม'
13 มิใช่อยู่พ้นทะเล ซึ่งท่านจะกล่าวว่า 'ใครจะข้ามทะเลไปแทนเราและนำมาให้เรา และกระทำให้เราได้ฟังและประพฤติตาม'
14 แต่ถ้อยคำนั้นอยู่ใกล้ท่านทั้งหลายมาก อยู่ในปากของท่าน และอยู่ในใจของท่าน ฉะนั้นท่านจึงกระทำตามได้
15 "จงดูเถิด ในวันนี้ข้าพเจ้าได้วางชีวิตและสิ่งดี ความตายและสิ่งร้ายไว้ต่อหน้าท่าน
16 คือในการที่ข้าพเจ้าได้บัญชาท่านในวันนี้ ให้รักพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ให้ดำเนินในพระมรรคาทั้งหลายของ พระองค์และให้รักษาพระบัญญัติ และกฎเกณฑ์และกฎหมายของพระองค์ แล้วท่านจะมีชีวิตอยู่และทวีมากขึ้น และพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน จะอำนวยพระพรแก่ท่านในแผ่นดินซึ่งท่านเข้าไปยึดครองนั้น
17 ถ้าใจของท่านหันเหไปและท่านมิได้เชื่อฟัง แต่ถูกลวงให้ไปนมัสการพระอื่นและปรนนิบัติพระนั้น
18 ข้าพเจ้าขอประกาศแก่ท่านทั้งหลายในวันนี้ว่า ท่านทั้งหลายจะพินาศเป็นแน่ ท่านจะไม่มีชีวิตอยู่นานใน แผ่นดินซึ่งท่านกำลังจะยกข้ามแม่น้ำจอร์แดน เข้าไปยึดครองนั้น
19 ข้าพเจ้าขออัญเชิญสวรรค์และ โลกให้เป็นพยานต่อท่านในวันนี้ว่า ข้าพเจ้าตั้งชีวิตและความตาย พระพรและคำสาปแช่งไว้ต่อหน้าท่าน เพราะฉะนั้นท่านจงเลือกเอาข้างชีวิต เพื่อท่านและลูกหลานของท่านจะได้มีชีวิตอยู่
20 ด้วยมีความรักต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์ และติดพันอยู่กับพระองค์ กระทำเช่นนั้นจะได้ชีวิตและความยืนนาน เพื่อท่านจะได้อยู่ในแผ่นดินซึ่งพระเจ้าปฏิญาณ แก่บรรพบุรุษของท่าน คือแก่อับราฮัม แก่อิสอัค และแก่ยาโคบ ว่า จะประทานแก่ท่านเหล่านั้น"

เฉลยธรรมบัญญัติ 31

1 โมเสสยังกล่าวถ้อยคำเหล่านี้แก่คนอิสราเอล
2 และท่านกล่าวแก่เขาว่า "วันนี้ข้าพเจ้ามีอายุหนึ่งร้อยยี่สิบปีแล้ว ข้าพเจ้าจะออกไปและเข้ามาอีกไม่ไหวแล้ว พระเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าว่า 'เจ้าจะไม่ได้ข้ามแม่น้ำจอร์แดนนี้'
3 พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะข้ามไปข้างหน้าท่านเอง พระองค์จะทรงทำลายประชาชาติเหล่านี้ให้พ้นหน้าท่าน เพื่อว่าท่านจะได้ขับไล่เขาไป โยชูวาจะนำหน้าท่านทั้งหลายดังที่พระเจ้าตรัสไว้แล้ว
4 พระเจ้าได้ทรงกระทำแก่เขาอย่างที่พระองค์ จะทรงกระทำแก่สิโหนและโอกกษัตริย์ของคน อาโมไรต์ และแก่แผ่นดินของเขา ผู้ที่พระองค์ทรงทำลายเขา
5 แล้วพระเจ้าจะทรงมอบเขาไว้แก่ท่าน และท่านทั้งหลายจะกระทำแก่เขาตาม บัญญัติทั้งสิ้นซึ่งข้าพเจ้าได้บัญชาท่านไว้แล้ว
6 จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่ากลัวหรืออย่าครั่นคร้ามเขาเลย เพราะว่าผู้ที่ไปกับท่านคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน พระองค์จะไม่ทรงปล่อยท่านให้ล้มเหลวหรือทอดทิ้งท่านเสีย"
7 แล้วโมเสสเรียกโยชูวาเข้ามา และกล่าวแก่ท่านต่อหน้าคนอิสราเอลว่า "จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด เพราะท่านจะต้องไปกับชนชาตินี้ เข้าไปในแผ่นดินซึ่งพระเจ้าทรงปฏิญาณแก่บรรพบุรุษว่า จะประทานแก่เขา ท่านจงให้เขาได้เข้ายึดครองแผ่นดินนั้น
8 ผู้ที่ไปข้างหน้าคือพระเจ้า พระองค์ทรงสถิตอยู่ด้วย พระองค์จะไม่ทรงปล่อยท่านให้ล้มเหลว หรือทอดทิ้งท่านเสีย อย่ากลัวและอย่าขยาดเลย"
9 โมเสสได้เขียนกฎหมายนี้ และมอบให้แก่ปุโรหิตบุตรหลานของเลวีผู้ซึ่งหามหีบ พันธสัญญา ของพระเจ้าและแก่พวกผู้ใหญ่ทั้งปวงของคนอิสราเอล
10 และโมเสสบัญชาเขาว่า "เมื่อครบทุกๆเจ็ดปี ตามเวลากำหนดปีปลดปล่อยณเทศกาลอยู่เพิง
11 เมื่อคนอิสราเอลประชุมพร้อมกันต่อ พระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ณสถานที่ซึ่งพระองค์ทรงเลือกไว้นั้น ท่านทั้งหลายจงอ่านกฎหมายนี้ให้คนอิสราเอลทั้งปวงฟัง
12 จงเรียกประชาชนให้มาประชุมกันทั้งชาย หญิง และเด็ก ทั้งคนต่างด้าวในเมืองของท่านเพื่อให้เขาได้ยินและเรียนรู้ ที่จะยำเกรงพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน และให้ระวังที่จะกระทำตามถ้อยคำทั้งสิ้นของธรรมบัญญัตินี้
13 และเพื่อบุตรหลานทั้งหลายของเขาผู้ยังไม่ทราบจะได้ยิน และเรียนรู้ที่จะยำเกรงพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ตราบเท่าเวลาซึ่งท่านอยู่ในแผ่นดิน ซึ่งท่านกำลังจะยกข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปยึดครองนั้น"
14 และพระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า "ดูเถิด วันซึ่งเจ้าต้องตายก็ใกล้เข้ามาแล้ว จงเรียกโยชูวามา และเจ้าทั้งสองจงมาเฝ้าเราในเต็นท์นัดพบ เพื่อเราจะได้กำชับเขา" โมเสสและโยชูวาก็เข้าไปในเต็นท์นัดพบ
15 และพระเยโฮวาห์ทรงปรากฏในเสาเมฆที่ในเต็นท์นัดพบ และเสาเมฆนั้นอยู่ที่ประตูเต็นท์นัดพบ
16 และพระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า "ดูเถิด ตัวเจ้าจวนจะต้องหลับอยู่กับบรรพบุรุษของเจ้าแล้ว และชนชาตินี้จะลุกขึ้นและเล่นชู้กับพระแปลกๆของแผ่นดินนี้ ในที่ที่เขาไปอยู่ท่ามกลางนั้น เขาทั้งหลายจะทอดทิ้งเราเสียและหักพันธสัญญาซึ่งเราได้ กระทำไว้กับเขา
17 แล้วในวันนั้นเราจะกริ้วต่อเขา และเราจะทอดทิ้งเขาเสียและซ่อนหน้าของเราเสียจากเขา เขาทั้งหลายจะถูกกลืน และสิ่งร้ายกับความลำบากเป็นอันมากจะมาถึงเขา ในวันนั้นเขาจึงจะกล่าวว่า 'สิ่งร้ายเหล่านี้ตกแก่เรา เพราะพระเจ้าไม่ทรงสถิตท่ามกลางเราไม่ใช่หรือ'
18 ในวันนั้นเราจะซ่อนหน้าของเราเสียจากเขาเป็นแน่ ด้วยเหตุความชั่วซึ่งเขาได้กระทำเพราะเขาได้หัน ไปหาพระอื่น
19 เหตุฉะนี้เจ้าทั้งสองจงเขียนบทเพลงนี้ และสอนคนอิสราเอลให้ร้องจนติดปาก เพื่อบทเพลงนี้จะเป็นพยานของเราปรักปรำคนอิสราเอล
20 เพราะว่าเมื่อเราจะได้นำเขาเข้ามาในแผ่นดิน ซึ่งมีน้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์ ซึ่งเราได้ปฏิญาณจะประทานแก่บรรพบุรุษของเขา และเขาได้รับประทานอิ่มหนำและอ้วนพี เขาจะหันไปปรนนิบัติพระอื่น และหมิ่นประมาท เราและผิดพันธสัญญาของเรา
21 และเมื่อสิ่งร้ายและความลำบากหลายอย่างมาถึงเขาแล้ว เพลงบทนี้จะเผชิญหน้าเป็นพยาน (เพราะว่าเพลงนี้จะอยู่ที่ปากลูกหลานของเขาไม่มีวันลืม) เพราะเรารู้ถึงความมุ่งหมายที่เขากำลังจะก่อขึ้นมาแล้ว ก่อนที่เราจะนำเขาเข้าไปในแผ่นดินซึ่งเราปฏิญาณไว้นั้น"
22 โมเสสจึงได้เขียนบทเพลงนี้ในวันเดียวกันนั้นและสอนให้ แก่ประชาชนอิสราเอล
23 พระองค์ตรัสสั่งโยชูวา บุตรนูนว่า "จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด เพราะเจ้าจะนำคนอิสราเอลเข้าไปในแผ่นดินซึ่งเราปฏิญาณว่าจะให้แก่เขา เราจะอยู่กับเจ้า"
24 เมื่อโมเสสเขียนถ้อยคำของธรรมบัญญัตินี้ลงใน หนังสือจนจบแล้ว
25 โมเสสก็บัญชาคนเลวีผู้หามหีบพันธสัญญาแห่งพระเจ้าว่า
26 "จงรับหนังสือธรรมบัญญัตินี้วางไว้ข้างหีบพันธสัญญา แห่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านให้อยู่ที่นั่นเพื่อ เป็นพยานปรักปรำท่าน
27 เพราะเรารู้ว่า ท่านทั้งหลายเป็นคนมักฝ่าฝืนและดื้อดึง ดูเถิด เมื่อข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่กับท่าน วันนี้ท่านก็ยังฝ่าฝืนพระเจ้า เมื่อข้าพเจ้าตายแล้วจะร้ายกว่านี้สักเท่าใด
28 ท่านจงเรียกประชุมพวกผู้ใหญ่ของทุกเผ่า และเจ้าหน้าที่ทั้งหมด เพื่อข้าพเจ้าจะได้กล่าวถ้อยคำเหล่านี้ให้เขาฟัง และอัญเชิญสวรรค์และโลกให้เป็นพยานปรักปรำเขา
29 เพราะข้าพเจ้าทราบแน่ว่าเมื่อข้าพเจ้าตายแล้ว ท่านจะประพฤติหลงผิดไปเป็นแน่ และหันเหไปจากทางซึ่งข้าพเจ้าได้บัญชาท่านไว้ ความทุกข์ลำบากจะตกแก่ท่านในวันข้างหน้า เพราะว่าท่านจะกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรพระเจ้า กระทำให้พระองค์ทรงกริ้วด้วยการที่มือท่านกระทำ"
30 โมเสสก็ได้กล่าวถ้อยคำในบทเพลงต่อไปนี้ให้เข้าหู ประชุมชนอิสราเอลทั้งหมดจนจบ

เฉลยธรรมบัญญัติ 32
1 "โอ ฟ้าสวรรค์ จงเงี่ยหูฟัง ข้าพเจ้าจะพูด ขอพิภพโลกจงสดับถ้อยคำจากปากของข้าพเจ้า
2 ขอให้คำสอนของข้าพเจ้าหยดลงอย่างเม็ดฝน และคำปราศรัยของข้าพเจ้ากลั่นตัวลงอย่างน้ำค้าง อย่างฝนตกปรอยๆอยู่เหนือหญ้าอ่อน อย่างห่าฝนตกลงเหนือผักสด
3 เพราะข้าพเจ้าจะประกาศพระนามของพระเจ้า จงถวายความยิ่งใหญ่แด่พระเจ้าของเรา
4 "พระศิลา พระราชกิจของพระองค์ก็สมบูรณ์ พระมรรคาทั้งหลายของพระองค์ก็ยุติธรรม  พระเจ้าที่เที่ยงธรรมและปราศจากความผิด พระองค์ทรงยุติธรรมและเที่ยงตรง
5 เขาทั้งหลายประพฤติชั่วช้าต่อพระองค์ เพราะเขาทั้งหลายมีตำหนิ เขาจึงไม่ได้เป็นบุตรของพระองค์ต่อไป เขาเป็นพงศ์พันธุ์วิปลาสและคดโกง
6 ชนชาติโฉดเขลาและเบาความเอ๋ย ท่านจะตอบสนองพระเจ้าอย่างนี้ละหรือ พระองค์มิใช่พระบิดา ผู้ทรงสร้างท่านมาดอกหรือ ผู้ทรงสรรค์ท่าน และทำนุบำรุงท่านไว้
7 จงระลึกถึงโบราณกาล จงตรองถึงจำนวนปีที่ผ่านมาหลายชั่วอายุคนแล้วนั้น จงถามบิดาของท่าน แล้วเขาจะสำแดงให้ท่านทราบ จงถามพวกผู้ใหญ่ของท่านแล้วเขาจะบอกท่าน
8 เมื่อผู้สูงสุดประทานมรดกแก่บรรดาประชาชาติ เมื่อพระองค์ทรงแยกพงศ์พันธุ์ของมนุษย์ พระองค์ทรงกั้นเขตของชนชาติทั้งหลาย ตามจำนวนคนอิสราเอล
9 เพราะว่าส่วนของพระเจ้าคือ ประชากรของพระองค์ ยาโคบเป็นส่วนมรดกของพระองค์เอง
10 "พระองค์ทรงพบเขาในแผ่นดินทุรกันดาร ในที่เปลี่ยวเปล่ามีแต่เสียงเห่าหอน พระองค์ทรงโอบล้อมเขาไว้ และทรงดูแลเขาอยู่ ทรงรักษาเขาไว้ดังแก้วพระเนตรของพระองค์
11 เหมือนนกอินทรีที่กวนรังของมันกระพือปีกอยู่เหนือลูกโต กางปีกออกรองรับลูกไว้ให้เกาะอยู่บนปีก
12 พระเจ้าองค์เดียวก็ทรงนำเขามา ไม่มีพระต่างด้าวองค์ใดอยู่กับเขา
13 พระองค์ทรงโปรดเขาให้ขี่ไปบนโลกส่วนสูง ให้เขากินพืชผลที่ได้จากนา พระองค์ทรงให้เขาดูดน้ำผึ้งจากศิลา และให้ดื่มน้ำมันจากหินแข็งกล้า
14 ให้ได้นมเปรี้ยวจากวัว และให้ได้น้ำนมจากแพะแกะ ได้ไขมันจากลูกแกะ และแกะผู้ พันธุ์บาชานและจากฝูงแพะ กับข้าวสาลีอย่างดีที่สุด และจากเลือดขององุ่น ท่านได้ดื่มเหล้าองุ่น
15 แต่เยชุรูนอ้วนพีขึ้นแล้วก็มีพยศ พอเจ้าอ้วนใหญ่ เนื้อหนานุ่มนิ่ม เขาทอดทิ้งพระเจ้าผู้สร้างเขามา แล้วดูหมิ่นพระศิลาแห่งความรอดของเขา
16 เขาทำให้พระองค์ทรงอิจฉาด้วยพระอื่น ด้วยกระทำสิ่งที่พึงรังเกียจเขาจึงทำให้พระองค์ทรงกริ้ว
17 เขาบูชาเทวดาซึ่งไม่เป็นพระเจ้า บูชาพระซึ่งไม่รู้จักมาก่อน บูชาพระใหม่ๆ ซึ่งเกิดมาเร็วๆนี้ ซึ่งปู่ย่าตายายของท่านไม่เกรงกลัว
18 ท่านมิได้ใส่ใจในพระศิลาที่ให้กำเนิดท่านมา ท่านหลงลืมพระเจ้าซึ่งให้ท่านเกิด
19 "พระเจ้าทอดพระเนตรและทรงชังเขา เพราะบุตรชายหญิงของพระองค์ทำให้เศร้าพระทัย
20 และพระองค์ตรัสว่า 'เราจะซ่อนหน้าของเราเสียจากเขา เราจะคอยดูว่าปลายทางของเขาจะเป็นอย่างไร เพราะเขาเป็นพงศ์พันธุ์ที่เฉไฉ เป็นลูกเต้าที่ไม่มีความซื่อสัตย์
21 เขาทำให้เราอิจฉา ด้วยสิ่งที่ไม่ใช่พระ เขาได้ยั่วเย้าเราด้วยรูปเคารพของเขา ดังนั้นเราจึงทำให้เขาอิจฉาผู้ที่ไม่ใช่ชนชาติ และจะยั่วโทสะเขา ด้วยประชาชาติที่เขลาชาติหนึ่ง
22 เพราะมีไฟก่อขึ้นด้วยเหตุความกริ้วของเรานั้น ไฟก็ไหม้ลุกลามไปจนถึงก้นลึกของแดนผู้ตาย เผาแผ่นดินโลกและพืชผลในนั้น และก่อเพลิงติดรากขุนเขา
23 "'เราจะสุมสิ่งร้ายไว้บนเขาทั้งหลาย และปล่อยลูกธนูของเรามายิงเขา
24 เขาจะซูบผอมไปเพราะความหิวความร้อนอันแรงกล้า และโรคพิษร้ายจะเผาผลาญเขาเสีย เราจะส่งฟันสัตว์ร้ายให้มาขบ กับพิษของสัตว์เลื้อยคลานในผงคลี
25 ในกลางแจ้งจะมีดาบมาทำให้โศกเศร้า ที่ในห้องจะมีความกลัว ทำลายทั้งชายหนุ่มและหญิงพรหมจารี ทั้งเด็กที่ยังดูดนมและคนที่ผมหงอก
26 เราพูดแล้วว่า "เราจะให้เขากระจัดกระจายไป เราจะให้ชื่อของเขาศูนย์ไปจากความทรงจำของมนุษย์"
27 ถ้าหากว่าเราไม่กลัวว่าศัตรูจะว่าย้อนเรา เกรงว่าศัตรูจะคิดผิดไป กลัวว่าศัตรูทั้งหลายจะพูดว่า "กำลังมือของเราซิมีชัย พระเจ้าหาได้ทรงกระทำการนี้ไม่'"
28 "เพราะว่าเขาทั้งหลายเป็นประชาชาติที่ไม่ยอมฟังคำปรึกษา ในพวกเขาไม่มีความเข้าใจ
29 ถ้าเขาฉลาดแล้วเขาจะเข้าใจเรื่องนี้และทราบเรื่องสุดท้ายปลายมือ
30 คนเดียวจะไล่พันคนอย่างไรได้ สองคนจะทำให้หมื่นคนหนีได้อย่างไร นอกจากพระศิลาของเขา ได้ขายเขาเสียแล้ว และพระเจ้าได้ทรงทอดทิ้งเขาเสีย
31 เพราะพระศิลาของเขาไม่เหมือนพระศิลาของเรา แม้ศัตรูของเราก็ตัดสินอย่างนั้น
32 เพราะว่าเถาองุ่นของเขามาจากเถามะแว้งเครือ มาจากไร่เมืองโกโมราห์ ผลองุ่นของเขาเป็นดีหมี และองุ่นที่เป็นพวงๆ ก็ขมขื่น
33 เหล้าองุ่นของเขาเป็นพิษของงู เป็นพิษร้ายแรงของงูเห่า
34 "เรื่องนี้มิได้สะสมไว้กับเราดอกหรือ ประทับตราไว้ในคลังของเรา
35 การแก้แค้นและการตอบสนองเป็นของเรา รอเวลาเมื่อเท้าของเขาจะลื่นพลาด เพราะว่าวันหายนะของเขามาใกล้แล้ว และกรรมจะมาถึงเขาโดยเร็วพลัน
36 เพราะพระเจ้าจะทรงพิพากษาประชากรของพระองค์ และทรงเมตตาปรานีต่อผู้รับใช้ของพระองค์ เมื่อทอดพระเนตรกำลังของเขาสิ้นลง ไม่มีใครเหลือแล้ว ไม่ว่าทาสหรือไท
37 แล้วพระองค์จะตรัสว่า 'พระของเขาอยู่ที่ไหน ศิลาที่เขาพึ่งพานั้นอยู่ที่ไหนเล่า'
38 คือผู้ที่รับประทานไขมันของเครื่องสัตวบูชาของเขา และดื่มเหล้าที่เป็นเครื่องดื่มบูชาของเขา ให้บรรดาพระเหล่านั้นลุกขึ้นช่วยเจ้า ให้พระเหล่านั้นเป็นผู้ป้องกันเจ้าซิ
39 "'จงดูเถิด ตัวเรา คือเรานี่แหละเป็นผู้นั้น นอกจากเราไม่มีพระเจ้าอื่นใด เราฆ่าให้ตาย และเราก็ให้มีชีวิตอยู่ เราทำให้บาดเจ็บ และเราก็รักษาให้หาย ไม่มีผู้ใดจะช่วยให้พ้นมือเราได้
40 เพราะเราชูมือขึ้นถึงสวรรค์ และปฏิญาณว่า ดังที่เราดำรงอยู่เป็นนิตย์
41 ถ้าเราลับดาบอันวาววับของเรา และมือของเรายึดการพิพากษาไว้ เราจะแก้แค้นศัตรูของเรา และตอบแทนผู้ที่เกลียดเรา
42 เราจะให้ลูกธนูของเราเมาโลหิต และดาบของเราจะกินเนื้อหนัง ด้วยโลหิตของผู้ที่ถูกฆ่าและของเชลย จากศีรษะเจ้านายศัตรู'
43 "โอ ประชาชาติทั้งหลาย จงสรรเสริญประชากรของพระองค์ เพราะพระองค์จะแก้แค้นโลหิตแห่งผู้รับใช้ ของพระองค์แล้ว และจะทรงทำการแก้แค้นศัตรูของพระองค์ และจะทรงทำการลบมลทินแผ่นดินแห่ง ประชากรของพระองค์"
44 โมเสสได้มาเล่าถ้อยคำของเพลงบทนี้ให้ประชาชนฟัง ทั้งตัวท่านพร้อมกับโยชูวาบุตรนูน
45 และเมื่อโมเสสเล่าคำเหล่านี้แก่คนอิสราเอลจบแล้ว
46 ท่านก็กล่าวแก่เขาว่า "จงใส่ใจในถ้อยคำซึ่งข้าพเจ้ากล่าวแก่ท่านในวันนี้ เพื่อท่านจะได้บัญชาแก่ลูกหลานของท่าน เพื่อเขาจะได้ระวังที่จะกระทำตามถ้อยคำ แห่งธรรมบัญญัตินี้ทั้งสิ้น
47 เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยสำหรับท่านทั้งหลาย แต่เป็นเรื่องชีวิตของท่านทั้งหลาย และเรื่องนี้จะกระทำให้ท่านทั้งหลายมีชีวิตยืนนานในแผ่นดิน ซึ่งท่านทั้งหลายกำลังจะข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปยึดครองนั้น"
48 และพระเจ้าตรัสกับโมเสสในวันนั้นเองว่า
49 "จงขึ้นไปบนภูเขาอาบาริมถึงยอดเขาเนโบ ซึ่งอยู่ในแผ่นดินโมอับตรงข้ามเมืองเยรีโค และดูแผ่นดินคานาอันซึ่งเราให้แก่ประชาชน อิสราเอลเป็นกรรมสิทธิ์
50 และสิ้นชีวิตเสียบนภูเขา ซึ่งเจ้าขึ้นไปนั้น และถูกรวบไปอยู่กับญาติพี่น้องของเจ้า ดังอาโรนพี่ชายของเจ้าได้สิ้นชีวิตที่ภูเขาโฮร์ และถูกรวบไปอยู่กับประชาชนของเขา
51 เพราะเจ้าทั้งสองได้ละเมิดต่อเราท่ามกลางคนอิสราเอลที่น้ำเมรีบาห์แห่งคาเดช ในถิ่นทุรกันดาร เพราะเจ้ามิได้เคารพเราว่าบริสุทธิ์ในหมู่คนอิสราเอล
52 เพราะเจ้าจะได้เห็นแผ่นดินซึ่งอยู่ต่อหน้าเจ้า แต่เจ้าไม่ได้เข้าไปในแผ่นดิน ซึ่งเราให้แก่คนอิสราเอล"

เฉลยธรรมบัญญัติ 33
1 ต่อไปนี้เป็นพรซึ่งโมเสสบุรุษของพระเจ้าได้อวยพรแก่ พงศ์พันธุ์ของอิสราเอลก่อนที่ท่านสิ้นชีวิต
2 ท่านกล่าวว่า พระเจ้าเสด็จจากซีนาย และทรงรุ่งแจ้งจากเสอีร์มายังเขาทั้งหลาย พระองค์ทรงฉายรังสีจากภูเขาปาราน พระองค์เสด็จจากผู้บริสุทธิ์นับหมื่นๆ ที่พระหัตถ์เบื้องขวามีไฟเป็นพระธรรมแก่เขา
3 แท้จริง พระองค์ทรงรักประชากรของพระองค์ บรรดาวิสุทธิชนของพระองค์ก็อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ และเขาทั้งหลายกราบลงที่พระบาทของพระองค์ รับพระดำรัสของพระองค์
4 โมเสสบัญชาธรรมบัญญัติไว้แก่เรา เป็นกรรมสิทธิ์ของชุมนุมชนยาโคบ
5 ดังนี้แหละ พระองค์ทรงเป็นพระราชาในเยชูรูน เมื่อหัวหน้าชนชาติชุมนุมกัน เมื่อคนอิสราเอลทุกเผ่ารวมกันอยู่
6 "ขอให้รูเบนดำรงชีวิตอยู่ อย่าให้ตาย อย่าให้ผู้คนของเขามีน้อย"
7 ท่านกล่าวถึงยูดาห์ดังนี้ว่า "ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงสดับเสียงของยูดาห์ ขอทรงนำเขาเข้ากับชนชาติของเขา มือของเขาได้ต่อสู้เพื่อตนเอง และพระองค์ทรงช่วยเขาให้พ้นจากปรปักษ์ของเขา"
8 ท่านกล่าวถึงเลวีว่า "ทูมมิมและอูริมของพระองค์ อยู่กับผู้จงรักภักดีของพระองค์ ผู้ที่พระองค์ทรงทดลองแล้วที่ตำบลมัสสาห์ ผู้ที่พระองค์ได้ต่อสู้แล้วที่น้ำเมรีบาห์
9 ผู้กล่าวถึงบิดามารดาของเขาว่า 'ข้าพเจ้าไม่รู้จักเขาแล้ว' เขาไม่จำพี่น้องของเขา และไม่รู้จักลูกของตน เพราะว่าเขาปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์ และรักษาพันธสัญญาของพระองค์
10 เขาทั้งหลายจะสอนกฎหมายของพระองค์แก่ยาโคบ และสอนธรรมบัญญัติแก่อิสราเอล เขาจะวางเครื่องหอมต่อพระพักตร์พระองค์ และถวายเครื่องเผาบูชาบนแท่นบูชาของพระองค์
11 ข้าแต่พระเจ้า ขอพระองค์ทรงอำนวยพระพรแก่ข้าวของของเขา และโปรดการงานที่มือเขาทำ ขอทรงตีทำลายบั้นเอวแห่งศัตรูของเขา คือผู้ที่เกลียดชังเขา อย่าให้ลุกขึ้นอีกได้"
12 ท่านกล่าวเรื่องเบนยามินว่า "คนที่พระเจ้าทรงรัก จะอาศัยอยู่กับพระองค์อย่างปลอดภัย พระองค์ทรงปกเขาไว้วันยังค่ำ และทรงประทับอยู่ระหว่างบ่าของเขา"
13 และท่านกล่าวถึงโยเซฟว่า "ขอให้แผ่นดินของเขาได้รับพระพรจากพระเจ้า ให้ได้รับของประเสริฐที่สุดจากฟ้าสวรรค์ ทั้งน้ำค้าง และจากบาดาลซึ่งหมอบอยู่ข้างล่าง
14 ให้ได้รับผลประเสริฐที่สุดของดวงอาทิตย์ และพืชผลสมบูรณ์ที่เดือนให้บังเกิด
15 พร้อมกับผลอย่างงามที่สุดจากภูเขาดึกดำบรรพ์ และผลประเสริฐจากเนินเขาที่อยู่คู่ฟ้า
16 และผลประเสริฐที่สุดของพิภพและสิ่งที่อยู่ในนั้น และพระกรุณาคุณของพระองค์ซึ่งประทับที่พุ่มไม้ ขอให้สิ่งเหล่านี้ลงมาเหนือศีรษะของโยเซฟ และเหนือกระหม่อมของผู้ที่เป็นเจ้านายของพี่น้อง
17 ลูกวัวหัวปีของเขามีศักดา เขาของเขาเหมือนเขาวัวกระทิง และด้วยเขานั้น เขาจะดันชนชาติทั้งหลายออกไปจนสุดปลายพิภพ คนเอฟราอิมนับหมื่นเป็นเช่นนี้ คนมนัสเสห์นับพันก็เหมือนกัน"
18 ท่านกล่าวถึงเศบูลุนว่า "เศบูลุนเอ๋ย จงปีติร่าเริงเมื่อท่านออกไป และอิสสาคาร์เอ๋ย จงปีติร่าเริงในเต็นท์ของตน
19 เขาจะเรียกชนชาติทั้งหลาย มาที่ภูเขา และถวายเครื่องสัตวบูชาอันถูกต้องที่นั่น เพราะเขาจะดูดความอุดมจากทะเล และได้ขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในทราย"
20 ท่านกล่าวถึงกาดว่า "สาธุการแด่พระองค์ผู้ทรงขยายกาด กาดหมอบอยู่เหมือนกับสิงห์ เขาทึ้งแขนและกระหม่อมบนศีรษะ
21 เขาเลือกแผ่นดินส่วนดีที่สุดเป็นของตน เพราะส่วนของผู้บังคับบัญชาได้มีเก็บไว้ที่นั่นแล้ว และเขามาถึงหัวหน้าของชนชาตินี้ เขาได้กระทำตามความชอบธรรมของพระเจ้า และตามกฎหมายซึ่งมีต่ออิสราเอล"
22 และท่านกล่าวถึงดานว่า "ดานเป็นลูกสิงห์ ที่กระโดดมาจากเมืองบาชาน"
23 และท่านกล่าวถึงนัฟทาลีว่า "โอ นัฟทาลี ผู้อิ่มด้วยพระคุณ และหนำด้วยพระพรของพระเจ้า จงยึดครองทะเลสาบและทางใต้"
24 และท่านกล่าวถึงอาเชอร์ว่า "ขอให้อาเชอร์ได้รับพระพรเหนือบุตรทั้งหลาย ให้เขาเป็นที่โปรดปรานของพี่น้องของเขา และให้เขาจุ่มเท้าเขาลงในน้ำมัน
25 ดาลประตูของท่านจะเป็นเหล็กและทองเหลือง ขอให้กำลังของท่านคงอยู่ตลอดวันคืนของท่าน
26 "โอ เยชูรูน ไม่มีผู้ใดเหมือนพระเจ้า พระองค์เสด็จมาทางฟ้าสวรรค์เพื่อช่วยท่าน เสด็จมาเปี่ยมด้วยความโอ่อ่าตระการของพระองค์ตามท้องฟ้า
27 พระเจ้าผู้ดำรงเป็นนิตย์เป็นที่อาศัยของท่าน และพระกรนิรันดร์รับรองท่านอยู่ พระองค์ทรงผลักศัตรูให้ออกไปพ้นหน้าท่าน และตรัสว่า ทำลายเสียเถอะ
28 ดังนั้นแหละ อิสราเอลจึงอยู่อย่างปลอดภัย พงศ์พันธุ์อันสืบเนื่องจากยาโคบอยู่ได้แต่ลำพัง ในแผ่นดินที่มีข้าวและเหล้าองุ่น เออ ท้องฟ้าของพระองค์โปรยน้ำค้างลงมา
29 โอ อิสราเอล ท่านทั้งหลายเป็นสุขแท้ๆ ใครเหมือนท่านบ้าง เป็นชนชาติที่รอดมาด้วยพระเจ้าทรงช่วย เป็นโล่ช่วยท่าน เป็นดาบชัยของท่าน ศัตรูจะคลานราบมาหาท่าน ท่านจะเหยียบย่ำไปบนที่สูงของเขา"

เฉลยธรรมบัญญัติ 34
1 และโมเสสก็ขึ้นไปจากทุ่งราบ โมอับถึงภูเขาเนโบถึงยอดปิสกาห์ ซึ่งอยู่ตรงข้ามเมืองเยรีโค และพระเจ้าทรงสำแดงให้ท่านเห็นแผ่นดินนั้นทั้งหมด คือกิเลอาดจนถึงดาน
2 ทั้งนัฟทาลีทั่วหมด เห็นแผ่นดินเอฟราอิม และมนัสเสห์ ทั่วแผ่นดินยูดาห์ไกลไปถึงทะเลตะวันตก
3 ทั้งเนเกบและที่ลุ่ม คือที่ลุ่มเมืองเยรีโค เมืองต้นอินทผลัมไกลไปจนถึงโศอาร์
4 และพระเจ้าตรัสกับท่านว่า "นี่คือแผ่นดินซึ่งเราได้ปฏิญาณต่ออับราฮัม ต่ออิสอัค และต่อยาโคบ ว่า 'เราจะให้แก่พงศ์พันธุ์ของเจ้า' เราให้เจ้าเห็นกับตา แต่เจ้าจะไม่ได้เข้าไปในแผ่นดินนั้น"
5 เหตุฉะนั้นโมเสสผู้รับใช้ของพระเจ้า จึงสิ้นชีวิตที่นั่นในแผ่นดินโมอับ ตามพระดำรัสของพระเจ้า
6 และพระองค์ทรงฝังท่านไว้ในหุบเขาในแผ่นดินโมอับ ตรงข้ามเบธเปโอร์จนถึงทุกวันนี้หามีผู้ใดรู้จักที่ ฝังศพของท่านไม่
7 เมื่อโมเสสสิ้นชีวิตนั้นท่านมีอายุหนึ่งร้อยยี่สิบปี นัยน์ตาของท่านมิได้มัวไป หรือกำลังของท่านก็ไม่ถอย
8 และคนอิสราเอลร้องไห้ถึงโมเสสที่แผ่นดินโมอับสามสิบวัน แล้ววันที่ร้องไห้ไว้ทุกข์ถึงโมเสสก็สิ้นลง
9 โยชูวาบุตรนูนก็ประกอบด้วยสติปัญญา เพราะโมเสสได้เอามือของท่านวางบนเขา ดังนั้นประชาชนอิสราเอลจึงเชื่อฟังเขา และได้กระทำดังที่พระเจ้าทรงบัญชาโมเสสไว้
10 ตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่มีผู้เผยพระวจนะคนใดเกิดขึ้นใน อิสราเอล เสมอโมเสส ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงรู้จักหน้าต่อหน้า
11 ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนท่านในเรื่องหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ซึ่งพระเจ้าทรงใช้ท่านให้กระทำในแผ่นดินอียิปต์ ต่อฟาโรห์และต่อบรรดาข้าราชบริพารของฟาโรห์ และต่อแผ่นดินของท่านทั้งสิ้น
12 และในเรื่องอำนาจยิ่งใหญ่ และกิจการอันน่าเกรงกลัวและใหญ่โตซึ่งโมเสสกระทำ ในสายตาของคนอิสราเอลทั้งปวง


 © Copyright 2009. Christian Siam.com